Advertisement

Banner 600×250 px
Advertise with us

Advertisement

Banner 600×250 px
Advertise with us

ThaiNGO

Development News and Information Sources

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back
24 July 2026 21

20 ปีอนุสัญญาอุ้มหาย ครอบครัวผู้สูญหาย-ภาคประชาสังคมจี้รัฐเร่งค้นหาเยียวยา และนำผู้กระทำผิดสู่ความยุติธรรม

20 ปีอนุสัญญาอุ้มหาย ครอบครัวผู้สูญหาย-ภาคประชาสังคมจี้รัฐเร่งค้นหาเยียวยา และนำผู้กระทำผิดสู่ความยุติธรรม

20 ปีอนุสัญญาอุ้มหาย ครอบครัวผู้สูญหาย-ภาคประชาสังคมจี้รัฐเร่งค้นหาเยียวยา และนำผู้กระทำผิดสู่ความยุติธรรม

 

ครบ 20 ปีอนุสัญญาอุ้มหาย และ 2 ปีที่อนุสัญญามีผลบังคับใช้กับประเทศไทย แต่ครอบครัวผู้สูญหายจำนวนมากยังคงรอคำตอบถึงชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก แอมเนสตี้ ประเทศไทย และภาคประชาสังคมย้ำ แม้ไทยมีความก้าวหน้าด้านกฎหมาย แต่การบังคับใช้ยังมีข้อจำกัด พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งค้นหาความจริง เปิดเผยข้อเท็จจริง นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเยียวยาผู้เสียหายและครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพและรอบด้าน 

 

23 กรกฎาคม 2569 - แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และ The Reporters จัดงาน “ผู้เสียหายต้องมาก่อน ลงมือทันที” (Victims First. Immediate Action.) เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปี อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: ICCPED) หรืออนุสัญญาอุ้มหาย และครบ 2 ปีที่อนุสัญญาอุ้มหายมีผลบังคับใช้ในประเทศไทย เพื่อทบทวนความคืบหน้าและช่องว่างของการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ครอบครัวผู้สูญหายได้ถ่ายทอดประสบการณ์ ข้อกังวล และข้อเสนอ เพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

 

การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้สูญหายและครอบครัวที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและการรอคอยคำตอบเกี่ยวกับชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก โดยอนุสัญญาฯ กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ป้องกัน สืบสวน ค้นหาผู้สูญหาย เปิดเผยความจริง นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และจัดให้มีการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ 

 

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 และอนุสัญญาฯ มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ภายหลังพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลใช้บังคับในปี 2566 ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และสร้างกลไกเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการบังคับบุคคลให้สูญหาย 

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความก้าวหน้าด้านกฎหมาย แต่ครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายยังคงเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยา หลายคดียังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่หลายครอบครัวยังคงต้องติดตามข้อมูลและแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง แม้ประเทศไทยจะมีระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 แต่กระบวนการเยียวยายังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เสียหายและครอบครัวอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

 

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า อนุสัญญาอุ้มหายและกฎหมายภายในประเทศไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ผู้มีอำนาจหยิบยื่นความเมตตาให้ แต่เกิดจากการต่อสู้ของผู้เสียหาย ครอบครัว และประชาชนที่ไม่ยอมเงียบ เกิดจากความโกรธต่อความอยุติธรรม และความหวังว่าวันหนึ่งครอบครัวจะได้ทราบความจริง ได้พบคนที่รัก หรืออย่างน้อยได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และจะไม่มีครอบครัวใดต้องเผชิญกับความไม่รู้อันยาวนานเช่นนี้อีก 

 

“คำถามว่า ‘พวกเขาอยู่ที่ไหน’ อาจเป็นคำถามสั้นๆ แต่เบื้องหลังคือชีวิตทั้งชีวิตของครอบครัว ทั้งการรอคอย การเดินทางไปยังหน่วยงานต่างๆ การยื่นหนังสือ การตามหาข้อมูล การขึ้นศาล และการเผชิญกับความเงียบ การนับเวลาของรัฐกับการนับเวลาของครอบครัวไม่เหมือนกัน รัฐอาจนับเวลาจากวันที่ออกกฎหมาย เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา หรือตั้งคณะกรรมการ แต่ครอบครัวนับจำนวนวัน เดือน หรือหลายสิบปีที่บุคคลที่พวกเขารักยังไม่กลับมา” 

 

เพชรรัตน์ย้ำว่า คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าประเทศไทยมีกฎหมายแล้วหรือยัง แต่คือกฎหมายทำให้ครอบครัวได้รับข้อมูล ทำให้การค้นหาเริ่มขึ้นโดยทันที ทำให้การสืบสวนมีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้เสียหายได้รับความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาหรือไม่ รัฐต้องไม่มองการช่วยเหลือครอบครัวว่าเป็นเรื่องของความสงสาร แต่เป็นหน้าที่และพันธกรณีที่จะต้องค้นหา เปิดเผยความจริง นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และคุ้มครองผู้ที่ออกมาแสวงหาความจริง 

 

“การครบรอบ 20 ปีของอนุสัญญาอุ้มหายเป็นหลักฐานว่าเสียงของครอบครัว แม้ในวันที่ถูกเพิกเฉย สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายระหว่างประเทศได้ ความเจ็บปวดสามารถกลายเป็นพลังในการเคลื่อนไหว ความโกรธสามารถกลายเป็นข้อเรียกร้อง และความหวังสามารถนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ ไม่มีมนุษย์คนใดควรถูกทำให้หายไป และไม่มีครอบครัวใดควรถูกทอดทิ้งให้อยู่กับความไม่รู้เพียงลำพัง” 

 

อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และอดีตสมาชิกคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจ กล่าวว่า ต้องขอบคุณแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ริเริ่มในการสนับสนุนญาติในการส่งเรื่องร้องเรียนการบังคับสูญหายไปยังคณะทำงานสหประชาชาติด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ ภายหลังเหตุการณ์ พฤษภา 35 ทำให้การบังคับสูญหายในประเทศไทยถูกพูดถึงในกลไกระดับโลก จนปัจจุบันมีจำนวนคนหายที่คณะทำงานบันทึกไว้ 77 กรณี แม้ที่ผ่านมาครอบครัวผู้สูญหายจะได้พยายามอย่างมากในการรณรงค์ทั้งระดับประเทศและระดับสากล จนประเทศไทยมีการตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย รวมถึงเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ อย่างไรก็ดีผ่านมา 3 ปีหลังจากกฎหมายมีผลบังคับ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมยังไม่มีมาตรการในการตามหาผู้สูญหายอย่างจริงจัง

 

“ผ่านมา 3 ปี การติดตามหาตัวผู้สูญหายยังคงคลุมเครือ คณะกรรมการที่มีรัฐมนตรียุติธรรมเป็นประธานไม่เคยเชิญครอบครัวไปให้ข้อมูล ไม่เปิดเผยความจริง และปล่อยให้ผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล ที่ผ่านมาครอบครัวถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง ถูกกดดันให้จำยอมถอนการร้องเรียนจากคณะทำงานคนหายสหประชาชาติ ทำให้เห็นว่าแม้จะมีกฎหมาย แต่รัฐกลับขาดความจริงใจในการบังคับใช้กฎหมาย” 

 

เมธา มาสขาว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ระบุว่า ผลกระทบและบาดแผลของครอบครัวผู้สูญเสีย (Experiential Impact) จากเหตุการณ์พฤษภา 35 ข้อเท็จจริงระบุ มีผู้เสียชีวิต 44 คน และผู้สูญหาย 38 คนอย่างเป็นทางการ ซึ่งผู้สูญหายทั้งหมดอยู่ในรายงานของการรับเรื่องของคณะทำงานคนหายแห่งสหประชาชาติแล้ว แต่ในความเป็นจริงคาดว่ามีมากกว่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวยังมีความคลุมเครือ และครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบต้องอยู่กับความไม่แน่ชัดมาโดยตลอด นอกจากนั้น ยังมีเบาะแสผู้สูญหายที่จังหวัดกาญจนบุรี หรือทะเลแสมสาร ความพยายามของครอบครัวและภาคประชาชนในการค้นหาความจริง แม้เวลาจะผ่านไปยาวนาน แต่ความเจ็บปวดและการรอคอยการพิสูจน์สัจจะยังคงไม่จบสิ้นจนถึงวันนี้

 

“การสร้างอนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 เป็นสัญลักษณ์ของการจดจำในพื้นที่สาธารณะ เพื่อไม่ให้สังคมลืมเลือนการสู้รบและความสูญเสียของประชาชน รวมถึงเป็นการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ 

 

 “ขอเสนอให้กระทรวงต่างๆ บันทึกประวัติศาสตร์จากความจริง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความทรงจำร่วม (Collective Memory) ของสังคม เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับความจริงร่วมกัน และนำไปสู่การเรียนรู้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงทางการเมืองซ้ำรอยอีก และการเยียวยาและการรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรมตามหลักสากลในอัตราก้าวหน้าตามกลไกสหประชาชาติ ควรต้องดำเนินการต่อไปอย่างจริงจัง และตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระฯ ชี้ให้เห็นว่าการเยียวยาต้องไม่ได้เป็นเพียงการชดเชยด้วยเงิน แต่ต้องครอบคลุมถึงฟื้นฟูจิตใจ สิทธิมนุษยชน และความยุติธรรม

 

 “แม้กองทัพเคยแสดงความเสียใจในพิธีรำลึกแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคำพูดคือการกระทำที่เป็นรูปธรรม ในการสานต่อกระบวนการค้นหาความจริง การรับผิดชอบอย่างจริงจัง และการวางมาตรการเพื่อไม่ให้กองทัพเข้ามาระงับความขัดแย้งทางการเมืองด้วยกำลังอีกในอนาคต”

 

สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และพี่สาวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า แม้อนุสัญญาอุ้มหายมีผลบังคับใช้มาแล้ว 20 ปี และประเทศไทยมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหายมาแล้ว 3 ปี แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของอนุสัญญาและกฎหมาย ส่งผลให้ครอบครัวผู้เสียหายยังถูกมองด้วยอคติ ถูกตั้งข้อสงสัย หรือถูกผลักภาระให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้สูญหาย ขณะที่วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐยังคงดำรงอยู่ พร้อมเรียกร้องให้สหประชาชาติผลักดันให้หน่วยงานรัฐไทย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย อัยการ และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม เข้าใจหลักการของอนุสัญญาและปฏิบัติต่อครอบครัวผู้เสียหายด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

"เรามองว่ากฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหายที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2566 ยังใช้ได้ไม่จริง เพราะหากเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายและยังมองว่าผู้ถูกบังคับให้สูญหายเป็นผู้กระทำผิด ครอบครัวก็จะยังต้องแบกรับภาระพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทั้งที่เราเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้กระทำผิด ต่อให้มีกฎหมายหรือการอบรมมากเพียงใด กฎหมายก็ไม่สามารถคุ้มครองผู้เสียหายได้จริง จึงอยากให้ยูเอ็นช่วยผลักดันให้รัฐไทยสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหายทุกคนควรได้รับการค้นหา ไม่ใช่ปล่อยให้ครอบครัวต้องต่อสู้เพื่อค้นหาความจริงและความยุติธรรมเพียงลำพัง" 

 

ภาคประชาสังคมย้ำว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาการบังคับบุคคลให้สูญหายไม่อาจหยุดอยู่เพียงการมีกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติด้วย ทั้งการค้นหาผู้สูญหาย การสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ การนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองผู้เสียหาย การยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้จริงในทุกประเทศ 

 

 

Recent Articles