วันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 22.00 น. ถึง วันที่ 13 กันยายน 2569 เวลา 6.00 น. เว็บไซต์ thaingo.org จะปรับปรุงระบบอาจทำให้การใช้งานไม่ราบรื่นต้องขออภัยในความไม่สะดวก
thaingo.org will undergo system maintenance from 10:00 PM, September 12, 2026, to 6:00 AM, September 13, 2026. Some services may be temporarily unavailable during this period. We apologize for the inconvenience. Thank you for your understanding.
Development News and Information Sources

30 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน 27 เครือข่ายจากทั่วประเทศ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกายกเลิก “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลก” หรือ MOU แร่แรร์เอิร์ธ ที่ผู้นำทั้ง 2 ประเทศลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างรุนแรง และซ้ำรอยความผิดพลาดจากโครงการเหมืองในอดีตของไทย
เครือข่ายภาคประชาชนให้เหตุผลว่า MOU ฉบับนี้อาจเป็นการเปิดทางให้ต่างชาติ เข้ามาลงทุนสำรวจและทำเหมืองแร่สำคัญและแร่หายากในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายแร่ และสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายระบบนิเวศที่เปราะบาง โดยเฉพาะในภาคใต้ที่เคยมีบทเรียนจากเหตุความขัดแย้งกรณีโรงงานแทนทาลัมภูเก็ตเมื่อปี 2529
แถลงการณ์ระบุว่า หากจะมี MOU ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ควรเป็นความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองในรัฐฉานของเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ที่ไหลผ่านประเทศไทย มากกว่าการส่งเสริมการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ
ภาคประชาชนชี้ให้เห็นว่า ปัญหามลพิษจากเหมืองแร่ในเมียนมาได้กระทบต่อชุมชนไทยริมแม่น้ำโขงตอนล่าง ทั้งต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสหรัฐฯ เองเคยแสดงบทบาทในการวิพากษ์โครงการเขื่อนจีนบนแม่น้ำโขง แต่กลับไม่แสดงท่าทีต่อปัญหาการทำเหมืองที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนสู่ไทยในปัจจุบัน
แถลงการณ์ยังเตือนถึงบทเรียนในอดีตของรัฐบาลไทยที่เคยลงนามในสัญญาให้สิทธิสำรวจและผลิตแร่โปแตชในจังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2527 โดยให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่โปแตชครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่มากประมาณ 1.5 ล้านไร่ และ สัญญาว่าด้วยการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่สี่ พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 โดยให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำในหลายอำเภอของ จ.เลย บนพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 340,615 ไร่ ซึ่งทั้ง 2 สัญญาเกินขอบเขตกฎหมายแร่ และกลายเป็นสัญญาผูกขาดที่ไม่มีวันสิ้นสุด จนนำไปสู่ความขัดแย้งและผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง โดย กป.อพช. เห็นว่า MOU ฉบับใหม่มีลักษณะไม่ต่างจากสัญญาเหล่านั้น
ในแถลงการณ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่สหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีน อาจนำมาซึ่งแรงกดดันให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย กลายเป็นเส้นทางส่งผ่านแร่ จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาว ซึ่งมีการทำเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างรุนแรง โดย MOU ฉบับนี้อาจทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นผู้คุ้มครองเส้นทางดังกล่าวอย่างไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในภูมิภาค
นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังชี้ว่า สหรัฐฯ ทราบดีว่าไทยไม่ได้มีแร่หายากหรือแร่ลิเทียมในปริมาณที่คุ้มค่าต่อการลงทุนจริง โดยอ้างกรณีข่าวรัฐบาลไทยเมื่อต้นปี 2567 ที่ประกาศว่าไทยมีแหล่งลิเทียมอันดับ 3 ของโลก ทั้งที่ตัวเลขดังกล่าวเป็นปริมาณแร่ในหิน มิใช่แร่บริสุทธิ์ จึงอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน
ท้ายแถลงการณ์ระบุว่า “สหรัฐฯ ควรเป็นมิตรต่อประชาชนไทยมากกว่ารัฐบาลไทย” พร้อมเตือนว่าการผลักดันนโยบายด้านแร่โดยไม่ฟังเสียงประชาชนจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาสุขภาวะ สิ่งแวดล้อม และประชาธิปไตยในประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ และรัฐบาลไทย ยกเลิกหรือเพิกถอน MOU ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
แถลงการณ์ฉบับนี้ลงนามโดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ รวม 27 องค์กรจากทั่วประเทศ ดังนี้
ข้อมูลและภาพข่าวจาก : ผืนดินนี้ไม่มีเหมือง - This Land No Mine
ที่เกี่ยวข้อง:
ไทยในเกมแร่แรร์เอิร์ธ โอกาสทองหรือหลุมลึกแห่งผลประโยชน์และมลพิษ?
มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) เผยภาพถ่ายดาวเทียมชี้ขยายเหมืองที่เมืองยอน รัฐฉาน เมียนมา