วันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 22.00 น. ถึง วันที่ 13 กันยายน 2569 เวลา 6.00 น. เว็บไซต์ thaingo.org จะปรับปรุงระบบอาจทำให้การใช้งานไม่ราบรื่นต้องขออภัยในความไม่สะดวก
thaingo.org will undergo system maintenance from 10:00 PM, September 12, 2026, to 6:00 AM, September 13, 2026. Some services may be temporarily unavailable during this period. We apologize for the inconvenience. Thank you for your understanding.
Development News and Information Sources

วันนี้ (9 ตุลาคม 2568) เวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนจาก 4 พื้นที่ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติทับลาน (นครราชสีมา/ปราจีนบุรี), วนอุทยานห้วยคตและแก่นมะกรูด (อุทัยธานี), ตำบลวังทอง อำเภอวังเหนือ (ลำปาง) และอุทยานแห่งชาติไทรทอง (ชัยภูมิ) ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ได้ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เข้ายื่นหนังสือต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎรฯ เพื่อเสนอให้ร่างกฎหมายดังกล่าวครอบคลุมถึงการนิรโทษกรรมความผิดเกี่ยวกับป่าไม้และที่ดิน และคืนสิทธิให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐในอดีต
เครือข่ายฯ ระบุว่า นโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐตลอดทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประชาชนอยู่อาศัยและทำกินมาก่อนประกาศเขตป่า ส่งผลให้ชาวบ้านจำนวนมากถูกดำเนินคดี สูญเสียที่ดินทำกิน และถูกจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่มาตรการชดเชยและแก้ปัญหาของภาครัฐยังไม่สามารถคืนความเป็นธรรมได้จริง
ขบวนการพีมูฟและเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบได้เสนอ 3 ข้อเรียกร้องหลัก ได้แก่
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า "ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สภาผู้แทนราษฎรจะต้องทำหน้าที่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีทั้งการคืนสิทธิและการนิรโทษกรรม พร้อมกำหนดกรอบการดำเนินการที่ชัดเจนต่อกลุ่มบุคคล ประเภทความผิด และช่วงเวลาการนิรโทษกรรม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตป่าทับพื้นที่ชุมชน"
พ.ต.อ.ทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า "ปัจจุบันมีพื้นที่กว่า 4.7 ล้านไร่ ที่รัฐยังไม่สามารถพิสูจน์สิทธิ์ได้อย่างชัดเจน และมีชุมชนจำนวนมากที่ถูกประกาศทับที่อยู่อาศัยเดิมของประชาชน คณะกรรมาธิการฯ จะเร่งพิจารณาเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม พร้อมยืนยันว่า หลังการนิรโทษกรรมจะไม่มีการบุกรุกใหม่ ไม่มีนายทุนเข้าครอบครองพื้นที่ และจะเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 40"
นายเลาฟั้ง บัณทิตเทอดสกุล รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ชัดเจนว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า รวมถึงการปราบปรามความผิดตามกฎหมายป่าไม้หลังปี 2541 ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านทั่วไป มีสัดส่วนนายทุนน้อยมาก
“คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับการกลั่นกรองผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติออกจากร่างกฎหมายนี้ โดยได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อร่างกฎหมายอย่างละเอียดและรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติจะถูกคัดออกไป”
นายเลาฟั้งยังกล่าวถึงประเด็นการยื่นเรื่อง ป.ป.ช. ว่า “การเสนอกฎหมายครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นของตนหรือของนายซูการ์โน มะทา เป็นกระบวนการทางนิติบัญญัติปกติ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบหรือถูกรัฐรังแกจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ประชาชนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการคุ้มครองตามมติคณะรัฐมนตรีหรือคำสั่ง คสช. 66/57”
“ผู้ได้รับผลกระทบไม่ควรถูกดำเนินคดีตั้งแต่ต้น แต่รัฐอ้างว่าพวกเขาเป็นนายทุนและจับกุมดำเนินคดี ทั้งที่ตรวจสอบแล้วพบว่าพวกเขาเป็นชาวบ้านทั่วไป วิธีเดียวที่จะคืนความเป็นธรรมคือผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ด้วยการออกกฎหมายล้างความผิดและล้างมลทิน เพื่อให้พวกเขาได้รับความเป็นธรรมและสามารถกลับไปใช้สิทธิในที่ดินของตนผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ปกติได้”
เครือข่ายภาคประชาชนและพีมูฟยืนยันร่วมกันว่า การผลักดันร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฯ ครั้งนี้ คือจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูสิทธิ ความยุติธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
ภาพจาก : สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร