สำหรับท่านที่โอนเงินตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไปทางทีมงานจะส่งใบเสร็จหลังจากปีใหม่

Please note that for transfers made on or after December 25, 2025, receipts will be issued after the New Year Festival.

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

“EEC บุกปราจีนบุรี” เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจใหญ่ อาจหมายถึงวิกฤติของชุมชนเล็ก

“EEC บุกปราจีนบุรี” เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจใหญ่ อาจหมายถึงวิกฤติของชุมชนเล็ก

30 September 2025

403

ปราจีนบุรีกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ดินแพง ขยะพิษทะลัก และสิ่งแวดล้อมที่สั่นคลอนจากการขยายตัวของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)...

จากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติ กลายเป็นความกังวลระดับชุมชน ที่ชาวบ้านเกรงว่าจะต้องสูญเสียผืนดินและวิถีชีวิตดั้งเดิม ในขณะที่นักลงทุนและทุนใหญ่รอรับผลประโยชน์เต็มมือ

คำถามสำคัญยังคงค้างคา ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้??

และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบที่กำลังคืบคลานเข้ามาในชีวิตผู้คนตัวเล็ก ๆ ในปราจีนบุรี??

 

ความฝันทางเศรษฐกิจที่ชาวบ้านไม่เคยขอ

กว่า 7 ปีมาแล้วที่รัฐบาลไทยเดินหน้าโครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) ซึ่งถูกวาดฝันไว้ว่าเป็น ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมสมัยใหม่

แต่ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากพื้นที่จริงกลับบอกเล่าอีกด้านหนึ่ง ด้านที่เต็มไปด้วยความกังวล ความไม่มั่นคงในวิถีชีวิต และคำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบว่า ใครคือผู้ได้ประโยชน์จาก EEC?

และในวันนี้ โครงการ EEC กำลังขยายตัวสู่จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดเล็กๆ ที่มีรากฐานวิถีชีวิตผูกพันกับเกษตรกรรมและผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังอาจเป็นการเปลี่ยนโฉมชุมชนทั้งจังหวัดอย่างไม่อาจหวนกลับ

 

EEC คืออะไร ทำไมถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้นทาง?

โครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ชื่อเดิมคือ โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 หรือเรียกสั้นๆ ว่า "พ.ร.บ.อีอีซี (EEC)"  มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2561 โดยครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รวมเนื้อที่กว่า 8.29 ล้านไร่

สาระสำคัญของกฎหมายนี้ คือการให้อำนาจคณะกรรมการนโยบาย EEC ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สามารถกำหนดทิศทางการพัฒนา ปรับเปลี่ยนผังเมือง แก้ไขกฎหมายบางส่วน และออกสิทธิพิเศษให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติได้อย่างกว้างขวาง

แผนพัฒนาหลักของ EEC ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่

  1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ
  2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก
  3.  เมืองใหม่อีอีซี
  4. แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินและการพัฒนา

รัฐชี้แจงว่า EEC จะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ แต่หลายภาคส่วนกลับมองว่าโครงการนี้มีลักษณะ รัฐซ้อนรัฐเพราะให้อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง เปิดช่องให้ทุนใหญ่ได้ประโยชน์โดยตรง ขณะที่สิทธิและเสียงของชาวบ้านในพื้นที่กลับถูกลดทอน

 

ทำไมต้องเป็น ปราจีนบุรี”?

หากมองในเชิงภูมิศาสตร์ ปราจีนบุรีอาจไม่ได้อยู่ในแผนเดิมของ EEC แต่กลับถูกจับตาอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุผลสำคัญมีหลายประการ

1. ราคาที่ดิน
พื้นที่ 3 จังหวัดหลักของ EEC ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นจากกระแสเก็งกำไร นักลงทุนต้องการหาพื้นที่ใหม่ที่มีราคาต่ำกว่าและเป็นแปลงใหญ่ ปราจีนบุรีจึงถูกมองว่าเป็น ทำเลทองเนื่องจากมีการรวบรวมที่ดินโดยกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลไว้แล้วจำนวนมาก

2. แหล่งน้ำ
ภาคอุตสาหกรรมต้องการน้ำจำนวนมหาศาล รัฐจึงมีแผนสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำใหม่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ทับลาน ถึง 5 แห่ง แม้ปัจจุบันปราจีนบุรีจะมีเขื่อนอยู่แล้ว 11 แห่งก็ตาม แต่เกษตรกรจำนวนมากยังไม่ได้รับประโยชน์จากน้ำเหล่านั้น ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมกลับได้ใช้อย่างต่อเนื่อง

3. ที่รองรับกากอุตสาหกรรม
พื้นที่ EEC เดิมกำลังเผชิญวิกฤติขยะอุตสาหกรรม ส่วนเกินกว่า 3.26 ล้านตันต่อปี ต้องหาที่รองรับใหม่ และปราจีนบุรีก็กำลังถูกมองว่าเป็นจุดพักกากพิษแห่งใหม่

4. สิทธิพิเศษทางกฎหมาย
หากปราจีนบุรีถูกบรรจุเป็นพื้นที่ EEC นักลงทุนจะได้สิทธิพิเศษ ทั้งการลดหย่อนภาษี การเปลี่ยนผังเมือง สิทธิในการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการนำเข้าแรงงานต่างด้าว

 

เมื่ออีอีซีมาเยือน ภาพอนาคตของปราจีน ฯ จะเป็นอย่างไร

หากปราจีนบุรีถูกผนวกเข้า EEC ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่ ตัวเลขทางเศรษฐกิจแต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมทั้งจังหวัด

  • ผังเมืองถูกเปลี่ยนแปลง สิทธิของท้องถิ่นในการกำหนดผังเมืองอาจถูกล้มล้าง พื้นที่เกษตรกรรมอาจถูกเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรม
  • ที่ดินถูกเปลี่ยนมือ เกษตรกรจำนวนมากอาจต้องขายที่หรือถูกกดดันจากค่าเช่าที่สูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนกว้านซื้อเพื่อเก็งกำไร
  • กิจการท้องถิ่นถูกเบียดขับ ธุรกิจรายย่อยแข่งขันยากเมื่อทุนใหญ่ครอบครองตลาด
  • แรงงานต่างชาติหลั่งไหล เกิดการแข่งขันกับแรงงานในพื้นที่ เสี่ยงต่อปัญหาสังคม อาชญากรรม และยาเสพติด
  • สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม โรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นย่อมหมายถึงขยะพิษและมลพิษมากขึ้น คุณภาพชีวิตของประชาชนตกต่ำ
  • ชุมชนล่มสลาย วิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกแทนที่ด้วยสังคมอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์ชุมชนอ่อนแอ คนหนุ่มสาวย้ายถิ่น ชุมชนสูญเสียรากเหง้า

 

ปราจีน ฯ ในวันนี้ เมื่ออุตสาหกรรมล้ำหน้ากว่า การกำกับดูแล

ความจริงคือ ปราจีนบุรีไม่ได้รอให้ EEC เข้ามาเพื่อจะเผชิญปัญหาอุตสาหกรรม เพราะทุกวันนี้จังหวัดเล็กแห่งนี้ก็กำลังเผชิญวิกฤติแล้ว

ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ก.ค. 2568) ระบุว่า ปราจีนบุรีมีโรงงาน 890 แห่ง ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่อำเภอกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิ ซึ่งมากถึง 80% ของทั้งหมด และส่วนใหญ่คือโรงงานประเภท 105 และ 106 ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรม

หลายโรงงานถูกตรวจพบว่าดำเนินกิจการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการลักลอบนำขยะอันตรายมาฝังกลบ ส่งผลให้สารพิษปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศ บางพื้นที่ตรวจพบสารปรอทเกินค่ามาตรฐานในลำคลอง ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของชุมชนโดยตรง

นอกจากนี้ ปราจีนบุรียังเผชิญเหตุ อุบัติภัยอุตสาหกรรม ซ้ำซาก ทั้งไฟไหม้โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานเคมีระเบิด ไปจนถึงเหตุเพลิงไหม้ในโรงงานบรรจุภัณฑ์ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้แรงงานบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ยังสร้างความหวาดผวาให้กับชุมชนรอบข้าง

 

ทุนจีนครองเมือง?

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือบทบาทของ ทุนจีนในปราจีนบุรี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรีไซเคิลและการจัดการขยะอุตสาหกรรม มีการเข้ามาเช่าโรงงานเก่าที่ถูกทิ้งร้าง หรือถูกธนาคารยึด แล้วดำเนินกิจการใหม่โดยใช้ใบอนุญาตเดิม ขณะเดียวกันก็ยื่นขออนุญาตตั้งโรงงานใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองท้องถิ่น

รูปแบบเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ใครกันแน่ที่ควบคุมอุตสาหกรรมในปราจีนบุรี? และเมื่อทุนต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลเหนือพื้นที่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในจังหวัดจะถูกกำหนดด้วยใคร

 

ใครได้ประโยชน์ ใครเสียสละ?

คำถามที่ประชาชนจำนวนมากอยากรู้คือ “EEC เพื่อใคร?” รัฐบาลยืนยันว่าประเทศและประชาชนจะได้ประโยชน์จากการลงทุนและการสร้างงาน แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในพื้นที่ EEC เดิม เสียงสะท้อนจากประชาชนกลับเต็มไปด้วยความกังวล

ในปราจีนบุรีเอง เราเห็นชัดว่ากลุ่มที่จะได้ประโยชน์โดยตรงคือ นักลงทุนรายใหญ่ ทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงกลุ่มการเมืองและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ขณะที่ประชาชนอาจต้องแลกด้วยที่ดิน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตที่ถูกเปลี่ยนไป

 

ทางเลือกที่ถูกมองข้าม

หลายภาคประชาชนและนักวิชาการเสนอว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องผูกขาดอยู่ที่อุตสาหกรรมหนักหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้น ปราจีนบุรีมีศักยภาพด้านเกษตรกรรมคุณภาพสูง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง อาจสร้างรายได้ที่ยั่งยืนโดยไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อมและชุมชน

แต่คำถามคือ ทำไมเสียงของชุมชนเหล่านี้ไม่ถูกนำไปพิจารณาในกระบวนการตัดสินใจของรัฐ?

 

วันนี้ ปราจีนบุรีกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างการถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ขยายของ EEC หรือการพัฒนาตามศักยภาพของตนเอง

โครงการ EEC อาจถูกนำเสนอว่าเป็น โอกาสทางเศรษฐกิจแต่สิ่งที่ประชาชนจำนวนมากเห็นคือ ต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาต้องจ่ายแทน และเมื่อโครงการนี้ดำเนินไปโดยปราศจากการมีส่วนร่วมจากประชาชน คำถามที่ควรถูกตั้งดังๆ ก็คือ

EEC เพื่อประเทศไทยจริงๆ หรือเพียงเพื่อกลุ่มทุนไม่กี่ราย?
และประชาชนปราจีนบุรีมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธความเจริญที่พวกเขาไม่ได้เลือกหรือไม่?

 

 

 

ที่มา :  หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี  

Recent posts