วันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 22.00 น. ถึง วันที่ 13 กันยายน 2569 เวลา 6.00 น. เว็บไซต์ thaingo.org จะปรับปรุงระบบอาจทำให้การใช้งานไม่ราบรื่นต้องขออภัยในความไม่สะดวก
thaingo.org will undergo system maintenance from 10:00 PM, September 12, 2026, to 6:00 AM, September 13, 2026. Some services may be temporarily unavailable during this period. We apologize for the inconvenience. Thank you for your understanding.
Development News and Information Sources

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เขากำลังจะถูกให้ออกจากราชการ หลังถูกตั้งกรรมการสอบวินัยหลายครั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
นพ.สุภัทรกล่าวว่า การให้ความเห็นคัดค้านนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม อาจทำให้เขาได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าการสอบสวนวินัยกว่า 10 ครั้งที่ผ่านมา จบลงด้วยการตักเตือนหรือภาคทัณฑ์ แต่ต่อมาเขาถูกย้ายจากโรงพยาบาลจะนะไปโรงพยาบาลสะบ้าย้อย และถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในโครงการ “แพทย์ชนบทบุกกรุง” จำนวน 3 ครั้ง ระหว่างกรกฎาคม–สิงหาคม 2564 ในช่วงวิกฤตโควิด-19
นพ.สุภัทรชี้แจงว่า การจัดซื้อ ATK เกิดขึ้นภายใต้ความจำเป็น เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้จัดหาให้ และมาตรฐานในขณะนั้นยังคงใช้ RT-PCR เป็นหลัก แกนนำหลายโรงพยาบาลจึงแบ่งหน้าที่ช่วยกันจัดซื้อ โดยเขาดำเนินการจัดซื้อในนามโรงพยาบาลจะนะ ตามจำนวนผู้เข้ารับการตรวจซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้
เขาระบุเพิ่มเติมว่า จุดยืนขณะนั้นคือ ทุกคนที่มารอต้องได้รับการตรวจ รวมผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมด 192,905 คน และพบผู้ติดเชื้อ 22,451 ราย การจัดซื้อ ATK ของโรงพยาบาลจะนะในโครงการดังกล่าวเกิดขึ้น 5 ครั้ง ขณะที่โรงพยาบาลอื่นที่จัดซื้อในลักษณะเดียวกันไม่ได้ถูกตั้งกรรมการสอบสวน
นพ.สุภัทรกล่าวว่า "ที่ผ่านมาผมพยายามชี้แจงตามระบบ ไม่เปิดเรื่องสู่สาธารณะ คิดว่าระบบราชการยังให้ความเป็นธรรมได้บ้าง แต่วันนี้ผมถูกต้อนจนเข้ามุม ถึงเวลาที่จะต้องเปิดความจริงให้สาธารณะทราบ ถ้าเชื่อมั่นในความเป็นผม “สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” เรามาสู้ด้วยกัน ระบบราชการต้องมีความเป็นธรรมให้กับข้าราชการและประชาชนได้ ประเทศจึงจะมีความหวัง"
กรณีดังกล่าวสร้างคำถามต่อระบบราชการไทยในหลายประเด็น เช่น
กรณีของ นพ.สุภัทรจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของข้าราชการคนหนึ่ง แต่ยังเป็นประเด็นที่สาธารณะสามารถติดตามและตั้งคำถามต่อความโปร่งใสและความเป็นธรรมในระบบราชการไทย