ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีงาน thaingo ดูและคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

ตอนที่ 6 ชีวิตคนค่ายฯ สาดมุข กันกระจาย

ร้อยหวัน พันธุ์ป่า ตอนที่ 6 ชีวิตคนค่ายฯ สาดมุข กันกระจาย
-----
        “เมื่อคืนฝันว่าเป็นโรคไตกรั้บเพื่อนๆ” บิวแจ้งข่าวร้ายในวงล้อมเพื่อนๆ ก่อนออกกำลังกายยามเช้า
        “โรคไตอะไรหรอพี่” ปุ้ยจาก ม.ศิลปากรทำหน้า ตกใจตื่นถามต่อ
        “ไต หา หัว จาม ตามหาหัวใจ กรั้บ” บิวตอบเสียงทะเล้นก่อนสแยะยิ้มชายตาหา ใครบางคน
        “วู๊วววว” เสียงโห่รับกระหึ่ม
        บรรยากาศเฮฮาของชาวค่าย “มุกตลก” และ “เรื่องขำขันโปกฮา” นับว่าเป็นเครื่องมือสร้างสันทนาการให้ชาวค่ายได้ดีทีเดียว ร้อยยิ้มและเสียงหัวเราะให้ทั้งความสุข และเชื่อมร้อยหัวใจผู้คนที่หลากหลายเข้าด้วยกันได้ 
แท้จริง มุขตลกเป็นเพียงรูปแบบบทสนทนา อีกชนิดหนึ่งเท่านั้น ผู้เล่นต้องมีทั้งทักษะทั้งภาษาและท่าทีในการเล่นและมีปฏิภาณไหวพริบดีเยี่ยม จึงจะได้รับการตอบรับด้วยเสียงฮา ซึ่งสร้างบรรยากาศให้ครื้นเครง ผมว่านี่เป็นวิถีวัฒนธรรมของคนไทยทุกชาติพันธุ์ และเป็นวิถีของคนพื้นถิ่นชนบท ที่นิยมละเล่น หยอกล้อกันเช่นนี้มานมนาน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ตั้งแต่อดีตมาแล้ว ที่ใช้มุขตลก หรือนิทานขำขัน เป็นสะพานไปสู่ประตูหัวใจ เกี้ยวพาราศีกัน 
 ผมรู้จักน้องบิวมาตั้งแต่ตัวเค้าเองเข้าปีหนึ่ง แต่เดิมผมกับเขาไม่สนิทนักและเขามักอยู่เงียบๆ กับคนรัก ผมไม่เคยเห็นเขาทำอะไร จริงๆจังๆ แต่พอเขาเริ่มโตขึ้น จนขึ้นปี 2 ความสนใจต่อโลกภายนอก ต่อกิจกรรมค่ายอาสา เริ่มเห็นชัดขึ้นๆ และการมาค่ายครั้งนี้ เขาตั้งใจมาก แจ้งให้ผมทราบตั้งแต่วันแรกที่เปิดรับ และลงชื่อสมัครคนแรกๆ ทีเดียว และก็ไม่ผิดหวัง “บิวเต็มที่ทุกอย่าง ทั้งสร้างสีสันบรรยากาศ และลงลุยโครงงานกลางแดดจ้า กลายเป็นเต็งหนึ่งขวัญใจชาวค่าย ที่เรียกเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย” เมื่อผสมรวมกับลีลาสารคาม เป็น “บิว คู่กับ อู๊ดดี้” และมีกองเชียร์มุขมากอย่าง มิ๊ก และ ด้วง คอยรับส่ง คน 4-5 คน เหล่านี้ย่อมผูกขาดคอฮา จากแฟนๆ แน่นขนัด 
        ชีวิตชาวค่ายอาสา ทุกคนล้วนมีภาระต้องรับผิดชอบตามฝ่าย หรือตามที่หัวหน้าฝ่ายมอบหมายทั้งนั้นเพราะ “โดยปรัชญาเมื่ออาสามาแล้ว ย่อมมิอาจเกี่ยงงอนภาระหน้าที่นั้นได้ กลับกันทุกคนต้องตื่นตัวเร่าร้อนที่จะได้รับการมอบหมายงานด้วยซ้ำ”  บางวันแต่ละคนจึงหนักอึ้งแทบล้มฟุบ เหนื่อย หิว และหงุดหงิดง่าย 
        ฉะนั้น ผมจึงยังศรัทธา และเชื่อมั่นว่า กระบวนการงานค่ายฯ แท้จริงคือการจำลอง จากแนวคิด ทฤษฎีมาสู่ กิจกรรมและการปฏิบัติ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจเมื่ออธิบาย ว่าทำไม ทุกคนต้องภูมิใจที่ได้รับหน้าที่ ทุกคนต้องนั่งกับพื้นล้อมวง ทำไมทุกคนต้องประชุม สรุปงาน วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน หรือแม้แต่ ดนตรีที่ร้อง บทเพลงที่ขับขาน นั้นเป็นศิลปะแขนงใด

 
คนสร้างบรรยากาศ ต้องทำงานเท่าเทียมคนอื่นๆ แต่โดยสำนึกมักรู้ตัวเองเสมอ ว่า “ต้องทำให้เพื่อนๆ สนุกและมีความสุขกับชีวิตในค่าย” แม้ตนเองจะเหนื่อยกับการงานเพียงใด แต่เมื่อรู้ว่าเพื่อนๆ เหนื่อยหรือเงียบเหงา มุข หรือ ลีลาท่าทางชวนฮา จะต้องถูกคิดและ ปล่อยออกมา ทันที !!!
ดังนั้น ภาพของกิจกรรม หรือ พฤติกรรมตัวตน ของคนที่มีจิตใจรับใช้สังคม ไม่ใช่ผูกอยู่กับ คนที่อวดอ้างอุดมการณ์ กับกิจกรรมมีสาระเชิงปัญหา หรืองานออกแรงก่อสร้างของฝ่ายโครงงาน หรืออื่นๆ เพียงเท่านั้น แต่มันต้องเกิดขึ้นได้เสมอๆ กับทุกๆ คน กับทุกๆ บริบทรอบตัวที่ซ้อนๆ กันอยู่ 
บางวัน มุขตลกๆ ถูกปล่อยออกมาแทบทุกๆ 10 นาที เรียกเสียงฮาได้เรื่อยๆ ท้าทายอากาศร้อนๆ ในโรงเรียนร้อยหวัน ได้ครื้นเครง
ที่มากกว่านั้น ยิ่งผมเห็น บิวกับอู๊ดดี้ ยิ่งมองเห็นตัวเอง ในคืนวาน เมื่อครั้งทำกิจกรรมค่ายอาสาฯ อยู่ในมหาลัยรามคำแหง ผมก็คนหนึ่งที่ครองตำแหน่งที่สุดของค่าย ที่ปล่อยมุขพร่ำเพรื่อ หรือเสียงฮาได้เรื่อยๆ คู่กับ โจ้ และ แจ๋ เพื่อนรุ่นพี่ จนมีคนแนะนำให้เราไปทำอาชีพเล่นตลกคาเฟ่ แต่คนอื่นๆ อาจจะไม่รู้หรอกว่า เราทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะ “การทำให้เพื่อนๆ หัวเราะและยิ้มกว้าง ในยามที่เขาเศร้า เหงา และเหนื่อยหล้านั้นยากมาก และถ้าต้องทำให้เพื่อนๆ หัวเราะ ทั้งๆ ที่ในใจเรา เศร้า เหงา อ่อนหล้าและปรารถนาหลั่งน้ำตานั้น ยากยิ่งกว่า !!!”

 


 ดังนั้น นักทำตลก หรือ ผู้ชำนาญปล่อยมุขตลกเฮฮา  ทำตัวตลกๆ ให้ผู้คนได้ยิ้ม หัวเราะ มีกำลังใจ บาง ทั้งๆที่ เขาเองก็ทำงาน เหน็ดเหนื่อยไม่แพ้กัน บางแง่ก็คือ เขา ผู้อุทิศตนรับใช้สังคม รับใช้เพื่อนๆ ให้ได้หัวเราะให้ถูกหัวเราะ ในขณะที่ธรรมชาติของคนมักศรัทธา คนอีกบุคลิกหนึ่งหรือบทบาทอื่น  คนแบบนี้ต้องพูดถึงและชื่นชม...  ครับ