ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีงาน thaingo ดูและคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

ตอนที่ 5 วันแรกของเราชาวค่าย

ร้อยหวันพันธุ์ป่า  ตอนที่ 5 วันแรกของเราชาวค่าย

        6 โมงเช้าเศษๆ เราไปถึง อ.ป่าพยอม ตามตารางกำหนดการ คือ ให้สมาชิกชาวค่ายลงหาอะไรกิน รองท้องกันก่อน และจะเข้าพื้นที่ค่ายร้อยหวัน ประมาณสายๆ  ตามตาราง คือ 8.30-9.00 ก้าวแรกในการลงเหยียบ พัทลุงชาวค่ายก็พบกับความสนุกสนาน อำเภอป่าพยอมเป็นเมืองเล็กๆ ประชากรส่วนใหญ่อาชีพทำสวน ตลาดและตัวเมืองจึงไม่โตมากนัก ทำให้คณะเรากระจายกันหาอะไร มารองท้องเดินไม่กี่นาทีก็รอบเมือง และปรากฏว่า เราหาอาหารไม่ได้รับประทาน เนื่องจากเช้าเกิน ข้าวมันไก่ ข้าวแกง โจ๊ก น้ำเต้าหู้ ทุกอย่างไม่มี !!! แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กับชาวเมืองป่าพยอมผู้แสนใจดี คือต่างรู้จักคณะพวกเราไปทั่วอำเภอ 


ที่สำคัญ “โหม๊เติ๊น ป๋ายโรงเรียนร้อยหวั๊น เฮ้อ....” เราเข้าถึงค่ายร้อยหวันประมาณ 8 โมงเช้าของวันที่ 23 เม.ย. ภาพแรกเมื่อเปิดประตูรถ เด็กๆ ยืนรอเราด้วยใจระทึก พอคณะลงมา แต่ละคนจะเดินเข้ามาไหว้ เข้ามาช่วยถือกระเป๋าสัมภาระ 
        หัวใจหนึ่งที่เดินทางอย่างอดทนนับ 1000 กิโลก เฝ้ารอจดจ่อมาหลายชั่วโมง อีกหัวใจหนึ่งก็เฝ้ารอ ผ่านการซักซ้อมบทเพลง ผ่านคำบอกเล่าของลุงจู (พี่สุรศักดิ์) ผ่านคำบอกเล่าครูเณศ ( ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ) และคำบอกเล่า พี่นก พี่แขก พี่ต้อม และพี่เอ เมื่อหัวใจ 2 หัวใจเผชิญหน้ากัน และต่างฝ่ายต่างหยิบยื่นความรัก ความคิดถึง ที่เกิดขึ้นล่วงหน้ามาแล้ว ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะรู้จักกัน ดังนั้น การต้อนรับจึงเปี่ยมไปด้วย ความอบอุ่นและมิตรภาพ หลังจากรับรู้ถึงความดีใจและปิติ ต่อกันแล้ว ทุกๆ คนก็เริ่ม ปล่อยสายตาตัวเองเหลียวมอง รู้สึกและสำรวจโรงเรียนร้อยหวันอยู่เงียบๆ รวมทั้งผม เพราะหลายๆ อย่าง ทีมงานชุดเตรียม นก แขก ต้อม และ พี่เอ ยังตระเตรียมไม่ทันตามเป้าหมาย เนื่องจากงานต้องเตรียมที่สำคัญๆ มีมากเกิน ชุดเตรียมทำได้เพียง ห้องน้ำ 1 หลัง และจัดหาอุปกรณ์ครัวและอุปกรณ์หลับนอน รวมทั้งวัสดุก่อสร้างจำนวนหนึ่ง  ซึ่งเต็มที่ก็คงได้เท่านั้น เนื่องจากมีเวลาเตรียมเพียง 3 วัน ก่อนชุดใหญ่มาถึง แม้แต่ห้องน้ำเอง ก็เพิ่งเทพื้นเสร็จตอนเรามาถึง ซึ่งชาวค่ายยังต้องมานั่งรอพื้นแห้ง ร่วมชั่วโมง ผมซึ่งเพิ่งมาถึง อิดโรยเต็มที่ เข้าใจว่าทุกอย่างคงพร้อมแล้ว ใจจริงอยากจะหลับเอาแรงสัก 2-3 ชั่วโมง เนื่องจากรู้สึกว่าร่างกายเราไม่ไหวแล้ว และคิดว่าจะได้เริ่มบทบาทตัวเอง เอามื้อเย็นเลย บทบาทที่นก รัตติกาล เค้าวางให้ผม คือเป็นสวัสดิการ (ดูแลด้านอาหารให้ชาวค่าย) ปรากฎว่า ยังไม่ได้วางกระเป๋า นกก็เดินมาแจ้งว่า ฝ่ายสวัสดิการให้เริ่มลงมือทันที !!!
ไหนเตา ไหนกระทะ ไหนจาน ผักอยู่ไหน มีด ช้อน ตายหล่ะ !!! ผมอุทาน 
        “สวัสดิการเริ่มงานทันทีนะ”


 ผมยืนโงนเงนทบทวนเสียงสั่งงานของนก ด้วยอาการเบลอๆ  โชคดีที่ที่นี่มีลำธารใสเย็นไหลผ่าน ซึ่งการได้นอนแช่ตัวเองในลำธารนานๆ ทำให้สภาพร่างกายเรา สดชื่นขึ้นมามาก และผมก็เริ่มลงมือรับบทบาทพ่อครัวให้ชาวค่าย ตั้งแต่วินาทีนั้นเอง หลังมื้อเที่ยงผ่านพ้นไปอย่างทุลักทุเล ผมนอนสลบไสลบนเปล ข้างกระทะและเตาหุงข้าว จวบจนบ่ายคล้อย 
ตื่นขึ้นยามบ่าย เริ่มนั่งทบทวนกิจกรรมที่ผ่านๆ มาของเช้านี้ เมื่อสมองปลอดโปร่ง ภาพแห่งความประทับใจ ที่จัดขึ้นต้อนรับชาวค่ายก็ผุดพราย คำกล่าวต้อนรับจากพี่สุรศักดิ์ ที่กระชับ จริงใจ สั้นๆ ง่ายๆ แล้วตามด้วยบทเพลงน้องเณศและเด็กๆ บรรจงร่วมกันขับร้องเจื่อยแจ้ว “เหมือนมนต์สะกดและเปิดประตูหัวใจชาวค่ายทุกๆ คน ให้พร้อมแล้วสำหรับ การร่วมแรง ร่วมใจ ถ่ายเทพลังจิตอาสา เพื่อเด็กๆ โรงเรียนหวัน พันธุ์ป่า”


 “…. กำเนิดเกิดอยู่กลางป่าเขา  ใช้ร่มเงาภูเขา เข้าหากิน  
 ห้องเรียนคือร่มไม้ไพรถิ่น  นกที่โบยบินคือเพื่อนเรา 
 เป็นโรงเรียนเล็กๆ กลางหุบเขา  เด็กๆไม่เหงา  
 เรามีสายธาร  ก่อเกิดเรียนรู้สืบสาน  
 เรามีอาจารย์คือแม่เฒ่าเฝ้าห่วง ....
 เกิดเป็นร้อยหวันพันธุ์ป่า  สอนวิชาไล่จับปลาในน้ำ
 เขียนหิน กินผัก รักบ้าน  มีอาจารย์คือแมลง แตงกวา .....”