The financial transfers after December 16, 2563, we will send you a receipt after the New Year.

สำหรับผู้ที่โอนเงินหลังวันที่ 16 ธันวาคม 2563 ทางทีมงานจะส่งใบเสร็จหลังปีใหม่

คนสองโลก

เมื่อวานได้นั่งอธิบาย ความขัดข้องหมองใจ ของคนสองโลก คือ แม่ลูก ( จริงๆ ผมคุยกับฝ่ายแม่ แต่พอนึกเดาความคิดลูกได้ )

ผมเคยบอกตลอด ว่า การส่งลูกเรียน ก็คือการถีบลูกออกไปอ้อมอก ถ้าลูกกลับคืนมาหาได้ ก็ถือว่าเป็น โชคชะตา แต่ถ้ามาไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือ ว่า ลูกกคนนี้ไม่ดี หรือ เลว แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่สะสมในสติ ปัญญา ของคนรุ่นใหม่ หรือลูกหลาน คือ การออกไปแสวงหาหนทางของตน ไม่ใช่แค่อาชีพ แต่คือ รูปแบบชีวิต วิธีคิด แบบใหม่

คนบ้านนอก สร้างอาณาจักร ความสัมพันธ์ไว้แค่เรื่อง ผูกพัน กตัญญู ดูแล เชื่อฟัง หลุดพ้นจากนี้ ก็จะไม่ใช่ลูกที่ดี ทำให้ลุกหลานที่ถือคติ ความเชื่อและพยายามจะดำเนินตามเพื่อเป็นลูกที่ดี ในสังคมชนบทปัจจุบันจึงเป็นลูกที่มีภาระมากและเหนื่อย

ยิ่งพ่อแม่ที่พยายามเข้ามาชี้นำ กำกับ ควบคุมทิศทางชีวิตลูก ยิ่งยุ่งเหยิง และจะยุ่งเหยิงมากเมื่อลูกๆ มีครอบครัวออกเรือน เพราะลูกจะต้องอยู่ภายใต้ ทั้งความสัมพันธ์ พ่อแม่ กับ ความสัมพันธ์ ภรรยา หรือ สามี และถ้าพ่อตาแม่ยาย เข้ามาวุ่นวายด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ ถ้าเป็นเด็กเชื่อฟัง กตัญญู ไม่มีดื้อรั้น มีคำถาม ก็ง่าย แต่ถ้าตรงกันข้ามก็นรก
!!

ผมได้แต่บอกว่า เป็นพ่อแม่ คือ การเป็นผู้เสียสละ ต้องการความรัก ด้วยการลำเลิกบอกลูกว่า กว่าจะเลี้ยงมาโต กว่าจะส่งเสียจนเรียนจบ เหนื่อยแค่ไหน นั้น คือ การลดทอนคุณค่า ในความดีงาม ความรัก ที่ควรจะบริสุทธิ์ มากกว่า เสมือนว่า นี่คือ การลงทุน

การให้เขาร่ำเรียน ก็เหมือนว่า คือการให้เครื่องมือเขาทำมาหากิน ถ้าเขาไม่ชอบ ไม่ใช่เครื่องมือนั้น ก็แล้วแต่เขา และการไปกำหนด ว่าจะต้องเป็นครู เป็นข้าราชการ ให้พ่อแม่มีหน้ามีตา กลับมาทดแทน ดูแล มันก็เหมือนแค่เรื่องการลงทุน ซึ่ง ขาดทุน หรือ ล้มละลาย ก็เป็นเรื่องธรรมดา

แต่ถ้าเด็กๆ จะยอมพยายามเข้าใจ คือ ชีวิตชาวบ้าน ชีวิตเกษตรกร คนจนๆ เป็นชีวิตที่ไร้หลักประกัน และก็เป็นที่มักเผชิญความเดือดร้อนเรื่องการเงิน เรื่องปากท้องบ่อยๆ การพยายามให้คนในครอบครัวมีการงานมั่นคง จึงเป็นหลักประกัน (ที่คนส่วนใหญ่คิด) ทั้งๆ ที่ความจริง แม้จะเป็นข้าราชการ แต่หลายคนก็ล้มละลาย ไม่สมหวัง ไม่สำเร็จร่ำรวย ไม่ก้าวหน้า ไม่พบความสงบสุขในการทำงาน หรือปะทะ ความขัดแย้ง โดนกลั่นแกล้งรังแก หรือ ทำผิดกฎหมาย คอรัปชั่นโดนไล่ออก ก็เยอะไป

ส่วนเด็กรุ่นใหม่เอง ถ้าเขาแยกแยะ และอธิบาย แนวทางชีวิต รูปแบบชีวิต คุณค่าที่แท้จริงของชีวิต ไม่เจอ หรือให้ตัวเองไม่ได้ ก็ยาก ที่จะหาจุดพบ ความล้ำค่า ดีงาม ของการมีชีวิต  ยิ่งเด็กสมัยนี้ ฉลาด เฉียบแหลม ในระบบคิดเชิงตรรกกะ หรือการให้เหตุผล ให้ผล ยิ่งเชื่อมั่น ยิ่งโต้แย้งเก่ง จนยากจะคุยอะไรได้ แต่นั่นแหละ เพชรเม็ดงาม บางครั้ง ความวับวาวมาจากการขัดเกลา เจียระไน ด้วยกัน

บางที เด็กๆเติบโตมากับตำรา การคิด การวิเคราะห์ แยกแยะ สัมพันธ์กับสังคมปัญญาชน พูดจาภาษาเหตุผล ที่แยกออกจากความรู้สึก อารมณ์ ได้ แต่กับพ่อแม่ จบแค่ประถม หรือไม่ได้ร่ำเรียนมหาลัยมา ไม่ได้คลุกคลีกับสังคมปัญญาชน และไม่ได้สัมพันธ์กับคนแปลกหน้า กับโลกกว้าง จึงมีทัศนคติ คับแคบ มีมุมมอง เหตุผล ไม่กี่อย่าง ไม่ซับซ้อน มีชีวิตพบปะ พูดคุยกับคนเดิมๆ เรื่องเดิมๆ จึงมีข้อจำกัดในการเข้าอกเข้าใจลูก แต่นั่น ก็ท้าว่า ลูกเรียนมหาลัยมีปัญญาอธิบายโลกทัศน์แม่ ได้หรือไม่ แค่ไหน ?

“นานมาแล้ว ผมเคยลุกมาด่าพี่สาว ที่มายืนทะเลาะกับแม่
2 คน คุยกันคนละภาษา เถียงกันค่อนดึก ผมเลยถามว่า มึงจะเอาอะไรกับแม่ เรียนแค่ ป.2 แกมีปัญญาหาข้าวมาให้เรากิน จนโตได้ ไม่อด ไม่หิว ก็เก่งแล้ว ที่มึงด่า มึงเถียง แม่ไม่เข้าใจภาษามึงหรอก ..!!

การแข็งกร้าว เชื่อมั่น ก็เป็นคุณสมบัติที่ดี แต่ถ้าหากแยกแยะไม่ได้ ใช้ให้เป็น ก็อาจจะบั่นทอนความสุข ความงามทำให้เติบโต อย่างโดดเดี่ยว หว้าเหว่ และ สุดท้าย ก็ป่วย เป็นโรคซึมเศร้าได้