31 March 2026
411
กป.อพช. ภาคตะวันออก พร้อม 10 เครือข่ายร่วมออกแถลงการณ์ ห่วงใยการแต่งตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา อบจ.ปราจีนบุรี หลังเกิดการฟ้องคดีอาญาต่อประชาชนที่ตั้งคำถาม เรียกร้องถอนแจ้งความและปฏิรูปกรอบการแต่งตั้งที่ปรึกษาต่างชาติ
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคตะวันออก ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้หยุดใช้อำนาจรัฐและกระบวนการทางกฎหมายปิดกั้นการตรวจสอบกรณี "ทุนจีน" ในจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีเครือข่ายภาคประชาสังคมในภาคตะวันออกร่วมลงชื่อรวม 10 องค์กร
จุดเริ่มต้น ที่ปรึกษาต่างชาติใน อบจ. และคดีความที่ตามมา
ชนวนเหตุของแถลงการณ์ฉบับนี้มาจากการที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี แต่งตั้งนักธุรกิจชาวจีนให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนในพื้นที่
แต่แทนที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ที่ปรึกษาที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวกลับเลือกใช้วิธี แจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาท ต่อประชาชนที่แสดงความคิดเห็นตั้งคำถามเรื่อง "ทุนเทา" สิ่งนี้คือสิ่งที่ กป.อพช. ภาคตะวันออก ระบุว่าเป็นการใช้กฎหมายปิดปาก หรือที่รู้จักในชื่อ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation)
ความกังวล 2 ประการหลักของเครือข่าย
ประการแรก คือความเสี่ยงต่อการแทรกซึมของกลุ่มทุนผ่านกลไกอำนาจรัฐ แม้การแต่งตั้งจะถูกอ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อ "ช่วยเกษตรกร" แต่การเปิดให้ตัวแทนธุรกิจต่างชาตินั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาทางการของหน่วยงานปกครองท้องถิ่น ย่อมนำมาซึ่งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตลอดจนความได้เปรียบในการเข้าถึงข้อมูลด้านผังเมือง งบประมาณ และทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่อาจเอื้อต่อกลุ่มทุนมากกว่าประโยชน์สาธารณะ
ประการที่สอง คือการที่รัฐและผู้ได้รับการแต่งตั้งเลือกตอบโต้ด้วยคดีอาญาแทนการเปิดพื้นที่รับฟัง ซึ่งเครือข่ายมองว่าเป็นการทำลายสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใสของผู้บริหารทรัพยากรท้องถิ่น และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย
3 ข้อเรียกร้องถึงผู้มีอำนาจ
กป.อพช. ภาคตะวันออก ยื่นข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ข้อ ได้แก่
เครือข่ายร่วมลงนาม
แถลงการณ์ฉบับนี้มีองค์กรภาคประชาสังคมในภาคตะวันออกร่วมลงนาม ประกอบด้วย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง, สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรีจำกัด, สมาคมประมงพื้นบ้านจังหวัดชลบุรี, สมาคมสภาองค์กรชุมชนจังหวัดชลบุรี, EEC Watch, ชมรมรักษ์เขาไม้แก้ว, อีสต์ ฟอรั่ม, เครือข่าย 304 กินได้, สมาคมพลเมืองนครนายก และเครือข่ายนักสร้างสรรค์ 'ติสตะวันออก'
กป.อพช. ภาคตะวันออก ระบุทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างชาติเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม ความโปร่งใส และการเคารพสิทธิในการตรวจสอบของประชาชนในพื้นที่
อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มได้ที่ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคตะวันออก