“เลือกตั้ง 69” การกระจายอำนาจการศึกษา ปัญหา ทางออก และบทเรียนจากเสียงประชาชนภาคใต้
19 January 2026
1045
“เลือกตั้ง 69”การกระจายอำนาจการศึกษา ปัญหา ทางออก และบทเรียนจากเสียงประชาชนภาคใต้
เสียงเพรียกจากนครศรีธรรมราชสู่การปลดล็อกการศึกษา
เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนครศรีธรรมราช สมัชชาประชาชนภาคใต้กว่า 500 คน ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญทางการเมืองด้วยการยื่น 12 ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมือง ที่อาสาสมัครลงเลือกตั้ง 69 ในเวทีสมัชชาประชาชนภาคใต้ ข้อเสนอต่อพรรคการเมือง สู่ภาคใต้แห่งความสุขและยั่งยืน โดยหนึ่งในประเด็นนั้นก็คือ"การกระจายอำนาจการศึกษา" ข้อเสนอนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องสิทธิทางการศึกษาทั่วไป แต่เป็นเสียงสะท้อนของความล้มเหลวในการบริหารจัดการศึกษาแบบรวมศูนย์ (Centralization) ที่ใช้ "เสื้อตัวเดียวตัดให้คนทั้งประเทศใส่" จนมองข้ามอัตลักษณ์และความหลากหลายของพื้นที่ การขยับตัวของภาคประชาชนครั้งนี้จึงเป็นเข็มทิศสำคัญที่จะนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
ปัญหาการรวมศูนย์และความเหลื่อมล้ำในระบบปัจจุบัน
จากข้อมูลเชิงกฎหมายและสถานการณ์จริง ระบบการศึกษาไทยภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 และ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ประสบปัญหา "กระจายอำนาจในกระดาษ แต่รวมศูนย์ในทางปฏิบัติ" ใน 3 มิติหลัก:
* อำนาจบริหารบุคคล (คน): โรงเรียนไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเลือกครูที่เข้าใจบริบทพื้นที่ นอกจากโรงเรียนเอกชน แต่ต้องรอการจัดสรรจากส่วนกลาง (กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ.)
* อำนาจงบประมาณ (เงิน): งบประมาณส่วนใหญ่เป็นแบบ Top-down ถูกล็อกด้วยระเบียบการคลังที่เคร่งครัด โรงเรียนขาดความคล่องตัวในการนำเงินไปสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับอาชีพในท้องถิ่น
* อำนาจทางวิชาการ (หลักสูตร): แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้มีหลักสูตรท้องถิ่น แต่ตัวชี้วัดความสำเร็จ (เช่น O-NET หรือระบบประกันคุณภาพ) ยังใช้มาตรฐานเดียวตัดสินคนทั้งประเทศ ทำให้หลักสูตรท้องถิ่นกลายเป็นเพียง "วิชาเลือก" ที่ไม่มีน้ำหนัก
อภิปราย: การปะทะกันของปรัชญาการศึกษา
หากเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2560 จะเห็นการถอยหลังเข้าคลองในมิติการกระจายอำนาจ รัฐธรรมนูญปี 2540 มองการศึกษาเป็น "สิทธิ" และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน แต่ปี 2560 กลับมองเป็น "หน้าที่ของรัฐ" ซึ่งเปลี่ยนสถานะประชาชนจาก "ผู้ออกแบบ" เป็นเพียง "ผู้รับบริการ"
สถานการณ์นี้ส่งผลให้เกิด "เด็กนอกระบบ" และ "ความยากจนข้ามรุ่น" เพราะหลักสูตรจากส่วนกลางไม่สามารถตอบโจทย์ "มูลค่า" (การสร้างอาชีพจากฐานทรัพยากรท้องถิ่น) และ "คุณค่า" (การรักษาอัตลักษณ์ทางภาษาและภูมิปัญญา) ได้อย่างแท้จริง ดังที่กลุ่ม "มหาลัยไทบ้าน" พยายามสื่อสารว่า “ถ้าการศึกษาคือชีวิต เราควรมีสิทธิ์ออกแบบชีวิตตัวเอง”
“โลกสมัยใหม่ด้วย การเรียน เรียนทั้งจากการฟัง การวิเคราะห์ การฝึกฝนอบรม ร่วมทำกิจกรรมสร้างสรรค์ การลงมือทำ ทดลองฝึก สร้างอาชีพ ค้นหาตัวเอง จนสามารถเลือกสรรความรู้ใหม่มาสร้างความเข้มแข็งให้ตนเองชุมชน และสังคมได้ ในขณะที่ การศึกษาในระบบโรงเรียนที่จัดขึ้นโดยใช้กลไกราชการ ปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิด
ปัญหาด้านคุณภาพผู้เรียน ทรัพยากรบุคคลทางสังคม นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆส่วนการบริหารจัดการศึกษาด้วยระบบการศึกษาอิสลามที่หลากหลายในพื้นที่ภาคใต้ไม่ว่า สถาบันปอเนาะ โรงเรียนเอกชนมอศาสนาอิสลาม ศูนย์อบรมคุณธรรมจริยธรรมประจำมัสยิด หรือตาดีกา เพื่อนำมาสู่การออกแบบกลไกบริหารจัดการการศึกษาระดับท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง อันจะรับประกันการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่และยืนยืนยันเจตนารมณ์ในฐานะตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ตนเองได้โดยแท้จริงดังนั้น ภาพอนาคตรูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาที่ปรารถนา รวมทั้งตัวแบบและแนวทางการกระจายอำนาจทางการศึกษาที่เหมาะสมกัมกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ จึงมีความสำคัญยิ่งเพื่อให้การศึกษาไทย "กินได้" และยั่งยืน จึงขอเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม ดังนี้
1. ให้มีการกระจายอำนาจการศึกษาทั้งอำนาจการบริหารจัดการ คนและงบประมาณด้านการศึกษา เพื่อสามารถร่วมออกแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ ทั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุกพื้นที่ การศึกษาในทุกภูมิภาคของประเทศไทยอันจะนำไปสู่พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษามากมายและจะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศที่เท่ากับสถาการณ์โลกในอนาคตที่สำคัญสุดมันจะเป็นรากฐานการกระจายอำนาจการปกครอง
2. ให้มีกลไกระดับนโยบายระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ประกอบด้วย หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคม ตัวแทนชุมชน และอื่นๆตามเหมาะสม มีบทบาทหน้าทหน้าหนดแนวทาง ติดตาม กำกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเชื่อมต่อการศึกษาทั้งสามระบบ (ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ) เช่น การเทียบโอนผลการเรียน การสนับสนุนกำลังคน การบุรุณาการภารกิจ เป็นต้น
3. ให้เร่งรัด ผลักดัน กำกับการออกพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหมให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงเน้นการศึกษาฐานสมรรถนะ การศึกษาบูรณาการฐานชุมชน สังคม
4. ให้ปรับเปลี่ยนการจัดการงบประมาณ ให้เกิดความเท่าเทียมเป็นธรรม ได้แก่การสนับสนุนโรงเรียนขนาด
เล็กด้วยเกณฑ์ขั้นต่ำที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กดำเนินการต่อไปได้แทนการจัดงบประมาณตามรายหัวนักเรียนเพียงด้านเดียว, ให้การสนับสนุนการจัดการการศึกษาทางเลือกเช่นบ้านเรียน ศูนย์การเรียนด้วยมาตรฐานเดียวกับการศึกษาในระบบโรงเรียน, เพิ่มงบประมาณด้านการแก้ไขปัญหาพัฒนาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
5. ให้ส่งเสริมสนับสนุนครูชุมชน ครูภูมิปัญญา ให้ทำงานร่วมกับครูราชการโดยอาจจะแก้ไขกฎระเบียบให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนงประมาณจ้างบุคลากรประจำศูนย์การเรียนรู้ชมชน ช่วยงานการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดเล็ก ศูนย์เด็กเล็ก สนับสนุนการจัดการศึกษาทางเลือก เป็นต้น
6. ให้พัฒนา ยกระดับ พื้นที่ปลอดภัย หลายลักษณะ ให้เป็นรูปธรรม มากยิ่งขึ้นพร้อมด้วยการสื่อสารข้อมูลตารางกิจกรรมของแต่ละศูนย์เรียนรู้ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ข้ามพื้นที่ สำหรับครอบครัวที่มีความพร้อม
รากฐานสู่การปกครองตนเอง
การกระจายอำนาจการศึกษาไม่ใช่เรื่องของ "ห้องเรียน" เพียงอย่างเดียว แต่มันคือ "รากฐานของการกระจายอำนาจการปกครอง" หากชุมชนสามารถออกแบบการเรียนรู้ของบุตรหลานตนเองได้ พวกเขาก็ย่อมสามารถออกแบบอนาคตและความมั่นคงของท้องถิ่นได้เช่นกัน
ถึงเวลาที่รัฐบาลและพรรคการเมืองต้องก้าวข้ามการปฏิรูปแค่ "โครงสร้างข้างบน" หรือการเปลี่ยนชื่อกระทรวง แล้วหันมาส่งมอบ "อำนาจและงบประมาณ" ไปสู่มือครู นักเรียน และชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาที่จะตอบโจทย์โลกอนาคต และดับเครื่องชนความเหลื่อมล้ำที่กัดเซาะสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
#เลือกตั้ง2569 #LocalsvoiceThaiPBS #Election69
#กระจายอำนาจการศึกษา #สมัชชาประชาชนภาคใต้ #ปลดล็อกการศึกษาท้องถิ่น
เรียบเรียงโดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)