ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีงาน thaingo ดูและคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

เรื่องเมื่อปี 2559 ตอนที่ 1 การเปลี่ยนแปลง

เมื่อวานเขียนค้างเรื่องราวปี 2559 ปีที่สำคัญมากปีหนึ่ง ทั้งงานเยาวชน ( เจียลออ 3 ) ก็กลับมาสานต่อ งานเกษตรก็ทุ่มโถมสุดกำลัง นอกจากพืช ปลูกกล้วย หม่อน ไผ่ มะเขือพวง ต้นหอม สัปปะรด และไม้ป่าไม้ยืนต้น หลากหลาย ผมยังเลี้ยงปลา หลากหลาย ทั้ง ปลานิล ทับทิม  ตะเพียน จีน นวลจัน บึก จาระเม็ด กดคัง ดุก   โดยเฉพาะปลาดุก นี่เยอะมาก
ผมมีบ่อเล็กบ่อใหญ่ รวมกันราวๆ
7-8  บ่อ ทั้งไร่อิ่มเอม และ สวนซีโมน นอกจากปลา ก็มีไก่สามสายเลือด เป็ดเทศ เป็ดปักกิ่ง ฯลฯ รวมไปถึง ฟาร์มไส้เดือน ราวๆ 20 กะบะ

มีไข่ไก่ เฉลี่ยวันละ
10-20 ฟอง แต่ผมไม่มีตลาด มะเขือพวงเริ่มออก เฉลี่ยอาทิตย์ละ 200 กก. หม่อนเริ่มสุก แม้ไม่มาก ต้นยังเล็กๆ แต่รอบหนึ่งก็ได้ประมาณ 5-10 กก. เพิ่มเป็นเท่าตัวทุกรอบ และออกปีละ 2 รอบ ตามธรรมชาติ ไม่มีตลาด เหมือนเดิม

วันหนึ่ง ผมเริ่มไม่มีเงินซื้อ ข้าว รำ อาหารให้ไก่ ก็พยายามขอร้องให้แม่ค้า ( คนที่ รับรู้กันว่าเป็นเอเย่นต์ เรื่อง ส่งไก่ไปตลาดช่องจอม ลงกัมพูชา ) ผมเอาไก่ใส่ถุง ไปจอดรถตากแดด รอที่ปั๊ม ปตท. รอเค้ามาช่วยซื้อ รอจนไก่ขาดอากาศหายใจ ตายหมด ทั้งคัน เพราะแม่ค้ามัวแต่ติดธุระ เป็นครั้งแรกที่ลูกผู้ชายอย่างผม ที่สู้มาตลอด เริ่มน้ำตาคลอ หยิบไก่ตัวแข็งทื่อ ลงจากรถ ไม่นับรวมขับไปขายถึงตลาดสังขะ

ปลาดุกที่มีราวๆ ตันเศษ ผมก็ไม่มีเงินซื้ออาหารเช่นกัน ถ้าทิ้งไว้จะผอม และไม่น่ากิน ซึ่งมันเริ่มเป็นเช่นนั้น ตอนนั้นราคาตลาดที่ประโคนชัย คือ
25 บาท / กก. ซึ่งไม่คุ้มทุน ผมจึงตัดสินใจให้พ่อแม่ช่วยชำและ ทำปลาดุกร้า กับ กับทำแดดเดียว อย่างน้อยก็ไปตายดาบหน้า เลี้ยงปลานี่ผมสู้อยู่ 2-3 ปี จากเลี้ยงที่ไร่อิ่มเอม แล้วโดนขโมย จนหมด ก็ขยับมาเลี้ยงบ่อเล็กที่สวนซีโมน ขาดทุน ไม่มีตลาด ไปทาบทามพ่อค้าปลา บอกว่า เขารับมาจาก ฉะเชิงเทรา ปลาบ่อบ้านเราไม่น่ากิน ไม่อ้วน อวบ เหมือนปลาเลี้ยงแม่น้ำ ( ปลาซีพี ) ผมค่อยๆ เลิก ทั้งไก่ทั้งปลา แต่ปีต่อๆมา เมื่อผมเลิกเลี้ยง ปลาดุกโลละ 70 บาท !! 

มะเขือพวง กล้วย สองอย่างนี้มาจากคำแนะนำ ของเจ้าหน้าที่โครงการ จำพวกสนับสนุนให้ทำเกษตร พวกพกตำรามาสอนคน พวกจำขี้ปากปราชญ์ มาด่าเรา ประมาณ ปลูกเพื่อกิน หรือ พวกพอเพียง ทำให้มีรายได้วันละสิบละร้อย  พวกที่ให้เราทำผักหลากหลาย ขายทุกวัน ฯลฯ ผมก็แอบเชื่อ เพราะลึกๆ ก็อยากรอด อยากมีกิน มีใช้เหมือนกัน ปลุกตามตำรา เค้าแนะ ทั้งนั้น

หม่อน กระแสมาแรง แว่วๆ ว่าละโล 200 !!  ผมนี่ยิ้มเลย วาดฝันไปไกล ถึงขนาดจะชวนเมีย ให้มาอยู่บ้านนอก เพราะปีนี้ ( 2559 ) เธอว่างมาหาผมครั้งเดียว และผมก็ไม่มีทุนรอน ไม่มีปัญญาไปหาแล้ว ปกติไปทุกเดือน ( ที่ทำงานเดิมให้ค่าเดินทางเข้า กทม.ทุกเดือน ) ปรากฏว่า หม่อน ไม่มีตลาด จริงๆ มีแต่กระแส เขาว่ามา เขาซื้อกัน แต่ถามหาใครซื้อ จริงๆจังๆ กลับไม่มี ถามนักชี้แนะ ก็ตอบว่า “ ให้เอาไปต้มขาย หรือ เอาไปปั่นขาย ที่ตลาดนัดแถวบ้าน  เขาขายดีกันนะ !”  คือ ไม่ได้มีตลาดจริงๆ จาก กก. 200 บาท ผมขายแค่ กก.ละ 50 บาท ก็ยังไม่มี คนซื้อ มันก็เหมือน พืชอื่นๆ ที่เกษตรกรอย่างเราวิ่งตาม วิ่งตามเพราะอยากหาทางรอด วิ่งตาม เพราะขายไม่เป็น ทำตลาดไม่เป็น จะให้ไปยืนขาย ตามตลาดนัด จะเอาเวลาที่ไหน วันๆ ก็หมดกับงานในไร่ ยิ่งทำคนเดียว มันทำอะไรได้ทันที่ไหน ?

ผมมันก็ มนุษย์จำพวกดักดาน หัวรั้น ไม่ชอบเรียนรู้ ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง หยิ่งและอวดเก่ง ทั้งที่ไม่มี ความเก่งอะไรเลย ใช้แต่แรง ทุ่มโถม ทำงานหนัก ตั้งแต่เช้ายันมืด ทุกวันๆ ตลอดหลายปี การมาพบกับความสิ้นหวัง ซ้ำๆ เรื่อง ตลาด เรื่องไปต่อไม่ได้ ราคาตก ไม่คุ้มทุน ทำอะไรก็ไม่คุ้มทุน ความสุขแบบหลอกตัวเอง ว่า พอเพียง เรียบง่าย พออยู่พอกิน ฯลฯ มันไม่ได้แล้ว สติปัญญาบางอย่าง มันแย้งออกมา จากข้างใน มันตะโกนใส่หน้าว่า มึงไม่พอกิน มึงไม่มีแม้แต่จะซื้อปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันมอไซต์ เครื่องสูบน้ำ ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทางไปหาเมีย ไปหาแม่ ฯลฯ  มึงสิ้นหวัง จนตรอก และ หยิ่ง ระยำ
!!

 ผมควรจะปิดสวนแล้วไปหางานทำ จริงๆ ก็แอบคิดหลายรอบ แต่... ผมแก่ขนาดนี้แล้ว ผมไปยืนห้อยโหนรถเมล์ไม่ไหวแล้ว

แปรรูป ผมเริ่มเปิดอินเตอร์เน็ต ด้านที่มีสาระ หาความรู้ .... ดูการสอนทำไวน์ ทำแยม ทำโน่นทำนี่ และเริ่มหาเศษวัสดุ ที่พอมี มาลองหมัก หมักน้ำตาล หมักน้ำผึ้ง ดองเหล้า ดองเกลือ ฯลฯ ผมลุยสารพัด เป็นครั้งแรกในชีวิตผม ที่ลดความอวดเก่ง อวดดี อวดโง่ๆ มาเป็นนักเรียนนอกห้อง แรกๆ ก็แอบอาย ถ้าเพื่อนบ้านถามว่า ทำอะไร แล้วตอบว่า ทำไวน์  หรือ จะทำไวน์ขาย  แทบทุกคน ต่างก็ขำ ความคิดผม

และมันก็ไม่ได้เป็นไวน์อย่างที่ตั้งใจ จากอาจารย์ ยูทูป และ อาจารย์กู (เกิ่ล) สอน แต่มันคือ จุดเริ่มต้น ให้ผมอย่าหยุด อย่าอายที่จะเรียนรู้ อะไรใหม่ๆ ที่สำคัญ นั่นคือ ประกายความหวัง ครั้งใหม่ในชีวิต และมันคือ จุดเริ่มต้นของคำว่า ก้าวแรก... และในปีนั้น ผมก็มีโอกาส (จากแนะนำของน้องเธค ยุทธนา ) ได้ไปดู ไปฟัง ไปเปิดโลกทัศน์ เรื่องไวน์ จริงๆ คือโรงบ่มไวน์ อีสเทิร์น วิน (ลมตะวันออก) ที่จังหวัดระยอง ของพี่นิโรจน์ สังข์สุวรรณ ไวน์ จากผลไม้พื้นบ้าน หรือ ผลไม้ไทย ที่สำคัญ ได้ชม ได้ชิม จนชุ่มฉ่ำหัวใจ หมายถึงว่า กินจนเชื่อแก่ใจแล้วว่า ผลไม้ไทยทำไวน์ได้  และกลับมาพร้อมพลัง อัดแน่น “กูไม่กังวลอะไรอีกแล้ว ...
!!”  เพราะผลไม้ไทย ผลไม้พื้นบ้าน ทำอะไรได้เยอะแยะ ตลาดก็มีจริง ถ้ามึงกล้าลุกขึ้นทำ....

...................

จาก เกษตรกร ขบถ แห่ง ไร่ทวนลม

ปล.
พอดี เมื่อวาน ได้สนทนากับเพื่อนเกษตรกร ที่กำลังแปรรูป อยู่ในขั้นตอนแรกๆ   คล้ายๆ กันมาก เห็นขวด เห็นภารชนะ หน้าตา แล้วก็นึกตัวเอง ชีวิตเกษตรกรอยู่ได้ด้วยความหวัง ล้วนๆ เลยครับ....