ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เว็บ thaingo.org จะปรับค่าบริการจากเดิม 300 บาทเป็น 500 บาท
From January 1, 2023, thaingo.org will adjust job announcement fee from 300 baht to 500 baht.

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

เครือข่าย ปชช.ลุ่มน้ำ เครือข่าย ปชช.ลุ่มน้ำโขงอีสาน จวกพรรคเพื่อไทย ลืมบทบาทฝ่ายค้านหนุนเผด็จการ ดันผันน้ำโขง เลย ชี มูล แนะให้ศึกษาผลกระทบ-ความคุ้มค่า ก่อนเดินหน้าโครงการโขงอีสาน จวกพรรคเพื่อไทย ลืมบทบาทฝ่ายค้านหนุนเผด็จการ ดันผันน้ำโขง เลย ชี มูล แนะให้ศึกษาผลกระทบ-ความคุ้มค่า ก่อนเดินหน้าโครงการ

 

หลังจากมีการเผยแพร่ข่าวออกสู่สาธารณะและสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และส.ส.อีสาน ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำและดูปริมาณน้ำที่เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น แล้วได้กล่าวเป็นการสนับสนุน โครงการผันน้ำ ‘โขง-เลย-ชี-มูล’ ว่า

พรรคเพื่อไทยจะผลักดันโครงการผันน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล เพิ่มพื้นที่ชลประทานในภาคอีสาน โดยการทำฝาย และแก้มลิงกักเก็บน้ำ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณา เพราะภาคอีสานเป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ถ้าเราทำปัจจัยการผลิตให้เพียงพอคือน้ำ และพลิกหน้าดินเป็นเกษตรอินทรีย์ จากเกษตรกรที่คนมองเป็นภาระจะพลิกเป็นผู้หารายได้ให้ประเทศ การทำงบประมาณที่ผ่านมาไม่ใช่โครงการที่ยั่งยืน มีแต่งบประมาณขุดลอกหน้าน้ำ ทำให้วัดปริมาณขุดลอกไม่ได้ เปิดช่องทุจริต หมดเงินเป็นแสนล้าน แต่ไม่มีความยั่งยืนในการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งให้กับประชาชน (อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/politics/787739)

วันนี้ (12 ส.ค.63) เวลา 15.00 น. เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ติดตามสถานการณ์การผลักดันโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ในภาคอีสาน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ทางเครือข่ายฯ อยากเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยทบทวนบทบาท และจุดยืนต่อโครงการผันน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล และโครงการจัดการน้ำต่างๆ ตามลุ่มน้ำสาขาในภาคอีสาน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำอีสานทั้งระบบ นอกจากนี้ยังเสนอให้พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาปัญหาและผลกระทบ ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และนิเวศ ที่เกิดขึ้นจากแนวนโยบายการจัดการน้ำในภาคอีสานทั้งหมด ก่อนที่จะเดินหน้าผลักดันโครงการ

โดยนายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์  ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ให้ข้อมูลว่า ภาคอีสานนับเป็นพื้นที่ที่มีนโยบายการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และระบบชลประทานเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นต้นมา ยกตัวอย่างเช่น โครงการอีสานเขียว โครงการโขงชีมูล โครงการชลประทานระบบท่อ โครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเหล่านี้ มีการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานมากกว่า 1.2 ล้านไร่ แต่ผลของโครงการกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากผลกระทบจากน้ำเค็ม ค่าสูบน้ำที่มีราคาสูง

“กรณีโครงการโขงชีมูล ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2536  มีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสายหลักในภาคอีสาน เขื่อนเหล่านั้นได้ทำให้พื้นที่ป่าบุ่ง ป่าทาม ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของภาคอีสานกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ และส่งผลกระทบให้เกิดภาวะดินเค็มแพร่กระจายในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์จากที่ดินทำกินเป็นจำนวนมาก รัฐบาลต้องใช้งบประมาณมหาศาลมากกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อมาแก้ไข ซึ่งมากกว่าค่าการก่อสร้างเสียอีก จะเห็นได้ว่าบทเรียนเกี่ยวกับความล้มเหลวด้านแผนการจัดการน้ำขนาดใหญ่ เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมมานาน ดังนั้น เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน จึงขอเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยทบทวนบทบาท และจุดยืนต่อโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล และโครงการจัดการน้ำต่างๆ ตามลุ่มน้ำสาขาในภาคอีสานทั้งระบบ”

ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ยังกล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทย ควรผลักดันให้มีการศึกษาและนำเสนอความคุ้มค่าที่แท้จริงของโครงการผันน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล บนพื้นฐานของการคำนึงถึงคุณค่าของระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม พร้อมกับความคุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ ภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงเรื่องแผ่นดินไหวกับน้ำท่วมฉับพลันในภาคอีสาน

“พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ควรมุ่งตรวจสอบการผลักดันโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ของนักการเมืองฝ่ายเผด็จการในขณะนี้ มิใช่ส่งเสียงสนับสนุนโครงการที่ขาดหลักธรรมาภิบาล และขาดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งพรรคเพื่อไทยควรมีบทบาทในการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมจากประชาชนให้รอบด้านตามหลักการประชาธิปไตย” นายสุวิทย์กล่าวทิ้งท้าย

///////////////////////////////////////////////////////////

ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)