ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ช่วยกลุ่มชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ถูกผลักดัน ออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติดงใหญ่ตามนโยบายของคสช.

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ช่วยกลุ่มชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ถูกผลักดัน  ออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติดงใหญ่ตามนโยบายของคสช.

29 July 2015

4890

 

 

            เมื่อวันที่ 24  กรกฎาคม 2558  มูลนิธิ ผสานวัฒนธรรมส่งหนังสือขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์หาทางออกกรณีชาว บ้านผู้ยากไร้ที่ถูกผลักดันให้ออกจากพื้นที่ป่าซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่ง ชาติดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 และ 66/2557 ในปี 2557 ซึ่งเป็นนโยบายในการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าตามแผนแม่ บทบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนของคณะรักษาความสงแห่งชาติ (คสช.)  แต่กลับส่งผลให้เกิดการทำลายพืชผลและการบังคับโยกย้าย ทำให้ชาวบ้านจำต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ซึ่งเป็น พื้นที่ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้มีที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งทำกินของพวกเขา จากนโยบายดังกล่าวทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ชาวบ้านจำนวน 46 ครอบครัวที่ไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยและที่ทำกินและปัจจุบันไม่ได้รับการเยียวยาใดๆจากหน่วยงานของรัฐ  ขณะนี้ชาวบ้านจำนวน 12 ครอบ ครัวที่อาศัยแผงขายสินค้าเป็นเพิงพักอาศัยกลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามคำสั่ง ของเข้าแขวงทางหลวงบุรีรัมย์มากดดันให้เคลื่อนย้ายออกไปจากพื้นที่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการออกหนังสือวันที่ 21  กรกฎาคม 2558

          โดยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มชาวบ้านผู้ถูกผลักดัน ออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ว่าได้รับหนังสือจากทางแขวงทางหลวง บุรีรัมย์ฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ขอให้ชาวบ้านรื้อย้ายเพิงพักขายสินค้าออกไปให้พ้นเขตทางหลวงในเขตทางหลวงหมายเลขที่ 348 ตอน ช่องตะโก-น้อยสะแก ซึ่งอยู่ในความดูแลของแขวงทางหลวงบุรีรัมย์โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติทางหลวง พุทธศักราช 2535 ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง(ฉบับที่2) พุทธศักราช 2549 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัตินี้  หากทางแขวงทางหลวงบุรีรัมย์พบว่าชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวยังไม่มีการรื้อย้ายออกไปภายใน  15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมานั้นทางแขวงบุรีรัมย์จะดำเนินการตาม กฎหมายต่อไป     และจากคำบอกเล่าของชาวบ้านกลุ่มนี้กลับพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามากด ดันให้เคลื่อนย้ายออกไปจากพื้นที่ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 ซึ่งไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหนังสือที่ทางแขวงทางหลวงบุรีรัมย์มีหนังสือแจ้งมายังกลุ่มชาวบ้าน

ภาย ใต้การดำเนินงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีนโยบายการปราบปราม และหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าจึงได้มีการอนุมัติแผนแม่บทบริหาร จัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงได้อาศัยจังหวะ ดังกล่าวมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่  64/ 2557 และ 66/2557 ในการปราบปรามผู้บุกรุกพื้นที่ป่าแต่จากนโยบายดังกล่าวกลับทำให้เกิดการ ทำลายพืชผลและการบังคับโยกย้าย ทำให้ชาวบ้านจำต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ซึ่งเป็น พื้นที่ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้มีที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งทำกินของพวกเขาจากกรณี พิพาทกันมาหลายสิบปีในเรื่องสิทธิการถือครองและการจัดสรรให้ทำกินจากนโยบาย ในอดีต

 

นอก จากนั้นทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังไม่มีมาตรการเยียวยาใดๆมารองรับกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งคณะรักษาความ สงบแห่งชาติไร้ซึ่งที่พักพิงและแหล่งทำกินกลายเป็นกลุ่มบุคคลเร่ร่อน    จากวันนั้นจวบจนถึงทุกวันนี้หนึ่งปีผ่านมา ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้มีการต่อสู้กับฝันร้ายที่เขาต้องพบเจอนับครั้งไม่ถ้วนมิ หนำซ้ำทางภาครัฐเองยังไม่ได้มีมาตรการใดๆและหน่วยงานใดเข้ามาเยียวยาความ เสียหายที่เกิดขึ้นกลับปล่อยให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับปัญหาเพียงลำพัง เป็นดั่งผู้เร่ร่อนไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยที่พวกเขาควรจะต้องมี ไร้ซึ่งแหล่งทำมาหากิน ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

 

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ 02-6934939

          

ข้อมูลลำดับเหตุการณ์

 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 เจ้าหน้าที่รัฐได้มีการผลักดันชาวบ้านจำนวน 700-800 คนออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ภายหลังจากชาวบ้านได้ถูกผลักดันออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ปรากฏว่ากลุ่มชาวบ้านได้มีการแยกกันเป็นสองกลุ่ม ส่วนหนึ่งไปอาศัยอยู่สวนยางพารา ทางเข้าหมู่บ้านคะนิงจำนวน 19 ครัวเรือน (บางส่วนอาศัยอยู่ที่พักสงฆ์นิมิตประทานพร หัวเขื่อน) และอีกส่วนหนึ่งได้ไปพักอยู่ที่ศาลาวัด        ลำนางรอง จำนวนประมาณ19ครอบ ครัว ต่อมากลุ่มที่ไปพักอยู่ที่ศาลาวัดลำนางรองกลับถูกชาวบ้านในพื้นที่บริเวณรอบ วัดต่อต้านและปรากฏข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับความ เสียหายว่ามีทหารภายในพื้นที่เข้ามากดดันกับทางวัดให้ดำเนินการให้ชาวบ้าน ที่มาอยู่อาศัยกับทางวัดออกไปจากพื้นที่วัด กลุ่มชาวบ้านดังกล่าวจึงจำต้องเคลื่อนย้ายไปพักอาศัยอยู่ที่ศูนย์ทอผ้ากลุ่ม สตรีอนุรักษ์ทอผ้าพื้นเมืองบ้านลำนางรองและต่อมากลุ่มดังกล่าวนี้เมื่ออยู่ นานไปทำให้ขาดรายได้จึงต้องขยับขยายตัวออกไปตั้งเพิงขายของบริเวณทางหลวงโนน ดินแดง – ตาพระยา

            เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558  คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ได้เผยแพร่ข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยภายหลังที่ได้ร่วมรับฟังข้อมูลในเวทีการทบทวน สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยมีตัวแทนหน่วยงานราชการไทยจำนวนกว่า 20 คนที่เดินทางมาร่วมเวทีในวันที่ 4-5 มิถุนายน  โดยระหว่างการพูดคุยหนึ่งในคณะกรรมการ 18 คน ได้สอบถามถึงการบังคับขับไล่ชาวบ้านกรณีบ้านโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมภ์ว่า

ขณะนี้คณะกรรมการฯ ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงสรุปอย่างเป็นทางการและเผยแพร่ในวันที่ 22 มิถุนายน 2558 นี้ และได้จัดส่งถึงรัฐบาลไทยผ่านคณะทูตไทยประจำนครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางเวปไซด์ของสหประชาชาติ โดยระบุในเอกสารฉบับที่ United Nations    E/C.12/THA/CO/1-2 ของคณะกรรมการเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมขององค์การสหประชาชาติ ว่า

 

“คณะ กรรมการฯ กังวลเกี่ยวกับประเด็นที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ หลังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามนโยบายการอนุรักษ์ป่า โดยเฉพาะคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 และ 66/2557 ในปี 2557 ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายพืชผลและการบังคับโยกย้าย คณะกรรมการแนะนำให้รัฐภาคีปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งปวงที่จำเป็นรวมทั้งการ แก้ไขกฎหมายและกรอบนโยบาย ทั้งนี้เพื่อ ประกันให้มีการใช้วิธีไล่รื้อเป็นมาตรการสุดท้ายเท่านั้น และบุคคลที่ถูกบังคับโยกย้ายออกจากพื้นที่ต้องได้รับค่าชดเชยอย่างเพียงพอ และ/หรือได้รับการจัดสรรที่ดินใหม่ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการ ฉบับที่ 4 (2534) เกี่ยวกับสิทธิการมีที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ และฉบับที่ 7 (2540) ว่าด้วยการไล่รื้อ”

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน  2558 ทางคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่าไม้ที่ได้รับเรื่องร้องเรียน กรณีดังกล่าวด้วยได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้มีการเข้ามาช่วยเหลือกับกลุ่มชาวบ้านที่ถูก ผลักดันให้ออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติดงใหญ่ที่ยังไม่ได้การเยียวยา  แต่เป็นว่าทางจังหวัดบุรีรัมย์ที่ได้จัดการประชุมหารือในเรื่องของกลุ่มผู้ ถูกผลักดันจากป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่แล้วกลับมีมติของที่ประชุมให้ทางแขวง บุรีรัมย์ดำเนินการกับกลุ่มชาวบ้านผู้ถูกขับไล่จากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดง ใหญ่ออกไปจากพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแลของแขวงทางหลวงบุรีรัมย์

         

 

Recent posts