4 September 2015
3933
ปลากะตักมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ปลาข้าวสาร ปลาฉิ้งฉ้าง ปลาไส้ตัน ปลานิ่วเกี๊ยะ ปลาหัวอ่อน 1 ปลามะลิ ปลาเก๋ย ปลากล้วย 2
ปลากะตักที่พบในอ่าวไทยที่พบมี 4 ชนิด ทั้งบริเวณอ่าวไทยและอันดามัน มีขนาดที่แตกต่างกันไปตามสายพันธ์และเพื่อเป็นการป้องกันการตัดวงจรชีวิตสัตว์น้ำ เราแนะนำให้บริโภคปลาที่มีขนาดโตเต็มวัยตามขนาดความยาวแรกเริ่มสืบพันธุ์ ซึ่งปลากระตัก 4 ชนิดที่พบในไทยมีขนาดดังนี้
1. Encrasicholina heteroloba (Rüppell, 1837)
ขนาดความยาวแรกเริ่มสืบพันธุ์ 5 - 6.7 cm ขนาดใหญ่สุดที่พบ 12.0 cm 3
2. Encrasicholina punctifer (Fowler, 1938)
ขนาดความยาวแรกเริ่มสืบพันธุ์ 7 cm ขนาดใหญ่สุดที่พบ 13 cm 4
3. Encrasicholina devisi (Whitley, 1940)
ขนาดความยาวแรกเริ่มสืบพันธุ์ 4 cm ขนาดใหญ่สุดที่พบ 8 cm 5
4. Stolephorus indicus (van Hasselt, 1823)
ขนาดความยาวแรกเริ่มสืบพันธุ์ 12 cm ขนาดใหญ่สุดที่พบ 15.5 cm 6 ในประเทศไทยพบว่ามีขนาดยาวสุด 10 cm7
ปลากะตักถือว่าเป็น สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่บริเวณผิวน้ำถึงกลางน้ำ8และเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ได้อย่างเป็นอิสระด้วยตัวเอง ไม่ขึ้นกับการเคลื่อนที่ของมวลน้ำ(Nekton) ได้แก่ปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล หมึก เป็นต้น โดยพวกที่เป็นสัตว์กินเนื้อ carnivorous จะว่ายน้ำเพื่อหาอาหาร และหลบภัยจากศัตรูโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้แหล่งอาหารเสมอไป บางครั้งอาจมีการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานได้เพื่อหาแหล่งอาหารใหม่ หรือเพื่อการผสมพันธุ์ 9
ปลากะตัก ซึ่งเป็นปลาในห่วงโซ่อาหารชั้นที่สามจากห้าชั้นของสัตว์ทะเล ปลากะตักกินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร และเป็นอาหารของปลาหมึกและปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาอินทรี ปลาทรายแดง เป็นต้น ดังนั้นการเพิ่มหรือลดของปลากะตักจึงเป็นตัวชี้วัดความสมดุลของท้องทะเล หากจับปลากะตักมากเกินไป ปลาใหญ่ซึ่งกินปลากะตักเป็นอาหารย่อมลดปริมาณลง10
เครื่องมือประมงปลากะตักที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันที่ถูกกฏหมายมี 2 ชนิดด้วยกันคือ
เครื่องมือประมงประเภทอวนครอบ ช้อน ยก ประกอบแสงไฟล่อ ทำการประมงในเวลากลางคืน ตามกฎหมายประมง พ.ศ. 2490 กำหนดขนาดตาอวนต้องไม่ต่ำกว่า 0.6 เซนติเมตร และต้องทำประมงห่างจากฝั่ง 3 ไมล์ทะเล ต่อมาตามประกาศ กระทรวงเกษตรฯปี 2543 อนุญาตเฉพาะเพียงจำนวนเท่าที่ได้รับการจดทะเบียนเท่านั้น หรือ ห้ามมิให้มีการออกใบอนุญาตเพิ่ม เรือประมงที่ใช้เครื่องมือประมงชนิดนี้มีทั้งเรือขนาดเล็กหรือเรือประมงพื้นบ้านที่มีความยาวต่ำกว่า 14 เมตร และเรือประมงพานิชซึ่งมีความยาว 14 เมตรขึ้นไป
เครืองมือประมงอวนล้อมจับปลากะตักกลางวัน กฏหมายกำหนดให้ขนาดตาอวนไม่ต่ำกว่า 0.6 ซม. ห้ามใช้ประกอบแสงไฟล่อ และทำประมงได้ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกเท่านั้น เรืออวนล้อมปลากะตักกลางวัน โดยทั่วไปกฏหมายอนุญาติให้ทำประมงได้ถึงบริเวณชายฝั่ง ยกเว้นในบางพื้นที่เท่านั้นที่มีการประกาศเป็นเขตห้ามทำอวนล้อมปลากะตักกลางวัน เช่น ในเขตอ่าวบางสะพาน ที่ประกาศจังหวัดห้ามทำประมงอวนล้อมปลากะตักกลางวันในเขต 3,000 เมตรจากชายฝั่ง เป็นต้น ต่อมาตามประกาศ กระทรวงเกษตรฯปี 2543 อนุญาตเฉพาะเพียงจำนวนเท่าที่ได้รับการจดทะเบียนเท่านั้น หรือ ห้ามมิให้มีการออกใบอนุญาตเพิ่ม เรืออวนล้อมปลากะตักกลางวันเป็นเรือประมงกลางถึงใหญ่ ที่ใช้ลูกเรือไม่ต่ำกว่า 5 คน
อย่างไรก็ตามกฏหมายประมงในเรื่องการทำประมงปลากะตักมีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการจับลูกปลากะตัก หรือที่เรียกว่าข้าวสาร หรือปลาสายไหม และทำลายทรัพยากรประมงชนิดอื่น ๆ ด้วย 11คือประการที่ 1 การใช้แสงไฟล่อ และใช้อวนตาถี่ขนาด 0.6 ซม นั้นทำให้เกิดการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนชนิดอื่น ๆ ขึ้นมาด้วยอย่างมาก โดยเฉพาะลูกปลาเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ ประการที่ 5 จากการรายงานของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน เรืออวนล้อมปลากะตักกลางวัน ได้ออกทำการประมงเกินเวลาที่กฏหมายกำหนด (ก่อนพระอาทิตย์ตก) ด้วยการใช้ โซน่าวิ่งหาฝูงปลา หรือใช้แสงไฟล่อ ซึ่งเป็นการทำประมงที่ผิดกฏหมาย แต่ก็ไม่มีการบังคับใช้กฏหมายในการจับกุม |
ยุติความเชื่อของชาวประมงมานานหลายทศวรรษ 12
นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง แถลงว่า สืบเนื่องจากประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้ชาวประมงที่ใช้อวนช้อน อวนยก อวนครอบที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอวนล้อมจับปลากะตักเวลากลางวัน ห้ามใช้อวนที่มีขนาดช่องตาอวนเล็กกว่า 0.6 เซนติเมตรจับปลากะตัก ทั้งนี้เพื่อให้ลูกปลากะตัก คือปลาข้าวสาร-ปลาสายไหมและลูกสัตว์น้ำอื่นๆ สามารถรอดตาอวนได้ แต่ชาวประมงซึ่งมีความเชื่อว่าปลาข้าวสาร-ปลาสายไหมเป็นปลาสายพันธุ์อื่นซึ่งโตเต็มวัยแล้วสมควรนำขึ้นมาใช้ประโยชน์จึงขอใช้ขนาดช่องตาอวนเล็กกว่า 0.6 เซนติเมตรจับปลากะตัก เพื่อยุติข้อสงสัยของชาวประมงจับปลากะตักในจังหวัดระยอง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง
นายประกิต กันยาบาล ได้มีคำสั่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งประกอบด้วยนักวิชาการประมงและชาวประมง เพื่อทำการพิสูจน์ปลาข้าวสาร-ปลาสายไหม
อธิบดีกรมประมง กล่าวต่อไปว่า การพิสูจน์ปลาข้าวสาร-ปลาสายไหมแบ่งการพิสูจน์เป็น 2 ชุด เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2546 และวันที่. 30 กันยายน 2546 โดยผู้แทนชาวประมงเป็นผู้ประสานให้นักวิชาการกรมประมงออกไปรวบรวมปลาข้าวสาร-ปลาสายไหมจากเรืออวนล้อมจับปลากะตักกลางวันของชาวประมงได้ปลาข้าวสาร-ปลาสายไหมมีชีวิตจำนวน 34 ตัว ขนาดความยาวเหยียด 2.3-3.7 เซนติเมตร ได้ทดลองเลี้ยงปลาข้าวสาร-ปลาสายไหมที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก จังหวัดระยอง ในระหว่างการเลี้ยงได้บันทึกภาพนิ่งและภาพวิดีโอทุกขั้นตอนตั้งแต่การรวบรวมปลาจากเรือประมงจนถึงนำมาเลี้ยงที่ศูนย์วิจัยฯ โดยเลี้ยงในถังไฟเบอร์และได้บันทึกภาพการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของปลาทุกขั้นตอน โดยมีผู้แทนชาวประมงร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลาที่ทำการทดลองเลี้ยงเพื่อพิสูจน์สายพันธุ์ปลา จนกระทั่งวันที่ 28 ตุลาคม 2546 หลังจากทดลองเลี้ยงได้ 39 วัน ปลาข้าวสาร-ปลาสายไหมมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงรูปร่างชัดเจนเป็นปลาโตเต็มวัยและมีลักษณะทางกายภาพเป็นปลากะตักทุกประการ ผลพิสูจน์บ่งบอกว่าเป็นปลากะตักตัวกลม สกุล Encrasicholinaที่พบในอ่าวไทยทั่วไป
อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ผู้แทนชาวประมงที่จังหวัดระยองได้แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการพิสูจน์ปลาข้าวสาร-ปลาสายไหมได้เข้าร่วมประชุมรับทราบผลการพิสูจน์ปลาข้าวสาร-ปลาสายไหมเป็นลูกของปลากะตักแล้ว กรมประมงจึงขอประกาศให้ชาวประมงจับปลากะตักด้วยอวนช้อน อวนยก อวนครอบประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอวนล้อมจับปลากะตักเวลากลางวัน ทั่วราชอาณาจักร ห้ามใช้ขนาดช่องตาอวนเล็กกว่า 0.6 เซ็นติเมตรจับปลากะตักโดยเด็ดขาดเพราะปลาข้าวสาร-ปลาสายไหมคือลูกของปลากะตัก
ปลาข้าวสาร ปลาสายไหม และปลาฉิ้งฉ้าง ชื่อที่หลากหลายเหล่านี้อันที่จริงแล้วเป็นลูกปลากะตักขนาดเล็กทั้งสิ้น จึงเป็นข้อถกเถียงเรื่องขนาด ซึ่งส่วนหนึ่งของรายงานวิจัย และบทวิเคราะห์ทั้งหมดนี้ได้รวบรวมมาไว้เพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับปลากะตัก เพื่อเลี่ยงการจับและการบริโภคในขนาดที่ยังไม่โตเต็มวัย ป้องกันการตัดวงจรชีวิตสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นการปกป้องทรัพยากรทางทะเลของเราให้อยู่คู่ทะเลไทยไปอีกนานเท่านาน
แหล่งที่มา
[1] http://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/2010/6087/1/322465.pdf [2] http://www.aquatoyou.com/index.php/2013-02-21-02-30-41/2013-02-21-02-34-17/213-anchovy [3] http://www.fishbase.de/Summary/SpeciesSummary.php?ID=556&genusname=Encrasicholina&speciesname=heteroloba&AT=Encrasicholina+heteroloba# [4] http://www.fishbase.de/Summary/SpeciesSummary.php?ID=558&genusname=Encrasicholina&speciesname=punctifer&AT=Encrasicholina+punctifer [5] http://www.fishbase.se/summary/Encrasicholina-devisi.html [6] http://www.fishbase.org/Summary/SpeciesSummary.php?id=569&lang=thai [7] สมโภชน์ อัคคะทวีวัฒน์, เกษตรและสหกรณ์,กระทรวง กรมประมง . ภาพปลาและสัตว์น้ำของไทย . พิมพ์ครั้งที่2 . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา , 2535. [8] http://www.globalchange.umich.edu/globalchange2/current/lectures/fisheries/fisheries.html [9] http://www.agri.kmitl.ac.th/elearning/courseware/aquatic/3_4.html [10] "ทะเลไทย" โดย ภาคภูมิ วิธานติระวัฒน์ จากหนังสือ "ปลาหายไปไหน" และ รายงานการประมงในประเทศไทยโดย กรีนพีซ มิถุนายน พ.ศ.2555 [11] เครือข่ายประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์ [12] http://www.fisheries.go.th/pr/kaewsarn.htm ที่มา: http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/-/blog/53887/