Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ศาลแขวงดุสิตพิพากษาจำคุก-ปรับ สองแกนนำพีมูฟ คดีชุมนุมทวงสิทธิที่ดิน สะท้อนความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างและการจำกัดเสรีภาพประชาชน

ศาลแขวงดุสิตพิพากษาจำคุก-ปรับ สองแกนนำพีมูฟ คดีชุมนุมทวงสิทธิที่ดิน สะท้อนความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างและการจำกัดเสรีภาพประชาชน

29 January 2026

424

ศาลแขวงดุสิตพิพากษาจำคุก-ปรับ สองแกนนำพีมูฟ คดีชุมนุมทวงสิทธิที่ดิน สะท้อนความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างและการจำกัดเสรีภาพประชาชน

 

วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 401 ศาลแขวงดุสิต ศาลมีคำพิพากษาในคดีการชุมนุมเรียกร้องสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัยของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) โดยพิพากษาให้ นายธีรเนตร ไชยสุวรรณ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) และ นายจำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาพีมูฟ มีความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558

คดีดังกล่าวเป็นผลจากการที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต แจ้งข้อหาจำเลยทั้งสอง ฐานเป็นผู้จัดการชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งห้ามการชุมนุมในรัศมี 50 เมตรจากทำเนียบรัฐบาล โดยมีคดีทั้งหมด 2 คดี ได้แก่ คดีหมายเลขดำที่ อ.869/2568 และ อ.870/2568 ซึ่งศาลได้นัดฟังคำพิพากษาพร้อมกันในวันนี้

 

พิพากษาจำคุก-ปรับ แต่ให้รอลงอาญา

สำหรับคดีหมายเลขดำที่ อ.869/2568 ซึ่งเป็นคดีร่วมของจำเลยทั้งสอง ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 2 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท ก่อนลดโทษเหลือจำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 7,500 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน

ขณะเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.870/2568 ซึ่งเป็นคดีของนายจำนงค์ หนูพันธ์ เพียงผู้เดียว จากกรณีการชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 โดยมีคำพิพากษาในลักษณะเดียวกัน คือ จำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท ลดโทษเหลือจำคุก 1 เดือน ปรับ 7,500 บาท และให้รอการลงโทษจำคุก 2 ปี

 

การใช้สิทธิชุมนุมอย่างสงบ ถูกทำให้เป็นอาชญากรรม

คดีทั้งสองเป็นผลสืบเนื่องจากการที่พีมูฟและเครือข่ายประชาชนผู้เดือดร้อนจากทั่วประเทศ เข้ามาปักหลักชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และผลกระทบจากนโยบายและโครงการของรัฐ ซึ่งประชาชนเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่เป็นการชุมนุมโดยสงบ และเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ

เครือข่ายภาคประชาชนและทีมทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เห็นว่า คำพิพากษาครั้งนี้สะท้อนถึงปัญหาความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง และการบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะฯ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพของประชาชน มากกว่าการอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย

 

เตรียมอุทธรณ์ พร้อมเดินหน้าผลักดันยกเลิก พ.ร.บ.การชุมนุมฯ

แม้ศาลจะมีคำสั่งรอการลงโทษจำคุก แต่จำเลยทั้งสองยืนยันว่า การใช้กฎหมายดังกล่าวยังคงเป็นการ “ปิดปากประชาชน” และทำให้การต่อสู้ของผู้เดือดร้อนถูกทำให้กลายเป็นอาชญากรรม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาตามกระบวนการยุติธรรม

พร้อมกันนี้ พีมูฟและเครือข่ายภาคประชาชนยังย้ำจุดยืนเดินหน้ารณรงค์เพื่อ ยกเลิกพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 อย่างต่อเนื่อง โดยเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นมรดกจากยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิของประชาชน แต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการขัดขวาง จำกัด และลิดรอนเสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ

 

 

ข้อมูลและภาพจาก ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move