28 August 2025
28
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติสำคัญ อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยการสู้รบจากเมียนมาที่พำนักระยะยาวอยู่ใน พื้นที่พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา สามารถขออนุญาตทำงานได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของนโยบายด้านผู้ลี้ภัยของไทย
ปัจจุบันมีผู้หนีภัยการสู้รบประมาณ 77,718 คน โดยเป็นวัยทำงานจำนวน 42,601 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2568) อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี โดยในจำนวนนี้ ผู้ลี้ภัยเกือบ ร้อยละ 47 เกิดและเติบโตในค่าย พวกเขาแทบไม่เคยได้ใช้ชีวิตภายนอกค่าย และต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมาโดยตลอด ทว่าท่ามกลางการปรับลดงบประมาณการช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศและองค์การนอกภาครัฐต่างๆ ส่งผลให้รัฐบาลไทย ต้องรับภาระในการดูแลคนต่างด้าวเพิ่มขึ้น
UNHCR ชื่นชมไทย “จากการรอคอยสู่โอกาสใหม่”
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) วันที่ 27 สิงหาคม 2025 แถลง ชื่นชมการตัดสินใจครั้งนี้ โดย แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทน UNHCR ประจำประเทศไทย กล่าวว่า
“เป็นเวลานานเกินไปที่ชีวิตในความพลัดถิ่นดูเหมือนการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุด วันนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญการปรับนโยบายครั้งนี้ทำให้การให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยของไทย กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อการเติบโตทั้งสำหรับผู้ลี้ภัย ชุมชนท้องถิ่น และประเทศโดยรวม”
ผู้แทนผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย ยังกล่าวอีกว่า "ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยได้ใช้ศักยภาพของตนเอง ไทยไม่เพียงแต่ยึดมั่นในหลักการด้านมนุษยธรรม แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตของประเทศ"
UNHCR มองว่า การเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยทำงานจะช่วยให้พวกเขาสามารถเลี้ยงดูครอบครัว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของสังคมไทยในระยะยาว
“เปลี่ยนภาระเป็นพลัง”
ด้าน นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ผู้ผลักดันประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า การตัดสินใจของ ครม. สะท้อน “ความกล้าหาญทางมนุษยธรรม” ของรัฐบาลไทย
“ผมมั่นใจว่าศักยภาพของพี่น้องผู้ลี้ภัย หากได้รับโอกาส พวกเขาจะเป็นแรงงานที่ดีของประเทศไทย นี่คือการเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง และทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการแก้ไขปัญหามนุษยธรรมตามหลักการสากล”
มาตรการดังกล่าวกำหนดขั้นตอนการอนุญาตอย่างชัดเจน ตั้งแต่การยื่นคำขอออกนอกเขตพื้นที่ควบคุม การตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพ ไปจนถึงการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว โดยอนุญาตให้ทำงานได้ ไม่เกิน 1 ปี ต่อครั้ง และสามารถทำงานได้ทุกประเภทที่กฎหมายไม่ได้ห้าม
ตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ไทยมีบทบาทสำคัญในการให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัย และการปรับนโยบายครั้งนี้อาจกลายเป็นต้นแบบของภูมิภาคในการสร้างแนวทางแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยที่ยั่งยืน แม้นโยบายจะยังจำกัดเฉพาะผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาในค่าย แต่ UNHCR ย้ำว่าจะร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเรียกร้องให้มีการขยายสิทธิไปถึงผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่นในอนาคต การปลดล็อกสิทธิทำงานของผู้ลี้ภัยครั้งนี้ จึงไม่เพียงช่วยคลี่คลายวิกฤตด้านมนุษยธรรม แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของไทยที่มองเห็นพลังและคุณค่าของมนุษย์ทุกคน
ขอขอบคุณภาพจาก กองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย