ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

สถาบันระหว่างประเทศฯ แนะสมาชิก GMS จับมือกับจีน ร่วมกันพัฒนาฯ

สถาบันระหว่างประเทศฯ แนะสมาชิก GMS จับมือกับจีน ร่วมกันพัฒนาฯ

15 June 2015

3374

ดร.กมลินทร์  พินิจภูดล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา หรือ ไอทีดี กล่าวว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้จีนมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นที่จะก้าวออกไปทำการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อขยายอิทธิพล แสวงหาทั้งตลาดและทรัพยากรใหม่ๆ ดังกลยุทธ์ “สองทรัพยากร สองตลาด” คือการใช้ทรัพยากรภายในและภายนอกประเทศในการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การจัดสรรของทรัพยากรและตลาดอยู่ในสภาวะที่สมดุล และภายใต้นโยบายส่งเสริมให้องค์กรของจีนทั้งภาครัฐและเอกชน “ก้าวออกไป” ลงทุน       ในต่างประเทศ (Going Global Strategy) โดยประเทศปลายทางที่เป็นเป้าหมายสำคัญของจีนก็คือประเทศกำลังพัฒนาหรือพัฒนาน้อย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ที่มีเขตแดนอยู่ติดหรืออยู่ใกล้กับจีน ประกอบด้วยเมียนมา สปป.ลาว เวียดนามและกัมพูชา ซึ่งประเทศเหล่านี้ถือเป็นตลาดใหม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีต้นทุนแรงงานที่ต่ำ สามารถเป็นทางผ่านออกสู่มหาสมุทรอินเดีย          อันดามัน และแปซิฟิกให้กับจีน โดยเฉพาะมณฑลทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และจีนก็สามารถใช้ประเทศเหล่านี้เป็นทางผ่านในการลำเลียงน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอีกด้วย ซึ่งเป็นการเสริมความมั่นคงทางด้านพลังงาน บทบาทของจีนทั้งด้านการค้าการลงทุนและการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจีนถือได้ว่าเป็นประเทศคู่ค้าและนักลงทุนรายใหญ่ในกลุ่มประเทศ GMS โดยเป็นประเทศลงทุนรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ดังนั้นถือได้ว่าประเทศจีนและประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) มีผลประโยชน์ร่วมกัน สำหรับจีน การพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) มีส่วนโดยตรงกับการพัฒนามณฑลยูนนานและกว่างซี การเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ยังเป็นหลักประกันแหล่งทรัพยากร แหล่งพลังงานใหม่ และทางออกสู่ทะเละด้านตะวันตกของจีน ขณะที่ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะสามารถเพิ่มช่องทางการค้า ขยายตลาดในจีนตอนใต้มากขึ้น ส่วนนัยต่อประเทศไทยนั้น   มีข้อดี คือ จะทำให้การเชื่อมต่อทางคมนาคมในภูมิภาคที่มีไทยเป็นศูนย์กลางเป็นจริงได้เร็วขึ้น เนื่องจากการผลัดดันโครงการต่างๆ จากจีน เช่น การเชื่อมโยงด้วยรถไฟความเร็วสูง แต่ข้อเสีย คือ ในระยะยาว สินค้าไทยจะแข่งขันลำบากมากขึ้นและถูกแย่งตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังต้องเผชิญกับการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติในอนุภูมิภาคกับจีน ทั้งนี้ รัฐบาลไทยควรมียุทธศาสตร์ขยายบทบาทการลงทุนของรัฐวิสาหกิจไทยในอนุภูมิภาค ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น/จังหวัดชายแดน สนับสนุนภาคการเงินเพื่อการลงทุนในอนุภูมิภาค ตลอดจนร่วมมือกับจีนระดับรัฐต่อรัฐในการเป็นคู่หุ้นส่วนการลงทุนในอนุภูมิภาค ส่วนภาคเอกชนไทยควรเร่งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้มากขึ้นเพื่อรับมือกับสินค้าจากจีน ส่วนบางกิจการที่เข้มแข็งอาจจะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านหรือในพื้นที่    เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน อีกทั้งควรหันมาเน้นแข่งขันกับจีนด้วยสินค้าคุณภาพ และปรับทัศนคติจากการเป็นคู่แข่งกับจีนสู่การเป็นคู่ค้ากับจีน เพื่อก้าวเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV

ดร.กมลินทร์  พินิจภูดล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา หรือ ไอทีดี กล่าวว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้จีนมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นที่จะก้าวออกไปทำการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อขยายอิทธิพล แสวงหาทั้งตลาดและทรัพยากรใหม่ๆ ดังกลยุทธ์ “สองทรัพยากร สองตลาด” คือการใช้ทรัพยากรภายในและภายนอกประเทศในการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การจัดสรรของทรัพยากรและตลาดอยู่ในสภาวะที่สมดุล และภายใต้นโยบายส่งเสริมให้องค์กรของจีนทั้งภาครัฐและเอกชน “ก้าวออกไป” ลงทุน       ในต่างประเทศ (Going Global Strategy) โดยประเทศปลายทางที่เป็นเป้าหมายสำคัญของจีนก็คือประเทศกำลังพัฒนาหรือพัฒนาน้อย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ที่มีเขตแดนอยู่ติดหรืออยู่ใกล้กับจีน ประกอบด้วยเมียนมา สปป.ลาว เวียดนามและกัมพูชา ซึ่งประเทศเหล่านี้ถือเป็นตลาดใหม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีต้นทุนแรงงานที่ต่ำ สามารถเป็นทางผ่านออกสู่มหาสมุทรอินเดีย          อันดามัน และแปซิฟิกให้กับจีน โดยเฉพาะมณฑลทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และจีนก็สามารถใช้ประเทศเหล่านี้เป็นทางผ่านในการลำเลียงน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอีกด้วย ซึ่งเป็นการเสริมความมั่นคงทางด้านพลังงาน บทบาทของจีนทั้งด้านการค้าการลงทุนและการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจีนถือได้ว่าเป็นประเทศคู่ค้าและนักลงทุนรายใหญ่ในกลุ่มประเทศ GMS โดยเป็นประเทศลงทุนรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ดังนั้นถือได้ว่าประเทศจีนและประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) มีผลประโยชน์ร่วมกัน สำหรับจีน การพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) มีส่วนโดยตรงกับการพัฒนามณฑลยูนนานและกว่างซี การเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ยังเป็นหลักประกันแหล่งทรัพยากร แหล่งพลังงานใหม่ และทางออกสู่ทะเละด้านตะวันตกของจีน ขณะที่ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะสามารถเพิ่มช่องทางการค้า ขยายตลาดในจีนตอนใต้มากขึ้น ส่วนนัยต่อประเทศไทยนั้น   มีข้อดี คือ จะทำให้การเชื่อมต่อทางคมนาคมในภูมิภาคที่มีไทยเป็นศูนย์กลางเป็นจริงได้เร็วขึ้น เนื่องจากการผลัดดันโครงการต่างๆ จากจีน เช่น การเชื่อมโยงด้วยรถไฟความเร็วสูง แต่ข้อเสีย คือ ในระยะยาว สินค้าไทยจะแข่งขันลำบากมากขึ้นและถูกแย่งตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังต้องเผชิญกับการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติในอนุภูมิภาคกับจีน ทั้งนี้ รัฐบาลไทยควรมียุทธศาสตร์ขยายบทบาทการลงทุนของรัฐวิสาหกิจไทยในอนุภูมิภาค ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น/จังหวัดชายแดน สนับสนุนภาคการเงินเพื่อการลงทุนในอนุภูมิภาค ตลอดจนร่วมมือกับจีนระดับรัฐต่อรัฐในการเป็นคู่หุ้นส่วนการลงทุนในอนุภูมิภาค ส่วนภาคเอกชนไทยควรเร่งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้มากขึ้นเพื่อรับมือกับสินค้าจากจีน ส่วนบางกิจการที่เข้มแข็งอาจจะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านหรือในพื้นที่    เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน อีกทั้งควรหันมาเน้นแข่งขันกับจีนด้วยสินค้าคุณภาพ และปรับทัศนคติจากการเป็นคู่แข่งกับจีนสู่การเป็นคู่ค้ากับจีน เพื่อก้าวเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV

 

Recent posts