25 August 2025
115
ท่ามกลางสถานการณ์มลพิษทางอากาศที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา กำลังเผชิญข้อถกเถียงครั้งสำคัญ หลังคณะกรรมาธิการจากฝั่งคณะรัฐมนตรีเสนอให้ “ตัดหมวดกองทุนอากาศสะอาดออกทั้งหมด” โดยไม่ได้ให้เหตุผลเชิงวิชาการรองรับ
ข้อเสนอดังกล่าวสร้างความกังวลต่อภาคประชาชนและนักวิชาการ เนื่องจากมติดังกล่าวขัดต่อความเห็นของประชาชนกว่า 2,600 คน ที่เข้าร่วมกระบวนการมีส่วนร่วม โดยร้อยละ 93 เห็นว่ากองทุนอากาศสะอาดเป็นกลไกที่จำเป็นต่อการบังคับใช้กฎหมาย
รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ เปิดเผยว่า การตัดกองทุนออกเปรียบเสมือนการ “ถอดเขี้ยวเล็บของกฎหมาย” เพราะจะทำให้ไม่สามารถใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อแก้ปัญหามลพิษได้จริง อีกทั้งหลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) จะไม่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ
ปัจจุบันประเทศไทยมีกองทุนสิ่งแวดล้อมซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2535 แต่ในทางปฏิบัติถูกวิจารณ์ว่ามีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย การอนุมัติ เบิกจ่ายซับซ้อน และไม่สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ เช่นกรณีมลพิษรั่วไหลหรือวิกฤตฝุ่นพิษ อีกทั้งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเยียวยาประชาชนโดยตรง
ในทางตรงกันข้าม กองทุนอากาศสะอาดตามร่างกฎหมายฉบับใหม่ถูกออกแบบให้มีความคล่องตัวมากกว่า โดยกำหนดให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล และมีรายได้จากหลายแหล่ง เช่น ค่าธรรมเนียมอากาศสะอาดจากผู้ก่อมลพิษ เงินค่าปรับและค่าเสียหายจากคดีมลพิษ เงินสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงดอกผลและรายได้จากทรัพย์สินของกองทุน
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่า กองทุนดังกล่าวจะทำหน้าที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาด ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และจัดหาทรัพยากรทางการเงินเพื่อรับมือวิกฤตมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนซึ่งเข้าร่วมกระบวนการรับฟังความเห็นย้ำว่า หากตัดกองทุนออก กฎหมายอากาศสะอาดฯ จะเหลือเพียงกรอบเชิงนโยบาย ขาดเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็น และอาจไม่สามารถปกป้องสุขภาพของประชาชนได้จริง
ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฯ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ โดยสังคมกำลังจับตาว่าจะมีการทบทวนข้อเสนอของฝ่ายคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาว่ากฎหมายฉบับนี้จะมี “เขี้ยวเล็บจริง” หรือกลายเป็นเพียงกฎหมายที่ขาดพลังในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในอนาคต
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Thaihealth Resource Center