8 August 2025
187
การประชุม GBC ไทย–กัมพูชา กับ 13 ข้อตกลง บนเส้นทางสันติภาพชายแดน
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee หรือ GBC) ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมี พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ฝ่ายไทย และ พลเอกเตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เป็นตัวแทนหลักของแต่ละฝ่าย พร้อมด้วยประเทศมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีนในฐานะประเทศสังเกตการณ์
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือการยุติความขัดแย้งและความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์ปะทะและการลุกลามของความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน
13 ข้อตกลงสำคัญเพื่อสันติภาพชายแดน
โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี
2. รักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานะตั้งแต่ 28 ก.ค.68 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย
3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชา
4. ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่ 28 ก.ค. 68 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน
5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี
6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา: การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ
7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์
8. เห็นชอบให้เพิ่มในเรื่องของการปฏิบัติดังนี้
8.1 ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่
8.2 จัดการประชุม RBC ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ใน 7 ส.ค. 68
8.3 ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ
9. งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม ส่วนที่ 2 กลไกตรวจสอบการหยุดยิง
10. ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อ 28 ก.ค. 68 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน นำโดยมาเลเซีย
11. เห็นชอบให้ RBC ในแต่ละพื้นที่ ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีโดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดย RBC จะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้ GBC ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย
12. ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซีย เป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียน ประจำประเทศไทย และกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว ส่วนที่ 3 การประชุม GBC
13. ให้จัดการประชุม GBC ในหนึ่งเดือนหลัง 7 ส.ค. 68 (สถานที่จะตกลงกันภายหลัง) หรือมิเช่นนั้นการประชุม GBC วิสามัญ จะถูกจัดขึ้นเพื่อเจรจาการหยุดยิง
ผลการประชุมสรุปได้เป็น 13 ข้อ ที่มีความครอบคลุมในเรื่องการหยุดยิงอย่างถาวร การคงกำลังในพื้นที่เดิม ห้ามเพิ่มกำลังทหารและยั่วยุ รวมทั้งการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการดูแลเชลยศึกตามอนุสัญญาเจนีวา นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดให้มีการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องในระดับกองทัพและรัฐมนตรีผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมถึงการตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer) เพื่อคอยตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลง
ข้อตกลงยังระบุให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee หรือ RBC) ภายใน 2 สัปดาห์หลังการประชุม และให้มีการประชุม GBC ติดตามผลภายใน 1 เดือน เพื่อประเมินสถานการณ์และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที
ข้อสังเกตและความท้าทาย
ถึงแม้ข้อตกลงจะครอบคลุมและรัดกุมในหลายประเด็น แต่ความสำเร็จในการปฏิบัติจริงยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ
ประการแรก การมีประเทศสังเกตการณ์อย่างมาเลเซีย สหรัฐฯ และจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นดาบสองคม เพราะนอกจากจะช่วยสร้างแรงกดดันให้ทั้งสองฝ่ายเคารพข้อตกลงแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่ประเด็นชายแดนจะถูกโยงเข้าไปในเกมการแย่งชิงอิทธิพลของมหาอำนาจโลก
ประการที่สอง การตั้งกลไก ASEAN Observer และ RBC แสดงให้เห็นความพยายามใช้กลไกภูมิภาคในการจัดการข้อขัดแย้ง แต่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากลไกเหล่านี้จะมีอำนาจและบทบาทมากน้อยเพียงใด หรือจะเป็นเพียงเครื่องมือทางการทูตที่มีข้อจำกัด
ประการที่สาม การบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงในภาคสนามเป็นเรื่องที่ต้องจับตา เนื่องจากเหตุการณ์ในอดีตแสดงให้เห็นว่าความผิดพลาดหรือความเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อยสามารถจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงได้
ประการที่สี่ การงดเผยแพร่ข่าวปลอมและควบคุมกระแสความเกลียดชังในสังคม เป็นเรื่องที่ดีแต่ยากจะบังคับใช้ในยุคโซเชียลมีเดียที่ข้อมูลข่าวสารไหลลื่นรวดเร็วอย่างไร้ข้อจำกัด การสื่อสารเชิงรุกและความโปร่งใสจากรัฐบาลจึงมีบทบาทสำคัญ
ในขณะที่ความสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างผู้นำทหารระดับสูงของไทยและกัมพูชา ถือเป็นจุดแข็งสำคัญ เพราะช่วยลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลและเปิดช่องทางการแก้ไขปัญหาโดยตรง
การประชุม GBC ครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีของความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี การมีข้อตกลง 13 ข้อที่ครอบคลุมทั้งด้านการทหารและมนุษยธรรม ช่วยวางรากฐานให้เกิดความสงบอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะพิสูจน์ความสำเร็จของข้อตกลงนี้ คือการปฏิบัติจริงในพื้นที่และความต่อเนื่องของการติดตามตรวจสอบผ่านกลไกที่ถูกตั้งขึ้น ทั้งนี้ หากข้อตกลงเหล่านี้ได้รับการเคารพอย่างเคร่งครัด ก็จะช่วยเปิดทางสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ และช่วยให้ชายแดนแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพและความร่วมมือในอนาคต
----
ขอขอบคุณ ภาพประกอบจาก Reuters