7 July 2025
82
ในตำราทางเศรษฐศาสตร์ที่ผมเรียน จะแยกเนื้อหาออกเป็นสองภาคหลักๆ คือ เศรษฐศาสตร์มหภาค กับ เศรษฐศาสตร์จุลภาค มหาภาค ว่า ด้วยเรื่อง คนส่วนใหญ่ อาทิ ความยากจน แรงงาน อัตราภาษี การเงิน การธนาคาร และว่าด้วเรื่อง นโยบายเศรษฐกิจ โดยรวม อาทิ ปัญหาการว่างงาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน การลงทุนด้านศึกษา การปรับอัตราดอกเบี้ย เงินฝาก-เงินกู้ ฯลฯ
ส่วนเศรษฐศาสตร์จุลภาค ด้วยเรื่องการ ต้นทุน กำไร อุปทาน ( ความต้องการขาย) และอุปสงค์ ( ความต้องการซื้อ) เป็นเนื้อหาของการทำธุรกิจ การบริหารการค้าขาย การลงทุน รายรับ รายจ่าย และ มองโอกาส ตลาด การโฆษณาทำตลาด การพัฒนาบุคลากร และการจัดการทรัพยากร โดยรวมคือ เรื่ององค์กรธุรกิจ ผมจึงชอบวิชานี้มาก และ เป็นศาสตร์ที่สอนให้คน คิดเชิงคุณภาพ เห็นต้นทุนเห็นกำไรหรือ สิ่งที่ได้รับ ทำให้การใช้เงิน ใช้ทรัพยากร ใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพ หรือ มองอะไรก็เห็น โอกาส วิธีการ และผลลัพธ์ อยู่เสมอ นักเศรษฐศาสตร์จึงเป็น คนจำพวก ไม่ค่อยเพ้อเจ้อ มโนภาพ ลอยๆ
แต่ทั้งหมด กลับลงลึกไปในระดับครัวเรือน ไม่ได้ หรือ มองข้าม ศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรในระดับ ครัวเรือนและตัวผู้บริโภค ว่า ถ้ามีรายได้วันละ 300 บาท จะอยู่รอดอย่างไร ซึ่งมันอาจจะง่าย สำหรับ คนที่อยู่คนเดียว ถ้าบริหารผิดพลาด ใจแตก หลงลืม เผลอตัว ใช้เงินหมด ก็แค่นอนอด แต่ถ้าคนนั้น มีครอบครัว และเป็นคนเดียวที่รายได้ ( แน่นอน) มีลูกสักคน หรือสองคน จะบริหารอย่างไร ?
ค่ากับข้าว ในครัวเรือน ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารกลางวัน ลูกๆ ไปโรงเรียน ?
กับข้าว เหมือนอย่างที่ผมกินทุกวัน ต้องคำนวนออกมาเป็นยอด รายจ่าย เมื่อวานซื้อน้ำมันพืช กาแฟ น้ำมันหอย หมดไป 160 บาท เหลือเงิน 140 บาท เมื่อวาน ซื้อ หอม 2 กก. 100 บาทกับพริกแห้ง 50 บาท รวม 150 บาท เหลือ 150 บาท
เราจะใช้เงิน ที่เหลือวันละ 150 บาท อย่างไร ? ปลาทูเข่งละ 35 บาท พริก 20 บาท เนื้อหมู ขีดละ 20 บาท กินกันทั้งครอบครัว อย่างน้อยๆ ก็ 2 ขีด 40 บาท เหลือ 110 บาท ให้ลูกไปโรงเรียน คนละ 40 บาท รวมเป็น 80 บาท เหลือ 30 บาท สำหรับ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งมองยังไงก็ไม่พอ
ในอีกด้านหนึ่ง คือ มองยังไง ก็ลำบาก หรือ กดดัน หรือ เครียด หรือ ขาดความสุข ?
นี่แหละที่ผม หงุดหงิด กราดเกรี้ยวให้ รัฐบาล แทบทุกรัฐ หรือ นักการเมือง เพราะ คนที่เป็นผู้นำ ผู้บริหาร หรือ ข้าราชการ ที่มีหน้าที่ มีบทบาท กับเรื่องปากท้อง ชาวบ้าน จะต้องตระหนัก ว่า ประชาชน อยู่กันอย่างไร โชคดี บางพื้นที่ อาจจะมีข้าว มีกุ้งหอยปูปลา แต่หลายที่ ไม่มี หรือมีน้อย เพราะ ผืนดินถูกพลิก ถูกเปลี่ยน เป็น ไร่อ้อย มันสำปะหลัง ยูคาร์ลิปตัส ที่จำต้องลง เคมีอันตราย หรือ ทำลาย นิเวศ ความอุดมสมบูรณ์ ซ้ำเติมความยากจน ของตัวเองหนักไปอีก
เมื่อปีที่แล้ว มีโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ชื่อโครงการแก้จน ของ ม.ราชภัฏสุรินทร์ ลงมาทำงาน ผมพูดเรื่อง นี้แหละ ต้นเหตุหรือ ปัญหาความยากจน และทางแก้ทางออก ให้ทีมวิจัยฟัง โดยเฉพาะอาจารย์ ซึ่งก็ ยังเข้าไม่ถึง ความเข้าใจทั้งภาพนี้ได้ ทำให้ประเทศนี้ ค่อยๆ เสื่อมทรุด ล้มละลาย ไม่มีเงินงบประมาณ เพราะ เงินงบประมาณก็คือเงินที่มาจากภาษี มาจากรายได้ประชาชน ถ้าประชาชน มีชีวิตแบบนี้ ไม่มีทางมีเงินจ่ายภาษี
เมื่อวานผมหลุด ใส่อารมณ์ ตะคอกใส่เจ้าหน้าที่ธนาคาร ธกส. ที่โทรมาเร่งรัด ทวงหนี้ ว่า คุณไม่ดีตาม้าตาเรือหรอ ประเทศนี้ อยู่ในสภาพแบบไหน ไม่มีใครไม่อยากชำระหนี้ แต่ ฝืดเคืองชิบหาย... ? เพราะอะไร เพราะรัฐบาล ทำงานแบบคนง่อยๆ ทางปัญญา มีแต่ข่าว คอร์รัปชั่น ข่าวข้าราชการใช้เงินแบบถลุง สุรุ่ยสุร่าย เศรษฐกิจพัง ไม่เร่งรีบหาหนทาง ซึ่ง นโยบายการเงิน ดอกเบี้ย หนี้สิน ฯลฯ ก็เป็น มาตรการสำคัญ ที่ต้องเยียวยา
และ “คุณรู้ไหม๊ ?” ผมถาม คำถามสุดท้าย “บ้านเมืองนี้ กำลังจะรบกัน ใจคอไม่คิดจะให้ผม มีเงินสำรองติดตัวหรอ ?”
เวรกรรมมาก ที่เรามี ผู้นำ มีนักการเมือง มีหน่วยงาน ต่างๆ ที่ทำงานแบบไร้สมอง ไม่ดูเหตุการณ์บ้านเมือง ผู้นำ ที่ขาดทักษะความรู้ เล็กๆ แต่สำคัญ นั่นคือ ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ รายได้รายจ่าย ปากท้อง ความหวังและชีวิตคนจน หรือ นิเวเคลียส อิโคโนมิก ....