Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

คนละไม้คนละมือ ความหวังจากประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค เพื่อความยั่งยืนของทะเลไทย

คนละไม้คนละมือ ความหวังจากประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค เพื่อความยั่งยืนของทะเลไทย

29 April 2015

3983

การจับปลาไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจับปลาอย่างยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไปด้วยนี่สิ คือ เรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน ทุกภาคส่วน และนั่นคือความแตกต่างระหว่าง การประมงพื้นบ้านที่คำนึงถึงคุณค่าของท้องทะเล และการประมงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นเพื่อผลประโยชน์และการค้าโดยไม่สนใจว่าการประมงเกินขนาดจะทำให้เราไม่มีปลากินในอนาคตอันใกล้ แต่เราทุกคนสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับท้องทะเลของเราได้

ดังเช่นที่ ชาวชุมชนคั่นกระได สมาชิกและอาสาสมัครกรีนพีซ ได้ร่วมมือกันสร้างบ้านปลาและซ่อมแซมธนาคารปู ลงมือกันคนละไม้คนละมือ ทั้งผู้บริโภคอาหารทะเล และชาวประมง เพื่อรักษาความยั่งยืนของทะเลไทยเพื่อชาวไทยทุกคน

“ปล่อยหนึ่งจักเกิดแสน” นี่คือคำที่เป็นเสมือนกติกาชี้นำแนวทางประมงอย่างรับผิดชอบที่ยึดถือกันมาของชาวคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อระหว่างวันที่ 20-26 เมษายน ที่ผ่านมา อาสาสมัครและสมาชิกกรีนพีซได้มาร่วมเรียนรู้ถึงเจตนารมณ์นี้ร่วมกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสร้างรักให้ทะเล ตอนชุมชนปลาชุม  ถึงจะเป็นเพียงช่วงหนึ่งสัปดาห์ แต่ก็เป็นสัปดาห์ที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย จากการเป็นเพียงผู้บริโภคอาหารทะเล ได้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนชาวประมง ลงมือทำซั้งปลา และธนาคารปู อุปกรณ์เหล่านี้ต่างแลกมาด้วยหยาดเหงื่อซึ่งในการประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อฟื้นฟูท้องทะเล แต่ความพยายามเเหล่านี้ไม่เสียเปล่า เพราะได้พิสูจน์มาแล้วว่า จากที่ปลาในอ่าวคั่นกระไดเคยหายไปจนไม่สามารถประมงได้อีก ได้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการประมงที่เป็นมิตรต่อท้องทะเล

สร้างบ้านปลา ธนาคารปู ปล่อยหนึ่งจักเกิดแสน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเล

หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา อาสาสมัครกรีนพีซได้ใช้เวลาเตรียมอุปรณ์สำหรับสร้างบ้านปลา และซ่อมแซมธนาคารปู ซึ่งถือเป็นการซ่อมแซมธนาคารปูครั้งแรกในระยะเวลา 3 ปี โดยการเตรียมอุปกรณ์นั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด สำหรับทางชุมชนคั่นกระไดนั้นเลือกที่จะใช้ฐานเป็นปูน เพื่อป้องกันเรืออวนลาก และเครื่องมือทำลายล้างจากเรือประมงพาณิชย์อื่นๆ ที่อาจจะลากเอาซั้งปลาไป บ้านปลาของพี่น้องคั่นกระไดจึงมีฐานเป็นปูน งานที่ต้องทำเพื่อให้ได้บ้านปลาก็เริ่มตั้งแต่ การหล่อปูนลงบล็อก เคาะปูนออกจากแบบ ตัดไม้ไผ่ ร้อยเชือก ตัดทางมะพร้าว จำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้จำนวนมาก เพื่อที่จะได้มาซึ่งบ้านปลาจำนวนร่วม 100 ซั้ง

“ขอขอบคุณกรีนพีซที่ให้มีส่วนร่วมในการเตรียมงานในครั้งนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้วิถีชาวบ้าน กว่าเขาจะต่อสู้มาให้เป็นแบบนี้นั้นหนักมาก ทำให้เรารู้ว่าซั้งกอ ธนาคารปูเนี่ยเป็นอย่างไร มีวิธีการทำอย่างไร ได้รับรู้ว่าการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเลทำให้เกิดอะไรได้มากขึ้น เช่น หญ้าทะเล หอยจอบที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ” อัชลี สีม่วง หนึ่งในอาสาสมัครสาวผู้ทุ่มเทให้กับกิจกรรมนี้กล่าว

ส่วนธนาคารปูของชุมชนคั่นกระไดนั้นมีเอกลักษณ์ตรงที่ไม่ได้เป็นธนาคารปูบนฝั่ง แต่เป็นกระชังขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางทะเล แม่ปูจึงสามารถปล่อยไข่ลงสู่ท้องทะเลได้โดยตรง ถือเป็นการ “ปล่อยหนึ่ง เกิดแสน กินใช้อย่างยั่งยืน” และคืนความอุดสมบูรณ์ให้กับท้องทะเลได้โดยตรง ความเหนื่อยยากที่พวกเราได้สัมผัสนี้ทำให้เราเข้าใจได้ดีขึ้นถึงความเหนื่อยยากของชาวประมงที่มีวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพที่พึ่งพาท้องทะเล รวมถึงอนุรักษ์ท้องทะเล เนื่องจากพวกเขาเห็นความสำคัญของทะเล ซึ่งเป็นเสมือนชีวิต หล่อเลี้ยงปากท้องของชาวประมง และเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของชาวไทยทุกคน

“การประมงพื้นบ้าน คือวิถีประมงที่ยั่งยืน มีผลิตภัณฑ์จากทะเลให้ได้กินได้ใช้อย่างไม่จบสิ้น การได้มาช่วยชุมชนคั่นกระไดครั้งนี้ทำให้ได้เห็นว่าชุมชนที่นี่หวงแหนทะเลมากแค่ไหน  อิ่มเอิบใจที่ได้ทำงานร่วมกับชุมชนที่เข้มแข็ง สามัคคี และต้องการปกป้องท้องทะเล” อานันท์ นาคนงนุช หนึ่งในอาสาสมัครชาวประจวบคีรีขันธ์ กล่าว

ยุติการประมงเกินขนาด และการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง ปกป้องระบบนิเวศทางทะเล

นอกเหนือจากการฟื้นฟูแล้ว ปัจจัยที่ทำให้ชุมชนคั่นกระไดสามารถคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับท้องทะเลได้ ก็คือความเข้มแข็งของชุมชนที่ร่วมมือกันหยุดการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง และพยายามปกป้องอ่าวบริเวณบ้านของตนเพื่อให้สัตว์น้ำได้ฟื้นตัวอย่างแท้จริง “ปลาที่ลดน้อยลง เกิดจากการที่เราใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายล้างมากขึ้น แต่สาเหตุหลักที่แท้จริงคือการทำงานของภาครัฐที่ไม่นำกฎหมายมาใช้อย่างเคร่งครัด การท่องเที่ยวจะหมดเสน่ห์ถ้าไม่มีอาหารทะเล ทุกวันนี้เราต่อสู้เพื่อความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่รัฐต้องการแก้กฎหมายทะเลเอนเอียงตามบริษัทขนาดใหญ่ ดังเช่นกรณี บริษัทส่งออกปลาทูน่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทุกครั้งที่มีการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้างไม่ว่าจะเป็นอวนลาก อวนรุน หรืออวนตาถี่ นั่นคือความเจ็บปวดของชาวประมงพื้นบ้าน วันนี้เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน แก้การโฆษณาว่ากินลูกปลาตัวได้แคลเซียม แต่เมื่อไรที่เราไม่กินลูกปลา สัตว์น้ำจะมีโอกาสได้โต โดยที่ไม่ถูกตัดตอนวงจรชีวิต อยากให้สังคมภายนอกได้รู้เรื่องของเรา ว่าเราสู้เพื่อความยั่งยืนของท้องทะเลอย่างไรบ้าง” พี่ปิยะ เทศแย้ม  นายกสมาคมประมงพื้นบ้านทุ่งน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าว

เมื่อได้มาเรียนรู้ถึงปัญหาที่อันมีสาเหตุมาจากการประมงเกินขนาดที่แสนแตกต่างจากการวิถีการประมงพื้นบ้านอย่างสิ้นเชิง อาสาสมัครของเราได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีนี้ว่า “ประมงทำลายล้างนั้นเป็นการเอาทุกอย่างขึ้นจากทะเล แม้จะใช้ไม่คุ้มก็ยังนำขึ้นมาใช้  เพราะประมงแบบทำลายล้างมีพื้นฐานมาจากความโลภ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของบริษัทใหญ่เพียงกลุ่มเดียว”

อานันท์ นาคนงนุช กล่าว

ผู้บริโภค คือ ผู้กำหนดอนาคตท้องทะเลไทย

หลายคนอาจกำลังไม่รู้ว่า อาหารทะเลที่เรากำลังกินนั้นอาจมาจากบาดแผลสร้างให้กับท้องทะเล โดยเครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง และผู้บริโภคกลายเป็นผู้ทำร้ายท้องทะเลโดยไม่รู้ตัว เมื่อลูกปลาที่ถูกจับมานั้นมีคนซื้อ และเป็นที่ต้องการของตลาด ก็จะมีผู้จับไปสนองผู้บริโภค แต่หากผู้บริโภคทุกคนร่วมกันหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลิกรับประทานลูกปลา ปูไข่ และปลาใกล้สูญพันธุ์ อนาคตของทะเลก็จะยั่งยืน มีอาหารทะเลให้เราได้กินได้ใช้กันไปอีกนานแสนนาน

“อยากให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมในการเลือกซื้อหันมาใส่ใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเลือกซื้อปลาทู ไม่สนับสนุนให้ซื้อปลาทูตัวเล็ก หากไม่มีผู้บริโภคซื้อ แม่ค้าคนกลางก็คงจะไม่นำมาขาย ต่อไปนี้ส่วนตัวเราเองคงคิดมากขึ้นก่อนซื้อของทะเล  ไม่เลือกกินปลาเล็ก ปูไข่ เริ่มทำจากตัวเราแล้วบอกต่อยังคนรอบข้าง” อัชลี สีม่วง กล่าวเสริม

หลังจากเตรียมอุปกรณ์เสร็จแล้ว สมาชิกกรีนพีซก็ตามมาสมทบ ร่วมกันทำธนาคารปู และประกอบบ้านปลาจนเสร็จสิ้น แต่การขนย้ายบ้านปลาซึ่งมีน้ำหนักเกือบ 100 กิโลกรัมต่อซั้ง แต่ธนาคารปูขนาดมหึมานั้นต้องใช้กำลังมา แต่มีสิ่งที่เราไม่คาดคิดเกิดขึ้นคือมีกลุ่มพี่ทหารที่เดินทางผ่านพอดี ได้เห็นพวกเรากำลังวุ่นกับการขนย้ายปูน จึงแวะมาช่วย ทำให้กิจกรรมครั้งนี้สำเร็จได้เร็วขึ้น “ในขณะนี้ท้องทะเลกำลังเสื่อมโทรม และกิจกรรมนี้เป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูท้องทะเลที่ดีที่เราทุกคนควรสนับสนุน” ตัวแทนจากหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ กล่าว

ในเช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่น้ำกำลังขึ้นเต็มที่ พวกเราก็ได้ออกเรือกันไปวางบ้านปลาในจุดต่างๆ และปล่อยแม่ปูลงในธนาคารปู กลางอ่าวคั่นกระได อนาคตที่ยั่งยืนของท้องทะเลกำลังก่อเกิดขึ้น กลุ่มเด็กเลี้ยงปูของชุมชนก็ได้แวะเวียนมาเล่นกับธนาคารปู นำปลามาเป็นอาหารให้กับปู และเล่าให้พวกเราฟังว่า ถ้าจับติดแม่ปูไข่มาก็จะจับมาใส่ธนาคาร ให้แม่ปูเคลียร์ไข่เสร็จก่อน แม่ปูไข่จะมีระยะเวลาฟักไข่ ซึ่งจะประมาณ  7 วัน กลุ่มเด็กเลี้ยงปูจะผลัดกันไปดูแล ที่กระชังปูมีเลี้ยงหอยแมลงภู่ข้างล่างด้วย ประมาณ 3 เดือนก็สามารถนำมาขายได้

“เราเห็นว่าทะเลมีความเปลี่ยนไป จากที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับมีความหลากหลายทางธรรมชาติลดลงจากเวลาไม่เกิน 20 ปี อาหารทะเลในเชิงพาณิชย์เพื่อการส่งออกทำให้เกิดการประมงแบบทำลายล้าง ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะสร้างสมดุลระหว่างการประมงพื้นบ้าน และประมงพาณิชย์ที่ทำลายล้างได้อย่างไร เราควรสร้างความเข้าใจระหว่างคนกลางที่อยู่ระหว่างผู้บริโภคและผู้จับ ให้เลือกเฉพาะปลาที่ได้มาจากการจับอย่างรับผิดชอบ หากคนไทยหันมาตระหนักถึงเรื่องนี้ หันมาเป็นผู้บริโภคที่มีคุณภาพ ซื้ออาหารทะเลจากแหล่งที่ไม่ทำร้ายท้องทะเล ก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้” พี่นันทิยา ศรีเทพ หนึ่งในสมาชิกกรีนพีซผู้เป็นเกษตรกรเดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีกล่าว

ไม่เพียงแค่การหันมาร่วมกิจกรรมฟื้นฟูทะเลแบบนี้เท่านั้น แต่ผู้บริโภคคือตัวแปรสำคัญหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมอาหารทะเล ซึ่งมีอิทธิพลมากพอที่จะยุติการทำร้ายทะเลและสร้างความยั่งยืนให้กับท้องทะเลได้ ผ่านการเผยแพร่ความรู้ และเลือกกินเลือกใช้อย่างถูกต้อง โดยที่เริ่มต้นจากตัวเราไม่ว่าจะเป็นผู้จับหรือผู้กิน พี่จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ตัวแทนชุมชนคั่นกระได ได้กล่าวถึงการเข้ามาทำกิจกรรมของทุกคนในครั้งนี้ว่า “รู้สึกดีใจที่คนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม เห็นประโยชน์ในสิ่งที่เราทำ ได้เห็นว่าผู้บริโภคที่กินใช้ทรัพยากรทางทะเลยังมีจิตสำนึกในการปกป้องทะเลไม่ใช่การซื้อแต่เพียงอย่างเดียว ทรัพยากรเริ่มน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การที่เราใช้เครื่องมืออะไรสักอย่างอยากให้นึกถึงระบบนิเวศทางทะเล ว่าเรามีบ้านมีครอบครัว มีวิถีชีวิตได้เพราะทะเล อยากให้เราทำอะไรคืนให้กลับท้องทะเลบ้าง สิ่งสำคัญคือเริ่มต้นที่ตัวเรา อนุรักษ์อย่างจริงจังไม่ใช่เพื่อกอบโกย แต่เป็นการอนุรักษ์เพื่อให้ปลาได้พักได้อาศัย สิ่งที่เราทำนั้นเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรก และเราทำอย่างต่อเนื่องที่นี่มีการวางซั้งอย่างน้อยปีละสามครั้ง รวมถึงมีการดูแล ป้องกันไม่ให้เครื่องมือแบบทำลายล้างเข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์อย่างผิดๆ เช่น การล้อมซั้งที่กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงหน้าดินไป ห้ามการใช้อวนตาถี่ แต่เราไม่ได้ห้ามการจับแบบไม่ทำลายล้าง บางครั้งก็รู้สึกท้อที่ผู้ที่ไม่ได้อนุรักษ์กลับมาใช้ผลประโยชน์ แต่เราต้องทำต่อไปเพื่อท้องทะเลและวิถีชีวิตของเรา อยากให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนด้วย เพราะผู้บริโภคก็เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการ”

ขอขอบคุณทุกความร่วมมือจากชาวชุมชนคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงสมาชิกและอาสาสมัครกรีนพีซทุกท่าน ที่ร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลไทย เพื่อให้เราได้มีปลากินกันอย่างยั่งยืน ปล่อยหนึ่งจักเกิดแสน คงจะเป็นอีกคำที่ตราตรึงอยู่ในใจเราทุกคน พร้อมกับคำมั่นที่เรามอบให้กับท้องทะเลว่า อย่างน้อยจากนี้ต่อไป เราจะไม่กินลูกปลา ปูไข่ และใส่ใจนึกถึงท้องทะเลทุกครั้งก่อนเลือกซื้อบริโภคอาหารทะเล ภารกิจสร้างรักให้ทะเล ตอนชุมชนปลาชุม จบลงไปด้วยความประทับใจ แต่การต่อสู้เพื่อความยั่งยืนของท้องทะเลยังไม่สิ้นสุดลง และคงไม่มีวันสิ้นสุดหากขาดการร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาวประมง ผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐผู้กำหนดกฎหมาย จำเป็นต้องอุดช่องโหว่งของกฎหมาย กำหนดกฏหมายที่คำนึงถึงความยั่งยืนของท้องทะเล มีการบังคับใช้บทลงโทษ และปรับเปลี่ยนกฏหมายที่ให้ไม่เอื้อต่ออุตสาหกรรมการประมงทำลายล้างขนาดใหญ่ที่เป็นต้นเหตุหลักของปัญหา และทำให้ผู้บริโภคตกเป็นผู้สร้างบาดแผลให้กับท้องทะเลโดยที่ไม่รู้ตัว


Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ -- เมษายน 27, 2558 ที่ 17:30


ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/52723/


Recent posts