ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ปล่อยหนึ่งจักเกิดแสน ชุมชนคั่นกระไดกับการประมงพื้นบ้าน ทางออกเพื่อความยั่งยืนของท้องทะเล

ปล่อยหนึ่งจักเกิดแสน ชุมชนคั่นกระไดกับการประมงพื้นบ้าน ทางออกเพื่อความยั่งยืนของท้องทะเล

23 April 2015

5154

เคยสงสัยไหมคะว่า เหตุใดอาหารทะเลจึงแพงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ปลาก็ตัวเล็กลงเรื่อยๆ ปลาในทะเลของเรากำลังหายไปไหน ทำไมทะเลที่แสนกว้างใหญ่จึงเหลือปลาน้อยลง?

 

 

คำตอบที่เราค้นหาไม่ใช่สิ่งลี้ลับอย่างสัตว์ประหลาดที่กว้านกินปลาใต้ผืนมหาสมุทร แต่เกิดจากการประมงเกินขนาดอันเนื่องมาจากอุตสาหกรรมการประมงที่เน้นการจับปลาปริมาณมากด้วยเครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง จนกระทั่งระบบนิเวศถูกทำลาย ปลาไม่มีโอกาสได้เติบโตฟื้นตัวทัน และแม้แต่สัตว์น้ำที่ไม่ใช่ปลาเศรษฐกิจเป้าหมาย อาทิ เต่าทะเล โลมา วาฬ และฉลาม ก็เป็นเหยื่อให้กับการประมงอย่างขาดความรับผิดชอบต่อท้องทะเล การประมงเกินขนาดและการประมงแบบทำลายล้างนี้ นอกจากจะเป็นการตักตวงผลประโยชน์จากท้องทะเลอันเป็นสมบัติของเราทุกคนแล้ว ยังทำให้สัตว์น้ำหลายชนิดใกล้สูญพันธุ์ โดยที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างพวกเราเป็นหนึ่งในตัวการนั้นเนื่องจากเราเป็นผู้กินปลาที่จับมาอย่างไม่คำนึงถึงท้องทะเล

ทางออกไม่ใช่การเลิกกินปลา เพราะปลายังคงเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของโลก  ทางออกเพื่อความยั่งยืนของท้องทะเล คือ การประมงพื้นบ้านที่จับปลาอย่างเห็นคุณค่าของทะเล และฟื้นฟูท้องทะเลเพื่ออนุรักษ์ให้มีปลาสำหรับชนรุ่นหลัง

 

ชุมชนคั่นกระได จากที่ปลาเคยหายไป และการฟื้นฟู

เชื่อหรือไม่ว่า จะมีชุมชนหนึ่งซึ่งเคยประมงด้วยอวนตาถี่ จับปลาเล็กปลาน้อยจนกระทั่งอ่าวของตนไม่มีปลา จนต้องไปแย่งปลาของอ่าวอื่น ทำให้โดนไล่กลับมา และในที่สุดก็สามารถฟื้นฟูทะเลบ้านของตนเองให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการประมงที่เป็นมิตรต่อท้องทะเล

 

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของชุมชนอ่าวคั่นกระได

เดิมทีพี่น้องชาวคั่นกระไดก็ทำประมงด้วยรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากชุมชน หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ คือ เมื่อเหลือแต่ปลาที่มีขนาดเล็กลง ก็ลดขนาดตาของอวนตาม จาก 2.9 เซนติเมตร เหลือ 2 เซนติเมตร จนกระทั่งในปี 2551 เกิดวิกฤตปลาเริ่มหมดไปจากอ่าวคั่นกระได ไม่สามารถจับปลาได้ เนื่องจากลูกปลาถูกจับไปจนหมดไม่หลงเหลือให้เติบโตและขยายพันธุ์ ต้องออกไปจับปลาที่เขตบางสะพานน้อย และถูกชุมชนที่นั่นคัดค้านขับไล่ หลังจากนั้นชุมชนจึงหันมารวมตัวคุยกันถึงปัญหา โดยที่มีสมาคมรักษ์ทะเลไทยเป็นผู้แนะนำ หัวใจหลักของการฟื้นฟูมีวิธีการหลักสามวิธีด้วยกัน คือ

1. เลิกการใช้อวนตาถี่ที่คร่าชีวิตลูกปลา

เมื่อทางชุมชนลองงดใช้สัก 3 เดือน ปรากฎว่าได้ผล จึงมีตั้งกติกาตกลงกันว่าเลิกใช้อวนตาถี่ล้อมจับปลา จวบจนปัจจุบัน

2. แนวทางอนุรักษ์ฟื้นฟู ด้วยธนาคารปู และซั้งกอบ้านปลา

แนวความคิดการทำธนาคารปู และซั้งกอบ้านปลานั้น เกิดจากการเรียนรู้รูปแบบการทำซั้งจากชุมชนท่าศาลา ผสมกับการล่อปลาของเรือประมงพานิชย์ ซึ่งเป็นวิธีที่ล่อปลาเพื่อจับปลา และซั้งของคั่นกระไดนี้เป็นการล่อให้ได้อยู่อาศัยและขยายพันธุ์ อีกทั้งยังกำหนดไว้ว่า ห้ามล้อมจับซั้งซึ่งจะไม่ต่างจากการทำร้ายปลา แต่จับได้เฉพาะปลาที่อยู่รอบซั้ง หลังจากวางซั้งเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็เห็นผลทันทีว่ามีฝูงปลาทู และปลาทะเลเข้ามาอยู่อาศัย

3. เฝ้าระวังไม่ให้เรือพานิชย์เข้ามาจับ

เมื่อปลากลับมาชุกชุม สิ่งที่ตามมาก็คือเรือประมงพานิชย์พร้อมด้วยเครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง เหมือนกับการที่เรือประเภทนี้เข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากสิ่งที่ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟู

 

 

ธรรมชาติเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เมื่อให้เวลาธรรมชาติเยียวยา ก็สามารถฟื้นตัวได้ และเปลี่ยนท้องทะเลที่ปลาหมดเป็นความอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ชุมชนคั่นกระไดสามารถฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลได้อย่างสำเร็จ คือความร่วมมือร่วมใจอย่างแข็งขันของชุมชน มีการสร้างกติกาชุมชนร่วมกัน

“เราคิดว่าการกินแม่ปูตัวหนึ่ง เท่ากับการฆ่าลูกปู 100,000 ตัว หรือปล่อยหนึ่งจักเกิดแสน ถ้าทุกคนทำแบบนี้ได้ ท้องทะเลจะยั่งยืน” พี่สมพงษ์ ปานน้อย สมาชิกสมาคมประมงพื้นบ้านอ่าวคั่นกระได กล่าว

 

 

แม้แต่เด็กในชุมชนเองก็เป็นหัวใจสำคัญในการร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟู โดยมีการจัดตั้งกลุ่ม “เด็กเลี้ยงปู” ขึ้น สำหรับเยาวชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการดูแลปูและท้องทะเล ซึ่งขณะนี้มีเด็กร่วมกลุ่มทั้งหมด 30 คน ช่วยกันเลี้ยงดูให้อาหารปู ให้เขาได้รู้จักถึงคุณค่าชีวิตของแม่ปูตัวหนึ่งว่าสามารถให้กำเนิดลูกปูได้ 100,000 ตัว และเมื่อนำปูที่วางไข่แล้วไปขายก็ได้เงินกลับมาออมพรัพย์ “ลูกชายผมไม่เคยเอาแม่ปูมาขาย ยึดถือเป็นกติกาของตนเอง อยากเห็นคนเคารพกฎกติกาเหมือนกับที่นี่ ถ้าทุกชุมชนมีกฎกติกาเหมือนกัน ก็ไม่ต้องแย่งชิงกัน” หนึ่งในตัวแทนชุมชนคั่นกระไดกล่าว

“จากที่เคยไม่มีปลา ปัจจุบันสามารถจับได้มากถึง 1,000 กิโลกรัม ต่อวันต่อลำ หากเทียบตามราคาแล้ว ปลาขนาดเล็ก หรือที่เราเรียกว่า ปลาเป็ดปลาไก่นั้น เมื่อนำมาขายจะได้ราคาเพียงกิโลกรัมละ 5 บาท แต่มีปลาเป็นนับพันตัว ขณะที่หากขายปลาที่โตเต็มวัน จะได้กิโลกรัมละ 100 บาทขึ้นไป โดยที่เป็นปลาตัวโตเต็มวัยเพียงแค่ 13 ตัว แต่อุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟูอนุรักษ์คือเรือประมงแบบทำลายล้าง ปัญหาอยู่ที่เจ้าหน้าที่กับกฎหมายที่ขาดการบังคับใช้ หากมีกฎหมายห้ามการครอบครองเครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง ทะเลไทยจะกลับมาอุดมสมบูรณ์อย่างแน่นอน” พี่สมพงษ์ ปานน้อย กล่าวเสริม

ในบริเวณที่ท้องทะเลสงบและสวยงามอย่างที่นี่ ชุมชนยังเล่าอีกว่ามักพบวาฬบรูด้า และโลมาสีชมพู บ้างก็มีฉลามหัวค้อน พบเห็นอยู่เป็นประจำ สัตว์ทะเลมหัศจรรย์เหล่านี้คงเป็นหลักฐานที่ดีถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลอ่าวคั่นกระได จากการที่ไม่มีเครื่องมือประมงที่ทำร้ายพวกเขา สิ่งที่ชุมชนได้สร้างการเปลี่ยนแปลงถือเป็นชัยชนะของท้องทะเลที่เอื้อประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งต่อชุมชน ต่อทะเล และต่อผู้บริโภคที่ไม่ต้องกลายเป็นผู้ร้ายทำลายท้องทะเลโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ใช่แต่เพียงชุมชนเท่านั้นที่คืนอนาคตให้กับท้องทะเลได้ แต่ผู้บริโภคอย่างเราเองคือผู้ที่มีอิทธิพลในการช่วยกำหนดชะตาท้องทะเล ซึ่งพี่สมพงษ์ ปานน้อย ยังได้ฝากถึงผู้บริโภคว่า “ถ้าไม่ซื้อปูไข่ ปูไข่ก็ขายไม่ได้ ลูกปูก็ได้เกิด เช่นเดียวกับปลาตัวเล็กที่ยังไม่โตเต็มวัย เท่านี้ก็ช่วยลูกปูลูกปลาได้แล้ว ชาวประมงขอได้ไหมว่าอย่ากินเลย เพราะเป็นการส่งเสริมการฆ่าลูกปูลูกปลา หากปล่อยให้เติบโตก็จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อท้องทะเลมากขึ้น” เรื่องง่ายๆ เช่นนี้ คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องทะเลอย่างยั่งยืนได้ ดังที่ชุมชนคั่นกระไดกล่าวไว้ว่า ปล่อยหนึ่งจักเกิดแสน เพราะทะเลเป็นของเราทุกคน หากทุกคนร่วมมือกันจะสามารถแก้วิกฤตทะเลได้อย่างแน่นอน

 

ติดตามกิจกรรมของกรีนพีซกับชุมชนคั่นกระได้เร็วๆ นี้

 

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ -- เมษายน 21, 2558 ที่ 15:42

 

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/52656/

 
 

Recent posts