ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

พลังหมุนเวียนทำได้! Co2 คงที่ แต่เศรษฐกิจโลกโตขึ้น

พลังหมุนเวียนทำได้! Co2 คงที่ แต่เศรษฐกิจโลกโตขึ้น

24 March 2015

3233

เป็นครั้งแรกในช่วง 40 ปีที่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญนั้น มีอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่คงที่ ทั้งที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกนั้นสูงขึ้นร้อยละ 3 เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน!

 

ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ได้รายงานถึงข่าวดีนี้ โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 32.3 พันล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับในปี 2556 ข้อมูลที่ IEA เสนอนี้เป็นหลักฐานที่ดีว่าการกู้วิกฤตโลกร้อนโดยเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนนั้นกำลังเห็นผล “ข้อมูลนี้ทำให้ผมรสึกมีความหวังว่ามนุษย์สามารถร่วมมือกันกอบกู้วิกฤตโลกร้อน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดที่เรากำลังเผชิญ” เฟธ ไบรอล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการบริหาร IEA ในอนาคตกล่าว ข้อมูลรายละเอียดการวิเคราะห์ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดย IEA นั้นจะพร้อมเผยแพร่ในรายงานพิเศษเกี่ยวกับพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ประมาณเดือนมิถุนายนนี้

ตัวแปรสำคัญในความสำเร็จระดับโลกนี้คือ พลังงานหมุนเวียน และความร่วมมือลดการใช้พลังงานฟอสซิลจากทั่วโลก ซึ่งผลดีนั้นก็ตกอยู่กับแต่ละประเทศที่สามารถลดมลพิษในประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นลดถึงร้อยละ 2 ในปี 2557 ซึ่งทาง IEA วิเคราะห์ว่าเป็นผลมาจากการที่จีนหันมาใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ ขณะที่ลดการเผาผลาญถ่านหินลงถึงร้อยละ 2.9 เป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษ ขณะที่เศรษฐกิจโตขึ้นร้อยละ 7.4 ส่วนประเทศในยุโรปนั้นจะเน้นไปที่การพัฒนาการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืนและมั่นคง ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นก๊าซเรือนกระจกลดลงเป็นครั้งที่ 7 ในช่วง 23 ปี โดยที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งใหม่ร้อยละ 32 พลังงานลมร้อยละ 23 นอกจากนี้เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มองค์กรความร่วมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ได้โตขึ้นเกือบร้อยละ 7 ขณะที่ก๊าซเรือนกระจกลดลงร้อยละ 4 

ในอดีตปริมาณก๊าซเรือนกระจกก็เคยลดลงเช่นกันในช่วงปี 2523-2532 ปี 2535 และปี 2552 ทว่าในแต่ละครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ในปี 2557 นี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้นร้อยละ 3  

 
สัดส่วนส่วนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ถูกปิดตัวลงและสร้างใหม่
ขอบคุณข้อมูลจาก Sierra Club
 

ล่าสุด Sierra Club ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เก็บรวบรวมข้อมูลสถิติเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และได้เสนอรายงานอย่างละเอียด เผยว่าตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา เมื่อมีการโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นใหม่ 1 โรง จะมีโครงการโรงไฟฟ้า 2 โครงการถูกยกเลิกไป แม้แต่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Citi และGoldman Sachs ยังได้เตือนถึงขาลงของอุตสาหกรรมถ่านหินนี้ และสถิตินี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนที่ดีสำหรับผู้ที่ยังคงเชื่อว่าอุตสาหกรรมถ่านหินนั้นยังเฟื่องฟูเหมือนกับในยุคก่อนๆ

ตั้งแต่ปี 2553 สหรัฐอเมริกาได้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินไปทั้งสิ้น 187 โรง เนื่องจากเสียงคัดค้านจากชุมชนด้านผลกระทบทางมลพิษ ส่วนที่ยุโรปนั้น สัดส่วนการยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อการอนุมัติโครงการใหม่ต่างกันที่ร้อยละ 22 แต่ที่โดดเด่นที่สุดคงเป็นสหราชอาณาจักร ที่รัฐบาลจากสามพรรคการเมืองหลักออกมาประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและยุติการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า

 
กังหันลมผลิตไฟฟ้าภายในหอไอเฟล
 

นอกจากการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานหมุนเวียนแล้ว ยังมีเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย อาทิ การกังหันลมผลิตไฟฟ้า 10,000 กิโลวัตต์ให้กับหอไอเฟล การติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับมัสยิด 6,000 แห่งของประเทศจอร์แดน และเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สุดล้ำที่จะเดินทางไปรอบโลก[] เพื่อรณรงค์ให้รัฐบาลต่างๆ ตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือแม้แต่การแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของบริษัทยักษ์ใหญ่

 
เครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สุดล้ำที่จะเดินทางไปรอบโลก
 

การที่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นนี้ ถือเป็นข่าวดีจากการร่วมมือกันของหลายประเทศทั่วโลก แต่มิได้หมายความว่าเราสามารถละเลยหันกลับไปใช้พลังงานฟอสซิลอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต รวมถึงสัดส่วนการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นก็ยังไม่น่าวางใจ เนื่องจากยังมีอีกหลายโครงการทั่วโลกที่ผ่านการอนุมัติแล้ว ผลิตไฟฟ้ากว่า 1,000 เมกะวัตต์ แม้จะไม่สามารถปลุกยุคถ่านหินให้กลับมาเฟื่องฟูแต่ก็เพียงพอที่จะสร้างมลพิษและทำลายสุขภาพของคนทั่วโลก อย่างไรก็ตามข่าวนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในการผลักดันการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และหยุดยั้งการเกิดขึ้นใหม่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะเป็นภัยคุกคามสภาพภูมิอากาศของโลกต่อไป

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ -- มีนาคม 24, 2558 ที่ 15:24
 
ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/co2/blog/52406/
 

Recent posts