21 October 2022
769
มี 2-3 เรื่องที่ผมวนเวียนพูด ทุกปี ส่วนหนึ่งก็เพื่อทำให้ตัวเองตระหนักและเข้าใจกระจ่างแจ้ง อีกส่วน ก็เพื่อให้เพื่อน พี่น้อง เรามองเห็น หรือ เข้าใจ อย่างที่ผมเข้าใจ เพื่อจะได้ ก้าวไปด้วยกัน
เราชาวบ้านรู้จัก “พื้นที่ซื้อขาย” ว่า ตลาด และมโนภาพตลาด คือที่ ที่คนเอาของสารพัดมาเจอกัน มาขาย มาซื้อ ณ สถานที่ใด สถานที่หนึ่ง ตลาดจึงเป็นทั้งพื้นที่ซื้อ-ขาย และเป็นสัญลักษณ์ สะท้อนสภาพเศรษฐกิจของบ้านเมือง ประชาชน ความอยู่ดีกินดี ความมั่งคั่งรุ่งเรือง สะท้อนความสุข สะท้อนการปกครอง สะท้อนมโนธรรมคุณธรรมของคนในสังคม
ปัญหาสำคัญ คือ คนไทย หรือชาวบ้าน มีวิถียึดโยงกับความเชื่อ บุญกรรม ซึ่งกำไร คือ กิเลส กำไรคือการหาประโยชน์ น่าละอาย ทำให้คนไทยไม่นิยม ทำการค้า ปรารถนาเป็น “เจ้านาย” หรือ รับราชการ ชอบงานเกษตร จึงตอบรับมโนภาพของรัฐ จำพวก เศรษฐกิจพอเพียง พออยู่พอกิน เงินทองของมายา ฯลฯ อะไรแบบนี้ได้ง่าย ระบบเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศนี้จึงจบลงที่ขนผลผลิตมาที่ลาน หรือ ล้ง การพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม จึงเป็นไปได้ล่าช้า แต่ปัจจุบันนี้ คนรุ่นใหม่ๆ เริ่มหันมาสนใจการทำธุรกิจมากขึ้น
การทำสินค้า หรือ ผลิตภัณฑ์ แม้ปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นเรื่องใหม่ ยังผจญอุปสรรคสำคัญหลายอย่าง อาทิ ทำอะไร ทำยังไง ขายที่ไหน ขายให้ใคร ทุนจากไหน บริหารจัดการยังไง กฎหมายเอื้ออำนวยแค่ไหน ฯลฯ ทุกอย่างล้วนเป็นปัญหาสำคัญ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมลงไป สำรวจความคิดและชวนคิด ก่อการ จับมือ สร้างสินค้า สร้างตลาด ระดับล่าง กับเพื่อนพี่น้อง ทางภาคใต้ ซึ่ง ก็ยังพบว่า ไม่ต่างจากส่วนอื่นๆ คือ ผลผลิตที่ทำมาได้ ก็ขนไปขายที่ ล้ง ราคาแล้วแต่ ล้งกำหนด และเมื่อชวนคิดชวนคุย ชวนทำแปรรูป เป็นไวน์ คำถามและความวิตกก็คล้ายกับทางภาคเหนือ คือ สรรพสามิต ไม่อนุญาต นี่ยังไม่รวมถึงปัญหา พื้นฐานสำคัญคือ ตลาด หรือการแข่งขันทางการค้า
ปัญหาของ รัฐ ที่อุดมไปด้วยทัศนคติ “ลบ” กับชาวบ้าน ที่ยึดกุมกฎหมายที่กีดกัน กดทับ โอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุย สะท้อน และต่อสู้กันไปอีกยาวนาน แต่ปัญหาพื้นฐานเรื่องการ สร้างอำนาจต่อรอง หรือ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ตัวเอง นี่ก็ยังน้อยมาก ทั้งๆ ที่ภาคใต้หรือ ภาคเหนือ คือ แหล่งท่องเที่ยว หมายถึง มีเงิน มีคนเข้ามาจับจ่าย ท่องเที่ยวเยอะมาก แต่ โอกาสการตักตวงหรือได้อานิสงส์ กลับยังไม่เกิดขึ้นหรือไม่ถึงมือประชาชนหรือชาวบ้าน อย่างเป็นรูปธรรม สถานที่เป็นของทุน สินค้าเป็นของทุน และผูกขาดไม่กี่ทุนมายาวนาน
ประเด็นของที่พยายามเปิดช่องทาง ชวนคิดชวนทำคือ ทำอย่างไร ให้เราเข้าถึงโอกาส ทำอย่างไรให้เราพัฒนาศักยภาพในการปลูก แปรรูป และทำตลาด ที่สำคัญกว่านั้น คือ ปลดปล่อยตัวเองออกจากการครอบงำทางวัฒนธรรมบริโภค ที่ทุนเป็นผู้กำหนด
ผมชอบเพื่อน พี่น้อง ชาวใต้ อยู่เรื่องหนึ่ง คือ พอเรื่องความมีตัวตน ความภูมิในใจตัวตน ความขบถต่อกระแส และชวนสร้าง อัตลักษณ์ใหม่ ในรูปแบบสินค้า ค่านิยม ในดวงตา มีความตอบรับสูง มีความเข้าใจทันที ต่างจาก ปรากฏการณ์ทางภาคเหนือ หรือ อีสาน ซึ่งยังนิ่งๆ เฉยๆ เหมือนธุระไม่ใช่
งานสร้างตลาด หรือ การจัดงานอีเว้น ( Event) เป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่จะกระตุ้นแรงบันดาลใจ กระตุ้นความนึกคิด จินตภาพ “ปลายน้ำ” ของวิถีการผลิตภาคเกษตร คือ แปรรูปและตลาด กรณี งานเทศกาลดนตรี หรือ งานแค้มปิ้ง แค้มโฟล์ค อะไรๆ ที่ผมเวียนจัด ก็เพื่อให้ ผู้ซื้อ มาพบกับ ผู้ขาย ดนตรีก็เป็นสินค้า เป็นแรงจูงใจ และในนั้น ก็มีทุกอย่าง ข้าวปลา อาหาร เครื่องดื่ม ขนม เครื่องประดับ ของฝาก
เราเป็นประเทศยากจนที่ซ้ำเติมความจน (ของตัวเอง) เพราะเราไม่นิยมซื้อสินค้าของเราเอง ผมทำไวน์มาหลายปี จดจำได้ ว่าใครซื้อ ใครนิยม ใครคนนั้น มาจากไหน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ คนในพื้นที่ คนไทย คนจน คนส่วนใหญ่ ยังนิยมเข้าเมือง เดินห้าง ซื้อของจากโรงงาน จากทุนใหญ่ และนิยมดื่มกิน เหล้าเบียร์ ยี่ห้อดัง ตามร้านสะดวกซื้อ
เรา ตัวตนเรา ผลิตภัณฑ์สินค้าของเรา และแบรนด์บ้านนอก ของเรา ยังมืดมนไปอีกนับนาน ผมจึงจัดงานแบบนี้มาทุกปี แม้จะมีคนเที่ยวน้อยมาก กระนั้น ก็ยังเชื่อว่า สักวันจะมีคนเข้าใจ ว่า สินค้าของเรา คนรวยไม่ซื้อไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่ใส่ ไม่ใช้ มีแต่คนจน ที่กิน ที่ใช้
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""
โดยเกษตรกรขบถ แห่ง ไร่ทวนลม
เทศกาลดนตรีในสวนซีโมน จึงเป็นปรากฏการณ์หนึ่ง เล็กๆ ที่มีความหมายทางเศรษฐกิจ และมีความสำคัญ ในรูปแบบหนึ่งที่เรียก การต่อสู้!!