Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

" สมองมีก้อนเดียว อย่าเดิมพันด้วยราคาที่สูงกับกัญชา" 

27 July 2022

2123

 

เภสัชกรวิบูลย์ คลายนา เภสัชกรชำนาญการพิเศษ ศูนย์อนามัยที่ 12 

 

" สมองมีก้อนเดียว อย่าเดิมพันด้วยราคาที่สูงกับกัญชา" อาจารย์หมอท่านหนึ่งได้กล่าวไว้

เมื่อปลดล็อคกัญชาจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 มาสู่การใช้อย่างเสรี (แต่ปลดล็อคด้วยเหตุผล เป็นสมุนไพรควบคุมเพื่อใช้ทางการแพทย์) ทำให้ต่อไปมีการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นน่าจะมากกว่าเดิมเป็นสิบๆเท่า ด้วยรูปแบบและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มากมาย ทั้งทานสด ปรุงเป็นอาหาร เป็นเครื่องดื่ม ขนม คุ๊กกี้ ลูกอม(เยลลี่กัญชาที่ใช้กันมากในวัยรุ่น) การสูบ รวมทั้งในเครื่องสำอางค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ โลชั่น ครีมทาผิว ลิปสติก ฯลฯ  จากการวิจัยพบว่า ผู้ที่ใช้กัญชาอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 1 เดือน สมองจะถูกทำลายอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผู้ที่ใช้สม่ำเสมอในระยะเวลา 5-10 ปี สมองจะถูกทำลายอย่างถาวร และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนๆนั้นจะเป็นโรคจิต.....ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้อีก 5 ปีประเทศไทยเราจะเป็นอย่างไร? ขาดคนทำงาน (คนที่เสพกัญชานานๆร่างกายจะอ่อนแอ กล้ามเนื้อไม่มีแรง การคิด/ตัดสินใจ การคิดเป็นเหตุเป็นผลทำได้ไม่ดีเพราะสมองถูกทำลาย) ปัญหาสังคมยิ่งเท่าทวี งบประมาณถูกใช้จ่ายในด้านการรักษาผู้เสพยา เยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบต่างๆทั้งจากการถูกทำร้าย ถูกฆ่า ฯลฯ เหมือนกับปัญหาจากยาเสพติดชนิดอื่นๆ (อ๋อ กัญชาไม่เป็นยาเสพติดแล้ว ถูกถอนจากการเป็นยาเสพติดแล้ว แต่ฤทธิ์ของมันทางเภสัชวิทยายังคงเป็นไปตามนิยามของยาเสพติดอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นั่นคือ เมื่อเสพไปแล้วก็มักจะเพิ่มปริมาณขึ้น เมื่อถึงระยะหนึ่งหากหยุดใช้ก็จะเกิดอาการ "ขาดยา" แล้วก็มักจะกลับมาใช้ใหม่ ) 

       " กัญชามีประโยชน์ในทางการแพทย์ (จากสาร CBD หรือสารต้านเมา) แต่โทษมากกว่า " การใช้ประโยชน์เพื่อเป็นยารักษาโรคนั้น เอาเข้าจริงๆคือ กัญชาไม่ใช่ทางเลือกแรกๆในการรักษา ( Drug of choice ) แต่เป็นทางเลือกท้ายๆ เป็นทางเลือกที่ใช้สนับสนุนการรักษาเสียมากกว่า ซึ่งแพทย์ผู้ใช้ต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักว่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าจริงๆถึงได้นำมาใช้ เช่น ใช้กัญชาควบคุมอาการชักในเด็กที่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผล นั่นคือมียากันชักหลายๆตัวที่ใช้ หากไม่ได้ผลจริงๆแบบไม่มีอะไรจะเสียก็ใช้กัญชา แต่วิธีการปรับขนาดนี่จะต้องค่อยๆปรับ ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์เสมอ แต่สิ่งที่น่ากลัวของกัญชาคือ ผู้ใช้และเสพติดไปแล้ว เมื่อต้องการการรักษาอาจใช้เวลาในการรักษาในโรงพยาบาลนาน ( ใช้งบประมาณสูง ใช้บุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลมาก ) บางรายใช้เวลา 1-2 ปีหรือมากกว่านั้น เมื่อหายแล้วกลับมาใช้ชีวิตตามปกติในสังคม แต่...วันหนึ่งเมื่อบังเอิญเขาไปได้กลิ่นกัญชาจากที่ใดก็ตามในครั้งแรก " วงจรสมองจะทำงานทันที" ทำให้ผู้นั้นย้อนกลับไปเสพกัญชาได้ง่ายมากด้วยคำพูดที่เขาบอกว่า " อดจะต้านทานไว้ได้ " ก็เข้าวงจรเดิมๆ ด้วยสิ่งแวดล้อมเดิมๆ บรรยากาศเดิมๆ .....แล้วก็เกิดปัญหาสังคมเหมือนกับยาเสพติดอื่นๆที่พวกเรารู้กัน

         ยังไม่ทันไรข่าวคราวการเสียชีวิตจากการใช้กัญชา ข่าวนักเรียนแอบนำน้ำกัญชา (ที่พ่อตัวเองจำหน่าย) ไปโรงเรียนแล้วปิดห้องดื่มกับเพื่อนๆ เมื่อครูมาห้ามก็จะทำร้ายครู และข่าวที่เกิดในต่างประเทศที่พ่อแม่พาลูกๆไปทานขนม ไปทานเค้ก คุกกี้  บราวนี่กัน จู่ๆลูกคนเล็กหวีดร้องขึ้นมาและมีอาการคุ้มคลั่ง เหงื่อแตก ใจสั่น แน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว ควบคุมตัวเองไม่ได้ หวาดกลัว อาการเหมือนจะตาย ช็อคจนต้องเข้า ICU ซึ่งมารู้ตอนหลังว่า ทางร้านแอบใส่กัญชาโดยไม่บอกให้ลูกค้ารู้  และมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากสาเหตุของกัญชาอีกมากมายทั้งที่เป็นข่าวและอีกมากมายที่ไม่เป็นข่าว

          เราจะไม่รับรู้ ไม่ยินดียินร้ายกับการเปิด กัญชาเสรี เพราะคิดว่า เรื่องนี้มันห่างไกลตัวเรา ลูกหลานของเรา สังคมของเราอย่างนั้นหรือ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันใกล้ตัวมากขึ้นทุกทีแล้ว ต่อไปเราจะไปกินอะไร ที่ร้านไหนต้องคอยเลือก คอยหวาดระแวงว่าจะได้รับกัญชาแบบไม่ได้ตั้งใจจากอาหาร เครื่องดื่ม คอยหวาดระแวงเมื่อออกนอกบ้านหรืออยู่ในบ้านด้วยซ้ำจากปัญหาหรืออันตรายจากผลของคนในสังคม ชุมชนบ้านเรา....เสพกัญชา เราจะยอมให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับเราและชุมชนเราหรือ

          เราต้องการให้คนอื่นมาบอกว่า ประเทศไทยคือ สยามเมืองยิ้มที่ออกมาจากใจ หรือเราจะเป็นสยามเมืองยิ้มเพราะกัญชาทุกท่านต้องร่วม

Recent posts