ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ปฏิบัติการแก้ปัญหาความจน ตอนที่ 3 เกษตรกรกับความคิดต่อยอด กรณี สวนหม่อนเฮียโอ๊ะ

ปฏิบัติการแก้ปัญหาความจน ตอนที่ 3  เกษตรกรกับความคิดต่อยอด กรณี สวนหม่อนเฮียโอ๊ะ

15 February 2022

960

 

กระแสแปรรูปผลผลิตภาคเกษตรมักจะมาแรง ในช่วงผลผลิตตกต่ำ ล้นเกิน เป็นอย่างนี้มาตลอดหลายปีที่ ได้เฝ้าสังเกต ทั้งๆที่ ผมคนหนึ่งที่พยายาม พูด และ เสนอทางออก ว่า เราเกษตรกรไม่จำเป็นต้อง ทำโรงงานขึ้นเอง เพราะงานไม่แปรรูป ไม่ใช่ พอราคาร่วง ก็แหกบอก ว่า เอาไปแปรรูป ล่าสุดคือ กรณีผักกาด 2 แสน กิโล!!   ผลผลิตขนาดนั้น ใช้คนกี่คนทำ มีเวลากี่วัน ใช้เนื้อที่กี่ ตร.ม.หมัก ใช้คนจากไหน ใช้ทุนจากใคร ทำแล้วขายที่ไหน ขายให้ใคร

 

งานแปรรูป เป็นเรื่องตระเตรียมระยะยาว เป็นการลงทุน และจับมือกันไว้ล่วงหน้า มีข้อมูล มีสถิติ อาทิ ในประเทศนี้ มีกี่โรงงานที่แปรรูปผักกาด อัดเต็มที่ ได้กี่กิโล ต่อปี และรัฐบาลจะสนับสนุนอะไร ตรงไหน

ผมนี่เข้าใจเกษตรกรเพราะตัวเองก็เคยทำ และเผชิญปัญหานี้มาก่อน ถ้าถามกันจริงๆ เกษตรกรทุกคนอยากแปรรูปได้ และอยากมีผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากผลผลิตตัวเอง อยากมีแบรนด์สินค้าดีๆ แต่ พอเริ่มคิดก็จบลงด้วย คำถามแรก เลยคือ ทุน จะเอามาจากไหน ต่อมาก็เรื่อง ขั้นตอนทางกฎหมาย ขอใบอนุญาต ซึ่งก็ยุ่งยากตั้งแต่ ตั้งโรงเรือน มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ใบรับรองต่างๆ ไปจนถึงใครออกแบบ ใครบรรจุ ใครวิ่งลง ใครทำอะไร

 

ขึ้นชื่อว่า ชาวบ้าน หรือ เกษตรกร พอจะคิดอะไรเกินตัวหรือไกลไปจากที่คุ้นเคย มันดูยากไปหมด ติดปัญหาเดิมๆ และ ไม่ถูกสนับสนุนเห็นด้วยจากคนรอบตัว พูดง่ายๆ ก็คือ แค่คิดก็ดับฝัน ฉะนั้น คนที่จะฝ่าด่าน เห็นต่าง ดูแคลน ไปได้ ต้องเป็นคนที่ดื้อรั้น กล้า บ้าบิ่น และเชื่อมั่นตัวเองสูงเป็นพื้นฐาน หรือ มีฐานครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหายเห็นดีเห็นงาม ช่วยดัน

 

แท้จริงๆ มันมีทางออก ถ้าเราเดินหน้าลุย และพร้อมเผชิญปัญหาทุกอย่าง ผมว่าเราจะเห็น ว่าหลายปัญหานั้นเบาเท่าปุยนุ่น หลายปัญหาก็มีทางออกไม่ยาก แค่พลิกวิธีคิด วิธีการ

 

กรณีเฮียโอ๊ะ เจ้าของสวนหม่อนและผู้บุกเบิกการปลูกหม่อนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์  ผู้บุกเบิกการแปรรูป ทำน้ำหม่อน ปัจจุบันขยับมาเป็นแยม ผลไม้ต่างๆ กรณีเฮียโอ๊ะ มีพื้นฐานที่ได้เปรียบหรือจุดแข็ง คือ อย่างแรกเป็นคนทำจริง สู้งานกล้าเผชิญ อย่างที่สอง มีประสบการณ์เป็นนักจัดการ ทำสวนด้วย ทำกิจการร้านค้าด้วย ทำแปรรูปด้วย ทำตลาดเองด้วย ซึ่งประเด็นหลังนี้เอง ที่เป็นจุดแข็งสำคัญ คือ สามารถมองหาช่องทาง กล้าเดินเข้าไปคุยเจรจา หรือ พรีเซ้น สินค้า แนวคิด ของตัวเอง ทำให้ได้รับความสนใจ ได้รับโอกาสจากหลายภาคส่วน ยิ่งในอดีตเคยเป็นผู้จัดการโรงแรม คือ มีทักษะในการเจรจา เข้าหา และ อธิบายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ นั่นคือ การคว้าความสำเร็จไปแล้ว 50% และอย่างที่สาม เป็นคนคิดไว แตกยอด เชื่อมโยง ได้รวดเร็ว

 

สำหรับผม ชีวิตเกษตรกร การปลูกพืชได้ผลผลิต คุณภาพ เป็นความสำเร็จแค่ 50% เพราะผลผลิตการเกษตรยังไงก็ยังแขวนอยู่กับราคาที่ตลาด กำหนด แม้ว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ มีปัญหาคล้ายกันทั้งหมด คือ การแปรรูป นั้น ใช้เวลา ใช้กำลัง ใช้ทักษะ ทุน แรงงาน และชั้นเชิงทางธุรกิจ เป็นงาน อีกโลกหนึ่ง ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ ต้องการเงินเร็ว มาจ่ายค่าปุ๋ย ยา ค่าแรง และต้องกลับไปทำงานประจำต่อ หรือ ลงมือในฤดุกาลต่อไป ดังนั้น การที่ราชการล้มเหลวในเรื่องการผลักดันการแปรรูป การทำวิสาหกิจ ต่างๆ เพราะไม่เข้าใจ ข้อจำกัดนี้ เกษตรกรไทย ยึดติดกับความคุ้นเคย

จริงๆ มันมีทางออกอื่นๆ อีกหลายทาง อาทิ ส่งให้โรงงานหรือ โรงแปรรูป ที่เรามั่นใจ หรือ คิดสูตร ลงทุนจ้างให้ ผู้ประกอบการ วิสาหกิจอื่นๆ ทำ ส่วนหนึ่งเราได้ผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มมาจำหน่าย อีกส่วน เราได้สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการอีกด้วย ส่วนแนวของผม De Simone ง่ายกว่านั้น นั่นคือจับมือการผลิต เสร็จแล้ว เกษตรกรรับของไปขาย ตามจำนวนหรือในมูลค่าเต็มของราคาผลผลิต

หลังจากที่ผมพยายามนำร่องเรื่องการร่วมทุน (จากผู้บริโภค)  ตั้งแต่ ปี 2562 มาถึงเรื่องการจับมือกันแปรรูป คือ ระหว่าง De Simone ( แปรรูปทำไวน์) กับเกษตรกร เป็นโมเดล 3 ฝ่าย  ซึ่งก็พยายามพูดกับเพื่อนยเกษตรกร หลายๆคนมาตลอด ว่า คุณต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเป็น แบ่งส่วนหนึ่งขายสด เท่าที่ตลาดรองรับในราคาที่พอใจได้ อีกส่วนนำไปแปรรูป เพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นเกินตลาด ซึ่งแบบนี้ เราช่วยทั้งภาครัฐ และช่วยเกษตรกรด้วยกัน ที่สำคัญ ช่วยให้ผู้ประกอบการ (ที่มีต้นทุนต่ำ) อย่าง De Simone สามารถดำเนินการไปได้ แล้วเกษตรกรก็ได้ผลิตภัณฑ์ กลับมาขาย โดยมีเวลาทำตลาด ไม่เสียหายและมีมูลค่าสูงกว่า อีกด้วย

ก้าวที่สำคัญ ที่ผมพยายามนักหนาเพื่อจะพูดให้ถึงหู ฝ่ายนโยบาย หรือ ฝ่ายการเมือง (รัฐบาล) กับฝ่ายราชการ ว่าควรจะสนับสนุนแนวทางนี้ อย่างจริงจัง ทุ่มเทและเป็นระบบอย่างไร ทั้ง ภาคการค้า ส่งออก ขนส่ง คลัง พาณิชย์ สาธารณสุข ( อย.) พัฒนาชุมชน (OTOP) และ ภาคอุตสาหกรรม

การสนับสนุนผ่านแหล่งทุนของรัฐ คือ ธกส. กรุงไทย ออมสินและ ธนาคาร SMEs เพื่อดันให้เกษตรกรไปถึง การมีแบรนด์สินค้าจากผลิตภัณฑ์เกษตรของตัวเอง พูดง่ายๆ คือ ทำ MOU หรือ จ้างผู้ประกอบการผลิต เพื่อลัดขั้นตอน ยุ่งยาก อื่นๆ ก็ได้

เมื่อปีที่แล้ว De Simone ทำก้าวเล็กๆได้สำเร็จ มีเกษตรกรหลายคน “ทดลอง” เข้าร่วม ส่งผลผลิต อาทิ มังคุด จากนครศรีธรรมราช พัทลุง และ หม่อน จากสวนเฮียโอ๊ะ ซึ่งหม่อน ได้ผลได้ส่งคืนผลิตแปรรูป ไปแล้วเมื่อ ปลายเดือนธันวาคม ปรากฏว่า ไวน์หม่อน ( Mulberry Wine) ผลผลิตจากสวนเฮียโอ๊ะ ขายดีมาก ตั้งแต่ ปลายธันวาคม2564  ถึงปลายมกราคม 2565 ยอดจำหน่ายไวน์หม่อนของเฮียโอ๊ะ หมดไปแล้ว กว่า 200 ขวด ( รวมออเดอร์ เช้านี้ 31 มค.65) 36 ขวด

ในสายตาทุน หรือ ธุรกิจใหญ่ ๆ นี่อาจจะแค่ขี้ปะติ๋ว แต่สำหรับเราผู้ประกอบการรายย่อยๆ เล็กๆ แค่กลุ่มเกษตรกร คนรากหญ้า ร้านค้าหรือวิสาหกิจชุมชน ยอดจำหน่าย เดือนละ 200-300 ขวด นี้นั้น ถือว่าไม่ธรรมดา แล้ว นี่ยังขาดบทบาท ภาครัฐ จังหวัด แหล่งทุน สนับสนุนจริงจัง นะครับ

ประเทศนี้ ไม่ได้ ขาดทรัพยากร แต่ขาด การมีวิสัยทัศน์ ทั้งจาก เกษตรกรเอง จากข้าราชการ นักการเมืองฝ่ายบริหาร ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และ แหล่งทุน เพราะ อันสุดท้าย นี่ แทนที่จะได้รับสนับสนุน ร่วมมือส่งเสริม เผยแพร่ โรงบ่มไวน์ เดอ ซีโมน กลับถูกเครดิต บูโร จาก ธกส. ทั้งๆ ที่สถานการณ์การค้าการขาย ถูกรัฐบาลล็อคดาวน์มาตลอด 2 ปี!!

ปัญหาความล้มหลวในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ในระดับรากหญ้า หรือในส่วนภาคเกษตร ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น....

Recent posts