ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีงาน thaingo ดูและคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

ยกเลิก 112

ขอบคุณภาพ จาก ว๊อยซ์ทีวี : https://voicetv.co.th/read/VnKcSLneW

 

หลายรัฐบาล หรือจะพูดให้ถูก คือ ทุกรัฐบาล ที่ประชาชนเลือกเข้ามาแล้ว จะต้องมีพันธกิจต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นอันแรกๆ และหน่วยงานของรัฐ เป็นอันดับต่อมา  ส่วนประชาชนผู้เลือก กลับสำคัญน้อยกว่า และน้อยที่สุด คือ ชาวนาชาวไร่  และคนจนๆ จำพวกไร้ที่ทำกิน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นักการเมือง แทบทุกพรรค หรือ ทุกคน ก็ว่าได้ ทำสัญญากับประชาชน เพื่อให้ได้เข้าไปในสภา แต่พอเข้าไป สัญญานั้น ไม่เคยมีอยู่จริง หรือ ไม่มีใครทำตามสัญญานั้นจริง และไม่มี ประชาชนคนใด ออกมาทวงถาม ตรวจสอบ หรือ ใช้อำนาจแห่งสิทธิ นั้นลงโทษ อย่างมากก็รอ เลือกตั้งอีกครั้ง และมีไม่กี่ครั้ง ที่ ครบวาระได้เลือกตั้งใหม่ ส่วนมากถูก รัฐประหาร และทุกรัฐประหาร มีความเกี่ยวข้องโดยตรง กับทหาร และ เกี่ยวข้องโดยอ้อม อ้อมแอ้ม หรือ แผ่วเบา คือ ความเกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ความแผ่วเบานี้ ชัดเจนเสมอมาพอๆ กับ บทบาทของสถาบันต่อการยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย

นอกนั้น ชัดหมด อาทิ ความรักชาติ ความเป็นนักพัฒนาแก้ปัญหา ความยากจน ทำนุบำรุงศาสนา ฯลฯ

ความอีหลักอีเหลือ อึดอัด ติดขัด เกิดจาก ประเทศนี้ สร้าง ระบบราชการขึ้นมาเป็นองค์กรดูแลสังคม และดำเนินการตามอำนาจแห่งรัฐฐะ ผ่านเครื่องมือสำคัญคือ นโยบาย กฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ซึ่งปัญหาหนักหน่วง ที่พบเจอหลังจาก ใช้กลไกนี้ มายาวนาน คือ วัฒนธรรมอำนาจ มีจารีต แบบโบราณ จากระบอบกษัตริย์ มีชนชั้น มีฐานะ มีอภิสิทธิ์ ซึ่ง แท้จริงคือ เปลี่ยนแค่ ชื่อเรียกขาน ลักษณะการปกครอง แต่ไม่ได้ เปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติ สถาบันกษัตริย์ จึงเป็น ทั้งสัญลักษณ์ และ สิ่งสูงสุดในความสัมพันธ์ทางอำนาจ และระบบราชการ จึงเป็นแบบลดหลั่น หรือ แบบปิรามิด มีสายบังคับบัญชา มียศ ตำแหน่ง ขอบเขตอำนาจ และทั้งหมด รวมศูนย์อยู่ที่ กทม. ทำให้ อำนาจราชการ ในทางปฏิบัติจึงล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ควบคุม กำหนด ทุกสิ่งทุกอย่าง จากกรุงเทพ มี ทหาร คอยคำราม ขั้นเด็ดขาด และ มีตำรวจ ฝ่ายปกครอง คอย กำราบ จับกุม และแทรกซึมสอดส่อง มีกระทรวงศึกษา มหาวิทยาลัย คอยปลูกฝัง เขียนประวัติศาสตร์

รัฐราชการ ในประเทศนี้ จึงมีหน้าที่ ควบคุม กำกับ  ใหญ่โตเทอะทะ บ้าอำนาจ ดักดาน และ ถวิลหา รวมถึง ยัดเยียดทุกคนให้ ถวิลหา แต่ อดีตที่ดีงาม รูปแบบชีวิตที่สงบสุข ความสำพันธ์ที่ตระหนักสำนึกถึงบุญคุณแผ่นดินและ เสพประวัติศาสตร์ แบบราชาวีรชน พร้อมกับ ชิงชัง ประณาม คนที่โต้แย้ง วิพากษ์วิจารณ์  ดื้อรั้น และ แข็งข้อต่อต้าน

ประเทศนี้ กำจัด คนที่ไม่สมยอม ไม่เชื่อฟัง มายาวนาน ตราบจนปัจจุบัน ....

เมื่อคืน ผมนั่งดูข่าว คนหนุ่มสาว เยาวชน และประชาขน ที่ออกมาที่ถนนราชประสงค์ เพื่อให้ “รัฐบาล” ปล่อยตัวผู้ต้องหา
112 และ แก้ไข กฎหมาย 112 ที่ให้อำนาจ เจ้าหน้าที่รัฐ แบบครอบจักรวาล ดำเนินคดีกับประชาชน สวนทางกับความใฝ่ฝันถึงระบอบหรือ รัฐที่เป็นประชาธิปไตย

สำหรับผมแล้ว พัฒนาการทางความคิดของในสังคม ต่อเรื่องราวต่างๆ มีความก้าวหน้าและมีความเปลี่ยนแปลงเสมอๆ โลกทัศน์คนมันเปลี่ยน การกดทับ บังคับ ให้เชื่อหรือ ให้ก่อเกิดสำนึกทางประวัติศาสตร์ แบบราชาชาตินิยมผสมรัฐราชการนิยม จนถ่วงโอกาสการพัฒนาประเทศนี้ ให้เจริญ ให้ก้าวหน้า อารยะประเทศ เป็นเรื่องที่ต้อง “เบาลง” ได้แล้ว

ประชาชน คนรุ่นใหม่ ต้องการโอกาส รูปแบบชีวิต และระบบการบริหาร จัดการ ประเทศที่มีประสิทธิภาพ ที่ทันสมัย เป็นประชาธิปไตย จริงๆ สักที ไม่ต้องวนเวียนกับการรัฐประหาร การถูกทหารยึดอำนาจ ปกครอง

ในฐานะที่ประเทศนี้ เป็นประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ ที่จะพูด ที่จะเลือก ที่จะยืนหยัดระบอบที่ให้สิทธิ เสรีภาพประชาชน  ต่ออนาคตประเทศที่จะเข้มแข็ง มีความทัดเทียม มีอารยะ  ผมเห็นด้วย ให้มีการ “ยกเลิก มาตรา
112   ครับ