Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ดิจิตอลรัฐ:ไม่ใช่มาไล่จับประชาชนกับสื่อมวลชนเสียงสะท้อนจากภาคใต้

ดิจิตอลรัฐ:ไม่ใช่มาไล่จับประชาชนกับสื่อมวลชนเสียงสะท้อนจากภาคใต้

6 August 2021

1774

 

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

Shukur2003@yahoo.co.uk

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

.

ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาในขณะส่วนกลางของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานครนั้นมีการต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาล ใช้ กม.คุมสื่อ-ภาคประชาสังคม และไล่จับดาราที่Call out แทนที่จะทำสงครามโควิดประชาชน โดยให้กระทรวงICT ไล่จับไล่ฟ้องนั้น เครื่อข่ายประชาสังคม/องค์เอกชนภาคใต้ก็ร่วมจัดเวทีออกแถลงการณ์ “ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลทำอย่างนี้ “ รวมทั้งมองว่า ดิจิตอลสามารถหนุนเสริมแก้ปัญหาโควิด โดยเฉพาะไปติดอาวุธชาวบ้านในการทำธุรกิจ ระบายสินค้าเกษตร ติดอาวุธนักเรียน นักศึกษา ให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพื่อลดความเลื่อมลำ้ทั้งเศรษฐกิจและการศึกษาที่นับวันยิ่งห่างขึ้นนี่แหละคือหน้าทีหลักของกระทรวงICT ไม่ใช่มาไล่จับประชาชนกับสื่อมวลชนเพราะความมั่นคงของรัฐ# (ไม่เท่ากับ)ความมั่นคงของรัฐบาลแต่ความมั่นคงของรัฐ=(เท่ากับ)ความมั่นคงของประชาชน เมื่อประชาชนมั่นคง รัฐบาลก็จะมั่นคงตามมา

#

 

วันที่ 28 ก.ค.2564 ที่จังหวัดพัทลุง มีการจัดเวทีเสวนา "ฤา ระบบเศรษฐกิจเกื้อกูล" จะเป็นวัคซีนสามัญประจำภาคใต้ เพื่อร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยน ทางเลือกทางรอดของแผ่นดินใต้ เมื่อแผนพัฒนาประเทศไม่สอดคล้องกับศักยภาพของทรัพยากรในภูมิภาค ซึ่งมี วิทยากรร่วมเสวนา ดร. สินาด ตรีวรรณไชย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยเขตหาดใหญ่ นายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน นางสาวประไพ ทองเชิญ จากเครื่อข่ายกินดีมีสุข จังหวัดพัทลุง และนายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช ผู้ทรงคุณวุฒิสภาธุรกิจชายแดนภาคใต้ IMT-GT (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle) มีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า “เศรษฐกิจต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน “หรือธุรกิจเพื่อการเกื้อกุล (Social Contribution System)ซึ่ง รูปแบบธุรกิจที่มีเป้าหมาย และความปรารถนาที่จะยกระดับความอยู่ดีกินดี พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมโดยรวมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดย "เป้าหมายธุรกิจ" มุ่งสู่การสร้างสรรค์สังคมเครือข่ายแห่งการเกื้อกูล แบ่งปัน จุนเจือระหว่างกัน โดยมีพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า มนุษย์ล้วนมีจิตที่คิดจะแบ่งปันให้ผู้อื่นเป็นรากฐาน และเราสามารถทำให้เกิดวงจรแห่งการเกื้อกูลนี้ได้ด้วยการขยายความเกื้อกูลจากกลุ่มหนึ่งไปสู่กลุ่มหนึ่ง บนความเชื่อที่ว่าระบบธุรกิจเพื่อการเกื้อกูลจะสามารถเติบโตขึ้นจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางธุรกิจแห่งการเกื้อกูล และแบ่งปันได้ในที่สุด จากภาคความคิดสู่รูปแบบธุรกิจเชิงรูปธรรม จุดเริ่มต้นของระบบธุรกิจแห่งการเกื้อกูลกัน (Social Contribution System)

 

นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช ผู้ทรงคุณวุฒิสภาธุรกิจชายแดนภาคใต้ IMT-GT (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle) 

ให้ทัศนะต่อผู้เขียนว่า “ดิจิตอลสามารถหนุนเสริมเศรษฐกิจแบ่งปันได้ดีมากๆและจะช่วยชาวบ้าน ลดความเลื่อมล้ำโดยติดอาวุธให้ชาวบ้านในการทำธุรกิจ ระบายสินค้าเกษตร พัฒนาแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ไม่เพียงเท่านั้นยังช่วยแก้ปัญหาโควิดอย่างในประเทศที่เจริญๆ ติดอาวุธนักเรียนและนักศึกษารวมทั้งครูช่วงการเรียนออนไลน์ทำอย่างไรจะให้พวกเขาทุกคนโดยเฉพาะคนด้อยโอกาส คนเปราะบาง

นี่แหละหน้าทีหลักกระทรวงICT “

 ในประเด็นFake News (เฟกนิวส์)ข่าวลวงแม้จะมีปัญหามากในสังคมยุคใหม่ แต่รัฐก็ไม่ควรใช้กฎนี้ที่ทุกภาคส่วนมองว่า เป็นเครื่องมือ ปกป้องความมั่นคงของรัฐบาล “หากดูตามประกาศฯ ของรัฐ ฉบับที่ 29 เขียนให้ใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง โดยหมายถึงข้อมูลข่าวสารที่ทำให้เกิดการหวาดกลัว ถือเป็นเรื่องเกินเลยที่รัฐจะนำมาใช้แก้ปัญหาเฟกนิวส์ เพราะข้อมูลจริงอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเหล่านี้ได้เช่นกัน และเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ขัดหลักการสิทธิมนุษยชนสากล ที่จะปิดกั้นการแสดงออก และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และไม่ควรเป็นวิธีที่จะนำมาใช้แก้ปัญหา เฟกนิวส์ซึ่งคาดว่ารัฐบาลอาจจะถูกองค์กรสื่อหรือเครือข่ายภาคประชาชนฟ้องกลับ

และท้ายสุดจะสั่นคลอนความมั่นคงของรัฐบาลในที่สุดในทางที่ดีกรุณาใช้ดิจิตอลทำสงครามให้ชนะโควิดจะดีกว่าถึงวันนั้นประชาชนและสื่อจะหนุนรัฐบาลในที่สุด”

ช่วงค่ำหลังเสร็จสิ้นเสวนา (วันที่ 28 ก.ค.2564 เวทีเสวนา "ฤา ระบบเศรษฐกิจเกื้อกูล" 

 

เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้ ออกแถลงการณ์ผ่านThe Reporter ของแยม ฐาปณีย์ เอียดศรีชัย  4 ระดับ 4 ข้อ กล่าวคือเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้

มีความเห็นเบื้องต้นว่า ทางออกสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาวิกฤติโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นและคลี่คลายกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อสถานการณ์ ด้วยการกระจายอำนาจการบริหารจัดการและการปรับแก้ระเบียบบางอย่างเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่น(ตำบล อำเภอ จังหวัด)ได้มีส่วนร่วมสำคัญในการเข้าไปจัดการหรือออกแบบแก้ไขกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ในมิติต่างๆได้เอง ดังนั้นเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้ มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งการเป็น 4 ระดับ คือ     ​

1. ระดับครัวเรือน ส่งเสริมให้ประชาชนมีความพร้อมรับมือได้เองเบื้องต้น ในเรื่องการดำรงชีวิต อาหารการกิน การตรวจเชื้อและการรักษาพยาบาล ทั้งยาหลักและสมุนไพร รวมถึงการศึกษาของบุตรหลาน

2. ระดับชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนจัดทำแผนการรับมือโควิด จัดให้มีอาสาสมัครชุมชนเพื่อเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เช่นการเฝ้าระวัง และการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคฯ จัดให้มีศูนย์พักคอยและคลังอาหารชุมชน ทั้งนี้อาสาสมัครควรจัดให้มีค่าตอบแทนตามความเหมาะสม

3. ระดับตำบล จัดให้มีแผนการเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดฯในพื้นที่ตำบล  โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลัก และร่วมมือกับโรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบล(รพ.สต.) ท้องที่ อาสาสมัครสาธารณสุช(อสม.) และองค์กรชุมชน ทั้งนี้ต้องจัดให้มีโรงพยาบาลสนามระดับตำบล และแผนการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนทั้งด้านการส่งเสริมอาชีพ การสร้างรายได้ รวมถึงการศึกษาของเด็กในพื้นที่

 

4. ระดับจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประประกาศพื้นที่ภัยพิบัติระดับจังหวัด เพื่อให้สามารถใช้ช่องทางของ พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ เข้ามาสนับสนุนให้องค์กรปกรองส่วนท้องถิ่นได้มีช่องทางในการเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาในมิติต่างๆได้อีกทางหนึ่ง ทั้งเรื่องการจัดทำแผนการเฝ้าระวัง แผนการสนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลท้องถิ่นเป็นหลัก เพื่อโรงพยาบาลหลักจะสามารถดูแลประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

​ทั้งนี้ในการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนในการเข้าถึงสิทธิในการรับบริการจากรัฐ และการเข้าถึงการช่วยเหลืออย่างเยียวยา จึงมีข้อเสนอแนวทางการปฎิบัติดังนี้

 

1. ข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มกลไกการบริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด - 19

• รัฐบาลควรประกาศให้โรคระบาดโควิด - 19 เป็นโรคระบาดในมนุษย์ตาม พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 และให้ทุกจังหวัดเร่งประกาศเขตภัยพิบัติ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันฯ พ.ศ.2550 ด้วย และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันโรคระดับท้องถิ่น โดยให้บริหารจัดการทุกมิติ โดยการอุดหนุนงบประมาณให้ท้องถิ่นเป็นหน่วยบริหารจัดการเต็มระบบ ทั้งการดูแลอาสาสมัคร การดูแลผู้ป่วย ผู้ถูกกักตัว ผู้อยู่ในศูนย์พักคอย ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดโดยไม่เลือกปฏิบัติ และจัดตั้งโรงบาลสนามระดับตำบล

• รัฐบาลควรเร่งสนับสนุนกลไกที่สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน/องค์กรชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด - 19 เพื่อเป็นกลไกรองรับการป้องกันการแพร่เชื้อโควิดอย่างเป็นระบบ อย่างน้อยใน 4 ระบบ คือ

1. ระบบ Home Isolation

2. ระบบ Community Isolation      

3. ระบบโรงพยาบาลสนาม

4. ระบบโรงพยาบาลชุมชน  

 

2. ข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายการฟื้นฟู เยียวยา เศรษฐกิจฐานรากและสังคมอย่างมีส่วนร่วม

• รัฐบาลควรทบทวนงบประมาณเงินกู้ที่ได้อนุมัติไปแล้ว โดยเฉพาะงบที่ใช้กลไกของคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันของแต่ละจังหวัด และควรการกำหนดรูปแบบ/วิธีการใช้งบประมาณในลักษณะ “กองทุนพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานราก”  โดยจัดให้มีบริหารกองทุนแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในพื้นที่นั้นๆ ทั้งนี้จะต้องกำหนดระเบียบวิธีการใช้งบประมาณแบบพิเศษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม ทั้งการออกแบบแผนงานและการใช้งบประมาณได้ตรงกับสถานการณ์และบริบทของพื้นที่

• รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมโยงและพัฒนาระบบขนส่ง(โลจิสติกส์) เพื่อให้ประชาชนสามารถจัดส่งและกระจายสินค้าได้ในเวลาที่รวดเร็วและราคาถูก และสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับภาคเกษตรกรในการจำหน่ายสินค้าจากชุมชนและท้องถิ่น

 

3. ข้อเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ

• รัฐบาลควรเร่งจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพ เพื่อกระจายให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงเท่าเทียม และหากจำเป็นต้องมีวัคซีนทางเลือกสำหรับผู้ที่พร้อมจ่าย รัฐจะต้องกำหนดราคากลางสำหรับการช่วยเหลือบางส่วน โดยต้องไม่ปล่อยให้มีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีนกับประชาชนทุกกลุ่มทุกคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเชื้อชาติไหนหรือสัญชาติใดก็ตาม

• รัฐบาลควรดำเนินมาตรการให้เกิดการผลิต กระจาย ชุดตรวจโควิด (Antigen Test Kit)เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโดยง่าย และควรกำหนดให้มีสถานที่จำหน่ายยาฟาวิพิราเวียร์ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเภสัชกร เกิดขึ้นและกระจายในทุกพื้นที่ทั้งในระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด

• รัฐบาลควรให้ความสำคัญการการรักษาโรคโควิด-19 ด้วยสมุนไพร ที่มีการค้นพบและเริ่มได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย ด้วยการสนับสนุนการศึกษาวิจัย การแปรรูป การผลิต รวมถึงการส่งเสริมให้ชุมชนสามารถปลูกสมุนไพรชนิดต่างๆ อย่างหลากหลายได้  ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาในรูปแบบดังกล่าวได้ง่ายในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป

 

4. ข้อเสนอเพื่อการบรรลุเป้าหมายการลดความเดือดร้อนและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

• ด้านการศึกษา : รัฐบาลควรเร่งกำหนดมาตรการลดข้อจำกัดด้านการจัดการศึกษา ทั้งด้านระบบออนไลน์ อุปกรณ์การเรียน ที่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และควรสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน และ มชน ร่วมกันจัดการศึกษาในรูปแบบการศึกษาระดับครอบครัว (Home School) และ การศึกษาระดับชุมชน (Community School) โดยจัดสรรงบประมาณ(จากเงินกู้) เพื่อจัดจ้างนักศึกษาหรือบัณฑิตจบใหม่ ในการส่งเสริมการศึกษาให้กับนักเรียนในท้องถิ่นของตนในช่วงทีมีการเรียนออนไลน์ ทั้งนี้อาจจะมีการกำหนดพื้นที่การเรียนรวมเป็นจุดเล็กๆในชุมชน ในกรณีชุมชนที่มีเด็กเรียนร่วมกัน ๔-๕ คน หรืออาจจะมีระบบสนับสนุนรูปแบบต่างๆเพื่อให้ผู้ปกครองได้ทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนให้กับบุตรหลานตนเองได้

• ด้านการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ : รัฐบาลควรผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เอื้อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงทรัพยากร และการขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ทับซ้อนที่ยังไม่มีข้อสรุปในทุกกรณี รวมทั้งควรชะลอหรือยุติการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดจากกรณีพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน ทั้งในที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพไปพลางก่อนจนกว่าการแพร่ระบาดของโควิดจะคลี่คลาย

• ด้านการสิทธิและเสรีภาพ : รัฐบาลควรยุติการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินการขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้และกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ.....ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์

เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้ ได้รับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายภาคประชาชนภาคใต้กลุ่มต่างๆ หลายครั้ง จนสรุปเป็นข้อเสนอดังกล่าวต่อรัฐบาล ด้วยเห็นว่าทางออกต่อปัญหาดังกล่าวนี้ จะไม่สามารถแก้ไขได้หากรัฐบาลไม่ปรับระบบการดำเนินงานให้สอดรับกับสถานการณ์ที่กำลังถูกรุกหนักในขณะนี้  ข้อเสนอเหล่านี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการหาทางออกให้กับประเทศโดยรวม  แต่หลักการสำคัญคือการกระจายอำนาจหรือกระจายบทบาทให้กับชุมชนท้องถิ่นได้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมสำคัญในการจัดการแก้ไขปัญหาในมิติต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นภายใต้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  และเชื่อว่าจะเป็นทางออกสำคัญให้กับรัฐบาลและกับสังคมไทยโดยรวมได้

Recent posts