Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารโดยร่างกฎหมายข้อมูลข่าวสารฉบับใหม่

การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารโดยร่างกฎหมายข้อมูลข่าวสารฉบับใหม่

24 May 2021

1871

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔

 

 

คงไม่เกินเลยไปนักที่จะกล่าวว่าการปฏิรูปสังคมและการเมืองไทยจากผลพวงหรือดอกผลของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ จะไม่สำเร็จเลยถ้า ‘พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐’ (กฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๔๐) ไม่ถูกประกาศใช้

 

และถ้ามองสังคมและการเมืองไทยผ่านกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๔๐ ก็สามารถกล่าวได้ว่ารัฐบาลประยุทธ์ ๒ (ซึ่งเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ ที่วางกลไกสืบทอดอำนาจต่อเนื่องมาจากรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช.) กำลังทำให้สังคมและการเมืองไทยหมุนกลับไปอยู่ในบรรยากาศก่อนที่กฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๔๐ ถูกประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๐  จากเหตุการณ์ที่รัฐบาลนี้กำลังผลักดัน ‘ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....’ (ร่างกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๖๔) อยู่ในขณะนี้ 

 

กล่าวคือ  จากเดิมที่สังคมไทยก่อนกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๔๐ อยู่ในบรรยากาศ ‘ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น’  พอเริ่มใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๔๐ บรรยากาศก็เปลี่ยนมาเป็น ‘เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น’ (ถึงแม้ยังมีข้อติดขัดอยู่หลายประการที่จะต้องพัฒนากฎหมายให้ดีมากขึ้น  แต่บรรยากาศโดยรวมก็ยังยึดอยู่กับหลักของการเปิดเผยมากกว่าปกปิดข้อมูล)  แต่ร่างกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๖๔ กำลังทำให้สังคมไทยหมุนกลับไปอยู่ในบรรยากาศ ‘ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น’ อีกครั้ง

 

หลักการแนวคิดของกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๔๐ สัมพันธ์โดยตรงกับหลักการการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน  ที่ประชาชนจะต้องมีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เพื่อปกป้องประโยชน์ตนเองและประโยชน์สาธารณะตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนจะได้มีและแสดงบทบาทอย่างกว้างขวางในการมีส่วนร่วมในการปกครองและบริหารกิจการบ้านเมือง  ไม่ว่าจะเป็นการติดตาม  ตรวจสอบ  กำกับ  ดูแล  ควบคุม  แสดงความเห็น  วิพากษ์วิจารณ์  ประท้วงคัดค้านเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นให้ใช้อำนาจหรือทำการแทนประชาชน  ซึ่งถือว่าเป็นการใช้สิทธิใช้เสียงตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน    

 

แต่ร่างกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๖๔ มีลักษณะตรงกันข้าม  โดยขยายข้อยกเว้นของหน่วยงานรัฐที่จะไม่เปิดเผยและจัดหาข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน/สาธารณชน/ผู้ร้องขอข้อมูลให้กว้างขวางขึ้น  ในประเด็นดังนี้

 

(๑) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบจะไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้ก็ได้หากปรากฏอย่างชัดแจ้งหรือมีพฤติการณ์ของผู้ยื่นคำขอว่าผู้นั้นขอข้อมูลเป็นจำนวนมากหรือบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร  หรือมีลักษณะเป็นการก่อกวนการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ  หรือมีผลเป็นการสร้างภาระจนเกินสมควรแก่หน่วยงานของรัฐ  หรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

 

(๒) กำหนดให้ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หากเปิดเผยแล้วอาจมีการนำไปใช้ในทางที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และข้อมูลด้านการถวายความปลอดภัย  จะเปิดเผยไม่ได้

 

(๓) กำหนดให้ข้อมูลข่าวสารของราชการที่เป็นข้อมูลความมั่นคงของรัฐด้านการทหารและการป้องกันประเทศ  ด้านการข่าวกรอง  ด้านการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายด้านการต่างประเทศที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ  ด้านการรักษาความปลอดภัยบุคคลและข้อมูลความมั่นคงของรัฐด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศกำหนด  จะเปิดเผยไม่ได้

 

(๔) กำหนดให้การพิจารณาคดีในศาลในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่ห้ามเปิดเผย  ให้ศาลพิจารณาเป็นการลับ  โดยให้ศาลรับฟังข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้  แต่ห้ามเปิดเผยเนื้อหาสาระของข้อมูลและวิธีการได้มาซึ่งข้อมูลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในคำพิพากษาหรือคำสั่ง  โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อประโยชน์ในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐ 

 

(๕) กำหนดให้ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หากเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  หรือการเงินการคลังของประเทศ  หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้

 

โดยรวมก็คือ  การขยายข้อยกเว้นของหน่วยงานรัฐที่จะไม่เปิดเผยและจัดหาข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน/สาธารณชน/ผู้ร้องขอข้อมูลให้กว้างขวางขึ้นนั้น  ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบหลายประเด็น  ดังนี้ 

 

(๑) เป็นการเปิดช่องให้หน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบใช้ดุลพินิจตีความการใช้สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนเป็นไปในทางจำกัดสิทธิประชาชนมากยิ่งขึ้น

 

(๒) ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ถูกตีความอย่างกว้างขวางมากขึ้นในร่างกฎหมายฉบับนี้  เช่น  ประเด็นปัญหาเรื่องการผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรม/เมืองอุตสาหกรรมอนาคต/เขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะกิจที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ที่ถูกผลักดันจากองค์กรลูกผสมระหว่างทหาร ตำรวจ ข้าราชการหน่วยอื่นและพลเรือนอย่างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศ.อบต.) ก็อาจปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาพต่อประชาชนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับโครงการดังกล่าวโดยอ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐได้  เป็นต้น

 

(๓) การให้อำนาจ ครม. แทนคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) ซึ่งเป็นกรรมการที่อยู่ในโครงสร้างของทั้งกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๔๐ และร่างกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๖๔  สามารถออกประกาศข้อมูลที่ห้ามเปิดเผยได้  ก็เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้ขยายข้อยกเว้นที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลกว้างขวางมากขึ้นได้  กระบวนการทับซ้อนแบบนี้จะทำให้ กวฉ. ไม่สามารถสั่งให้เปิดเผยข้อมูลได้อีก  จากเดิมที่ กวฉ. มีอำนาจสั่งอย่างเป็นอิสระ[1]

 

(๔) การกำหนดให้ศาลพิจารณาเป็นการลับในคดีที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่ห้ามเปิดเผย  ซึ่งอาจจะทำให้กระบวนการพิจารณาคดีไม่เปิดเผยอีกต่อไปนั้น  มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเชื่อมโยงกับคดีทางการเมืองที่บุคคลจำนวนมากถูกจับกุมคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๑๒  มาตรา ๑๑๐  และมาตราบริวารอื่น ๆ อยู่ในขณะนี้[2]

 

แรกเริ่มเดิมทีของความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๔๐  ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา  ก็เพื่อขยายสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) ให้เป็นองค์กรใหญ่ขึ้นทั้งในแง่อัตรากำลังและงบประมาณ  เพื่อรองรับงานที่มากขึ้น  โดยต้องการเปลี่ยนสถานะองค์กรที่เป็นหน่วยงานระดับสำนัก/กองให้เป็นหน่วยงานระดับกรม  ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดีว่า สขร. จะมีบทบาทมากขึ้นเกี่ยวกับการเป็นองค์กรหลักในการติดตามประเมินผลความโปร่งใสจากพฤติกรรมการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานรัฐในขอบเขตประเทศ  ถือว่าเป็นพัฒนาการสำคัญของ สขร. ที่จะมีหน้าที่ขยายสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดยเข้าไปดูแลความโปร่งใสของระบบราชการโดยรวม (จากพฤติกรรมการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร) ด้วย  แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปหลังจากรัฐประหาร ๒๕๕๗ ที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอ ‘ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....’ (หรือร่างกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๖๔)  และ ‘ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลความมั่นคงของรัฐและความลับของทางราชการ พ.ศ. ....’  ต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๓) เพื่อพิจารณารวมสองฉบับเข้าไว้ด้วยกัน  ซึ่ง ครม. ก็มีมติเห็นชอบคล้อยตามไปเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑  และ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๔  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอเรื่องมา  รวมถึงรัฐบาลก็สบช่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในปัจจุบันที่สถาบันประชาชนกับสถาบันกษัตริย์เกิดความสัมพันธ์ร้าวลึก  ยากที่จะกลับมามีความสัมพันธ์แบบถูกกดไว้ให้ราบรื่นดังเดิมได้  จึงทำให้ความหมายของ ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ในร่างกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ๒๕๖๔ ถูกขยายขอบเขตที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารมากเกินไป  จนอาจทำให้ไปละเมิดข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์สาธารณะที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อพัฒนาการประชาธิปไตยในสังคมและการเมืองไทยได้

 

                                     

หมายเหตุ 

[1] เนื้อหาในข้อนี้ดัดแปลงเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ตามความคิดของผู้เขียน  จากข้อความเดิมของวรเจตน์ ภาคีรัตน์  อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ดูข้อความเดิมได้ที่ https://www.bbc.com/thai/thailand-56755419 (คัดลอกเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔)

 

[2] อ้างแล้ว  ตาม [1]

Recent posts