Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

กลุ่มภาคี The Quad กับการปิดล้อมจีนครั้งใหม่

กลุ่มภาคี The Quad กับการปิดล้อมจีนครั้งใหม่

8 March 2021

6769

 

ทวีศักดิ์ ตั้งปฐมวงศ์ 

นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ

ช่วยราชการ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (ม)

 

 

 

นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินต่อจีน นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นจนถึงปัจจุบันสามารถที่จะสรุปความได้ว่า คือการแสวงหาความสมดุลระหว่าง การปิดล้อมจำกัดเขต(Containment) ผสมผสาน สลับกับการมีปฏิสัมพันธ์ (Engagement) ตามแต่บริบทของสถานการณ์โลก

 

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ 4 ประเทศ มหาอำนาจ ในนามภาคี The Quad  (Quadrilateral Security Dialogue) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2020 ใจความสำคัญ คือกรอบความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศโลกเสรีนำโดย สหรัฐอเมริกาและ 3 ประเทศมหาอำนาจในเอเชีย รวมเป็น 4 ประเทศ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และ อินเดีย มีเป้าหมายร่วมกันคือการทำให้ทะเลจีนใต้มีเสรีภาพสูงสุดสำหรับการเดินเรือ ท่ามกลางการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนในทะเลจีนใต้ที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ถัดมาต้นเดือนพฤศจิกายน 2020 ทั้ง 4 ประเทศเข้าร่วมซ้อมรบทางทะเลที่ประเทศอินเดียในชื่อ ‘Malabar Naval Exercise’ หรือเรียกว่า “มาลาบาร์” โดยในปีนี้ได้ขยายให้ออสเตรเลียเข้าร่วมเป็นปีแรก เพื่อให้ครอบคลุมการเป็นกลุ่มจตุภาคี The Quad โดยสมบูรณ์ 

 

ข้อสังเกตที่ผู้เขียนพบ คือ การซ้อมรบครั้งนี้ จัดขึ้นในห้วงเวลาที่อินเดียผู้เป็นเจ้าภาพ กำลังเผชิญหน้ากับจีนจากกรณีพิพาท เขตแดนพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยตะวันตก ซึ่งเป็นบริเวณที่อินเดียประท้วงว่า กองทหารของจีนบุกรุกเข้ามาในเขตแดนทางพฤตินัยของตน โดยทางการจีนปฏิเสธการบุกรุกทุกประการ และกล่าวว่าอินเดียทำการก่อสร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่พิพาท จึงเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตินี้ขึ้น

 

ด้านความสัมพันธ์ทางการทูตออสเตรเลียและจีนในปี 2020 เลวร้ายลง หลังจากที่รัฐบาลออสเตรเลีย เรียกร้องให้นานาชาติสืบหาความจริงของโรคระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา และรัฐบาลจีนได้ใช้มาตรการคว่ำบาตร ทางการค้ากับเนื้อวัวและข้าวบาร์เลย์ของออสเตรเลีย นอกจากนี้ด้านญี่ปุ่น ก็ยังมีปัญหาพิพาทกับจีนเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเซนกากุ หรือที่จีนเรียก เตียวหยูในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้จุดยุทธศาสตร์สำคัญ คือ ช่องแคบไต้หวัน

 

สำนักข่าวซินหัวจีน วิเคราะห์ว่า สมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐอเมริกา ได้ส่งเรือลาดตระเวนผ่านพื้นที่ในความขัดแย้งในทะเลจีนใต้มาแล้ว 5 ครั้ง เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทะเลของกองทัพเรือที่ 7 ซึ่งประจำอยู่เมืองท่าโยโกสุกะ ของญี่ปุ่น และประกาศเสรีภาพในการเดินเรือในแถบนี้ ด้านอินเดียและออสเตรเลีย เชื่อว่าจะทำหน้าที่สอดส่องและจับตามองพฤติกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ รวมทั้งเคลื่อนไหวทางการทหารเพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลกรุงปักกิ่งด้วยในส่วนของการสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์  ด้านญี่ปุ่นแสดงท่าที่สนับสนุนส่งเสริมศักยภาพทางทหารกับประเทศในอาเซียน เห็นได้ชัดจากการซ้อมรบและอบรมด้านการทหารร่วมกับกองทัพเวียดนาม พร้อมทั้ง ลงนามข้อตกลงกับเวียดนามในการส่งเสริมการขายอาวุธของญี่ปุ่นให้กับเวียดนาม โดยนอกจากเรือตรวจการณ์จำนวน 6 ลำที่ญี่ปุ่นทั้งขายให้และให้ JICA ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เวียดนามเพื่อมาซื้อเรือแล้ว ญี่ปุ่นยังเสนอขายเครื่องบินลำเลียง C-2 เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-1 และเรดาร์ตรวจการณ์ให้กับเวียดนามอีกด้วยซึ่งระบบอาวุธเหล่านี้เป็นระบบอาวุธที่มีผลต่อการใช้งานทางทะเลและการลาดตระเวนในน่านน้ำเวียดนามทั้งสิ้น ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หากจะเรียกว่า การปิดล้อมจีนใหม่ อีกครั้ง คงไม่ผิดนัก 

 

ท่ามกลางการขับเคลื่อนนโยบาย BRI และยุทธศาสตร์ Made in China 2025 อย่างต่อเนื่องของรัฐบาลปักกิ่ง เมื่อต้องถูกท้าทายจากการปิดล้อมใหม่ โดยกลุ่มภาคี The Quad , อาวุธสำคัญที่ทรงพลัง ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งอาจจะเลือกใช้เป็นลำดับแรก คือ การกดดันทางเศรษฐกิจเนื่องจากปัจจุบัน จีนถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของออสเตรเลีย นอกจากนี้อีก 3 ประเทศที่เหลือ คืออินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพา หรือพึ่งพิงเศรษฐกิจจีนเป็นอย่างสูงเช่นเดียวกัน

Recent posts