ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีงาน thaingo ดูและคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

กลุ่มภาคี The Quad กับการปิดล้อมจีนครั้งใหม่

 

ทวีศักดิ์ ตั้งปฐมวงศ์ 

นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ

ช่วยราชการ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (ม)

 

 

 

นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินต่อจีน นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นจนถึงปัจจุบันสามารถที่จะสรุปความได้ว่า คือการแสวงหาความสมดุลระหว่าง การปิดล้อมจำกัดเขต(Containment) ผสมผสาน สลับกับการมีปฏิสัมพันธ์ (Engagement) ตามแต่บริบทของสถานการณ์โลก

 

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ 4 ประเทศ มหาอำนาจ ในนามภาคี The Quad  (Quadrilateral Security Dialogue) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2020 ใจความสำคัญ คือกรอบความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศโลกเสรีนำโดย สหรัฐอเมริกาและ 3 ประเทศมหาอำนาจในเอเชีย รวมเป็น 4 ประเทศ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และ อินเดีย มีเป้าหมายร่วมกันคือการทำให้ทะเลจีนใต้มีเสรีภาพสูงสุดสำหรับการเดินเรือ ท่ามกลางการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนในทะเลจีนใต้ที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ถัดมาต้นเดือนพฤศจิกายน 2020 ทั้ง 4 ประเทศเข้าร่วมซ้อมรบทางทะเลที่ประเทศอินเดียในชื่อ ‘Malabar Naval Exercise’ หรือเรียกว่า “มาลาบาร์” โดยในปีนี้ได้ขยายให้ออสเตรเลียเข้าร่วมเป็นปีแรก เพื่อให้ครอบคลุมการเป็นกลุ่มจตุภาคี The Quad โดยสมบูรณ์ 

 

ข้อสังเกตที่ผู้เขียนพบ คือ การซ้อมรบครั้งนี้ จัดขึ้นในห้วงเวลาที่อินเดียผู้เป็นเจ้าภาพ กำลังเผชิญหน้ากับจีนจากกรณีพิพาท เขตแดนพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยตะวันตก ซึ่งเป็นบริเวณที่อินเดียประท้วงว่า กองทหารของจีนบุกรุกเข้ามาในเขตแดนทางพฤตินัยของตน โดยทางการจีนปฏิเสธการบุกรุกทุกประการ และกล่าวว่าอินเดียทำการก่อสร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่พิพาท จึงเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตินี้ขึ้น

 

ด้านความสัมพันธ์ทางการทูตออสเตรเลียและจีนในปี 2020 เลวร้ายลง หลังจากที่รัฐบาลออสเตรเลีย เรียกร้องให้นานาชาติสืบหาความจริงของโรคระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา และรัฐบาลจีนได้ใช้มาตรการคว่ำบาตร ทางการค้ากับเนื้อวัวและข้าวบาร์เลย์ของออสเตรเลีย นอกจากนี้ด้านญี่ปุ่น ก็ยังมีปัญหาพิพาทกับจีนเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเซนกากุ หรือที่จีนเรียก เตียวหยูในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้จุดยุทธศาสตร์สำคัญ คือ ช่องแคบไต้หวัน

 

สำนักข่าวซินหัวจีน วิเคราะห์ว่า สมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐอเมริกา ได้ส่งเรือลาดตระเวนผ่านพื้นที่ในความขัดแย้งในทะเลจีนใต้มาแล้ว 5 ครั้ง เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทะเลของกองทัพเรือที่ 7 ซึ่งประจำอยู่เมืองท่าโยโกสุกะ ของญี่ปุ่น และประกาศเสรีภาพในการเดินเรือในแถบนี้ ด้านอินเดียและออสเตรเลีย เชื่อว่าจะทำหน้าที่สอดส่องและจับตามองพฤติกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ รวมทั้งเคลื่อนไหวทางการทหารเพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลกรุงปักกิ่งด้วยในส่วนของการสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์  ด้านญี่ปุ่นแสดงท่าที่สนับสนุนส่งเสริมศักยภาพทางทหารกับประเทศในอาเซียน เห็นได้ชัดจากการซ้อมรบและอบรมด้านการทหารร่วมกับกองทัพเวียดนาม พร้อมทั้ง ลงนามข้อตกลงกับเวียดนามในการส่งเสริมการขายอาวุธของญี่ปุ่นให้กับเวียดนาม โดยนอกจากเรือตรวจการณ์จำนวน 6 ลำที่ญี่ปุ่นทั้งขายให้และให้ JICA ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เวียดนามเพื่อมาซื้อเรือแล้ว ญี่ปุ่นยังเสนอขายเครื่องบินลำเลียง C-2 เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-1 และเรดาร์ตรวจการณ์ให้กับเวียดนามอีกด้วยซึ่งระบบอาวุธเหล่านี้เป็นระบบอาวุธที่มีผลต่อการใช้งานทางทะเลและการลาดตระเวนในน่านน้ำเวียดนามทั้งสิ้น ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หากจะเรียกว่า การปิดล้อมจีนใหม่ อีกครั้ง คงไม่ผิดนัก 

 

ท่ามกลางการขับเคลื่อนนโยบาย BRI และยุทธศาสตร์ Made in China 2025 อย่างต่อเนื่องของรัฐบาลปักกิ่ง เมื่อต้องถูกท้าทายจากการปิดล้อมใหม่ โดยกลุ่มภาคี The Quad , อาวุธสำคัญที่ทรงพลัง ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งอาจจะเลือกใช้เป็นลำดับแรก คือ การกดดันทางเศรษฐกิจเนื่องจากปัจจุบัน จีนถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของออสเตรเลีย นอกจากนี้อีก 3 ประเทศที่เหลือ คืออินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพา หรือพึ่งพิงเศรษฐกิจจีนเป็นอย่างสูงเช่นเดียวกัน