Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ส่งหนังสือถึงอธิบดีศาลอุทธรณ์ เรื่องการลงชื่อผู้พิพากษาในคำสั่งศาลและการใช้ดุลพินิจในการปล่อยชั่วคราว

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ส่งหนังสือถึงอธิบดีศาลอุทธรณ์ เรื่องการลงชื่อผู้พิพากษาในคำสั่งศาลและการใช้ดุลพินิจในการปล่อยชั่วคราว

8 March 2021

1667

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ส่งหนังสือถึงอธิบดีศาลอุทธรณ์ เรื่องการลงชื่อผู้พิพากษาในคำสั่งศาลและการใช้ดุลพินิจในการปล่อยชั่วคราว ความว่า
 

     สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ กับพวกรวม ๔ คน ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.๒๘๗/๒๕๖๔ ของศาลอาญา ฉบับลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ รายละเอียดปรากฏตามที่ท่านทราบดีอยู่แล้วนั้น  

     ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มีหนังสือฉบับนี้มายังท่านเพื่อสอบถามและขอคำชี้แจงใน ๒ กรณี ดังนี้

     กรณีที่หนึ่ง ภาคีฯ เห็นว่า การที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ลงชื่อในคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสี่นั้นขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐ ซึ่งเป็นหลักทั่วไปบัญญัติว่า

    “ถ้อยคำสำนวนต้องระบุชื่อศาล สถานที่ และวันเดือนปีที่จด ถ้าศาลจดถ้อยคำสำนวนตามคำสั่งหรือประเด็นของศาลอื่น ให้กล่าวเช่นนั้น และแสดงด้วยว่าได้ทำไปอย่างใด ผู้พิพากษาที่จดถ้อยคำสำนวนต้องลงลายมือชื่อของตนในถ้อยคำสำนวนนั้น”

จึงเรียนมาเพื่อสอบถามท่านว่า ท่านอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด หรือข้อยกเว้นใด้เป็นเหตุให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ทำคำสั่งไม่ต้องลงชื่อในคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว และกรณีดังกล่าวเป็นกรณียกเว้นหรือเป็นกรณีโดยปกติทั่วไปในการทำหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะไม่ลงลายมือชื่อในคำสั่งปล่อยชั่วคราว และข้อยกเว้นหรือแนวปฏิบัติดังกล่าว ขัดหรือแย้งกับมาตรา ๑๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่

     ทั้งนี้  ภาคีฯ เห็นว่าการลงชื่อผู้พิพากษาในคำสั่งที่ตนเป็นผู้สั่งนั้น เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาอันพึงมีต่อประชาชนเป็นเบื้องต้น อันสืบเนื่องมาจากหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย  หากกรณีการไม่ลงชื่อผู้พิพากษาในคำสั่งดังกล่าวข้างต้นมิใช่เรื่องเฉพาะกรณี แต่เป็นแนวปฏิบัติทั่วไปของศาลอุทธรณ์  ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ในฐานะเป็นองค์กรที่ทำงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม  เสนอให้ท่านทบทวนการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย  และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำสั่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับถ้อยคำสำนวน โดยเฉพาะคำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวที่จะมีขึ้นในอนาคต  จะเป็นไปตามมาตรา ๑๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

  กรณีที่สอง  ระยะเวลาในการพิจารณาสั่งคดีดำหมายเลข อ.๒๘๗/๒๕๖๔ ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวไปยังศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ใช้ระยะเวลาในการทำคำสั่งรวม ๓ วันเศษ ส่วนคดีหมายเลขดำที่ อ.๒๔๗/๒๕๖๑ ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกรวม ๓๙ คน ถูกศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุก ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวไปยังศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ใช้ระยะเวลาในการทำคำสั่งไม่ถึง ๑ วัน จึงขอสอบถามมายังท่านว่า เหตุใดคดีทั้งสองจึงใช้ระยะเวลาพิจารณาแตกต่างกัน  และนอกจากประเด็นเรื่องระยะเวลาในการพิจารณาทำคำสั่งแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องสิทธิในการได้รับการปล่อยชั่วคราวที่แตกต่างกันอีกด้วย ทั้งที่คดีหมายเลขดำที่ อ.๒๘๔/๒๕๖๔ และคดีหมายเลขดำที่ อ.๒๔๗/๒๕๖๑ ต่างก็เป็นคดีที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด  ซึ่งควรได้รับสิทธิในการปล่อยชั่วคราวเช่นเดียวกันตามหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กลับแตกต่างกันโดยชิ้นเชิง และไม่อาจเข้าใจได้ภายใต้หลักการแห่งกฎหมาย กรณีดังกล่าว ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องความคิดเห็นทางการเมืองตามมาตรา ๒๗ และมาตรา ๒๙ แห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่     

     ภาคีฯ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ทำงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และในฐานะประชาชนพลเมืองที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หลักกฎหมาย และหลักนิติธรรม จึงขอท่านได้โปรดชี้แจงเหตุผลและข้อกฎหมายดังที่ได้สอบถามข้างต้น เพื่อที่ภาคีฯ รวมทั้งประชาชนในสังคมประชาธิปไตยจะสามารถเข้าใจเหตุผล การใช้ และการตีความกฎหมายของศาลอุทธรณ์ในกรณีดังกล่าวได้มากขึ้น

 

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
109 ซอยสิทธิชน ถนนสุทธิสารวินิจฉัย 
แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง 
กรุงเทพมหานคร 10310
โทร./แฟ็กซ์ : 02-275-3954

Recent posts