ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและตรวจสอบการกระทำอันเข้าข่าย “การทุจริตต่อหน้าที่” และหรือ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) อันจงใจกระทำการในทางที่มิชอบด้วยกฎหมายและหรือขัดหรือแย้งต่อ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ

ขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและตรวจสอบการกระทำอันเข้าข่าย “การทุจริตต่อหน้าที่” และหรือ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) อันจงใจกระทำการในทางที่มิชอบด้วยกฎหมายและหรือขัดหรือแย้งต่อ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ

22 June 2015

6144

วันที่   22   มิถุนายน พ.ศ.2558

เรื่อง   ขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและตรวจสอบการกระทำอันเข้าข่าย “การทุจริตต่อหน้าที่” และหรือ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) อันจงใจกระทำการในทางที่มิชอบด้วยกฎหมายและหรือขัดหรือแย้งต่อ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ

 

เรียน   ท่านประธานและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

         

          ด้วยสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ในฐานะองค์กรเอกชนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานภาครัฐที่อาจกระทำการหรือปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดหรือฝ่าฝืนกฎหมายต่าง ๆ อันนำมาซึ่งความเดือดร้อน เสียหาย หรือสร้างความไม่สงบ เรียบร้อย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือของสังคม บัดนี้สมาคมฯพบว่ามีข้าราชการตำรวจระดับสูง มีพฤติการณ์และหรือการกระทำที่ส่อไปในทางมิชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดหรือแย้งต่อประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจโดยชัดแจ้งหลายประการ ซึ่งหากสังคมปล่อยวาง ก็อาจจะนำมาซึ่งความเสียหาย ความเดือดร้อน ความไม่สงบต่อสังคมไทยในอนาคตอันใกล้และหรืออันไกลได้ 2 ประการ ดังนี้

 

          ประการที่ 1 พบว่าพฤติการณ์และการกระทำของพล.ต.อ.สมยศ  พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าข่ายการ “ทุจริตต่อหน้าที่” ตามความหมายตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2554 ประกอบการฝ่าฝืน “กฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2551 (แก้ไขตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ (ฉบับที่ 2 )พ.ศ.2553)” ซึ่งข้าราชการตำรวจทุกคนต้องถือปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีและจรรยาบรรณของตำรวจ ตามที่กำหนดไว้ใน กฎ ก.ตร. แต่ทว่า พล.ต.อ.สมยศ  พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กลับมีพฤติการณ์ในทางการใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ “ในการสนับสนุน ส่งเสริม หรือเอื้อประโยชน์” ให้กับตนเองหรือบุคคลอื่น ๆ มีการจัดตั้งสถานกาสิโนที่ผิดกฎหมายของไทย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 18 มาตรา 853 ประกอบพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเข้าข่ายเป็นการ “ทุจริตต่อหน้าที่” โดยชัดแจ้ง ดังนี้

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวต่อสื่อสารมวลชนและโซเชียลมีเดียเป็นการทั่วไปว่า พล.ต.อ.สมยศ  พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะผ่านสื่อสารมวลชนทั่วไปเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2558 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ความว่า “กรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลุ่มรักชาติ เสนอให้รัฐบาลเปิดบ่อนกาสิโนเสรีว่า เรื่องนี้ตนเห็นด้วย และพูดมาตั้งนานแล้วว่าควรจะมีบ่อนกาสิโนถูกต้องตามกฎหมายเสียที เพราะถึงเวลาที่คนไทยต้องยอมรับความจริงแล้วว่า อย่างไรเสียประเทศไทยก็ต้องมีบ่อน

"มันหนีไม่พ้นอยู่แล้ว เชื่อเถิดว่าการพนันอยู่ในสายเลือดของคนไทยอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะบริหารจัดการอย่างไร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะในเมื่อคนมันจะเล่น ก็จัดพื้นที่ให้เล่นแบบถูกกฎหมายไปเลย" ผบ.ตร. กล่าว

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า อยากให้ดูประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศแถบยุโรป โดยเฉพาะสวิสเซอร์แลนด์เป็นตัวอย่าง ประเทศเหล่านั้น มีสภาพภูมิศาสตร์ติดต่อประเทศเพื่อนบ้านคล้ายบ้านเรา โดยก่อนหน้านี้สวิสเซอร์แลนด์ก็คัดค้านบ่อนเสรี แต่สุดท้ายเวลาผ่านไป 20 ปี ก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนผ่านการทำประชามติกว่า 30 ครั้งให้เปิดบ่อนอยู่ใจกลางประเทศ ดังนั้นอยากฝากไปถึงผู้ที่เข้ามาทำเรื่องนี้ว่าควรไปถามประชาชนว่า ประเทศของเราควรมีบ่อนการพนันเสรีหรือยัง

"ผมไปศึกษาดูงานมาทั่วโลก และได้เข้าบ่อนหลายแห่ง ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ จนมีแนวคิดให้เปิดบ่อนเสรีในเมืองไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศ เพราะที่ผ่านมา คนไทยนำเงินไปเล่นพนันนอกประเทศจนเม็ดเงินหลุดออกไปมหาศาล เช่น กัมพูชาและมาเก๊า ทั้งที่ควรนำเงินรายได้เหล่านั้นมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการศึกษาในประเทศได้ด้วย นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีปัจจัยเกื้อหนุนที่ได้เปรียบประเทศอื่น ๆ ทั้งเรื่องอาหารการกิน สถานที่ท่องเที่ยว สถานบันเทิงรวมทั้งแหล่งช๊อปปิ้งต่าง ๆ จึงควรสร้างได้แล้ว ผมแนะนำให้สร้างที่ จ.ภูเก็ต เชียงใหม่ อุบลราชธานี และเกาะล้าน ต้องกำหนดด้วยว่าห้ามคนในพื้นที่เล่นการพนันในเขตพื้นที่ของตัวเอง ต้องข้ามพื้นที่ไปเล่นต่างจังหวัดเพื่อเป็นการคัดกรองผู้มีรายได้สูงให้เข้าบ่อนนำรายได้เข้ารัฐ อย่ามัวแต่ห่วงเรื่องศักดิ์ศรีว่าเราเป็นเมืองพุทธ ให้คิดถึงเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเป็นหลัก เพราะเงินไปต่างประเทศหมดแล้ว" ผบ.ตร. กล่าว

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่าตอนไม่มีบ่อนเสรี คนจะเล่น มันก็เล่น แต่พอมีบ่อนถูกกฎหมายแล้ว พวกเขาก็ยังแอบไปเล่นในบ่อนกระจอก ๆ อยู่ดี แต่เมื่อมีบ่อนเสรี รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากคนที่มีศักยภาพพอที่จะจ่าย ส่วนปัญหาอาชญากรรมนั้น แก้ได้ด้วยการจัดระบบให้มีประสิทธิภาพ มีการเก็บประวัติ คิดค่าใช้บริการ แสดงบัตรประชาชน หรือถ่ายภาพเก็บไว้ จึงอยากถามคนไทยว่าอยากให้มีบ่อนเสรีหรือไม่ เรื่องนี้หากจะทำจริง ๆ ให้ตั้งตนเป็นคณะทำงานได้เลย ตนจะแนะนำให้ว่าควรทำอย่างไร และพร้อมชี้แจงได้ทุกประเด็น

"ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะพูดเรื่องนี้ 1 เดือนก่อนเกษียณอายุราชการ ว่าผมคือ ผบ.ตร.คนแรกที่กล้าพูดว่า เมืองไทยควรมีบ่อนการพนันเสียที อย่าห่วงศักดิ์ศรีว่าเป็นเมืองพุทธอยู่เลย ห่วงเรื่องท้องนี่ เงินออกไปกัมพูชา และมาเก๊าเท่าไหร่แล้ว แม้แต่ประเทศที่ประชาชนเป็นชาวมุสลิม ยังมีบ่อนกาสิโนเปิดอยู่ทั่วประเทศ แม้กระทั่งในโรงแรม ผมเชื่อว่าวิธีคิดของผมสุดยอด หากรัฐบาลไม่ทำประชามติในเรื่องนี้ ผมจะเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาเองชื่อว่า 'สมยศ ฟอร์ กาสิโน' เพื่อถามความคิดเห็นประชาชนเลยว่าควรเปิดหรือไม่ แต่ถ้ารัฐบาลจะทำก็ต้องกำหนดมาว่าจะนำรายได้ 30 เปอร์เซ็นต์ จากบ่อนกาสิโน มาใช้ในเรื่องของการศึกษา ช่วยเหลือคนจน และทะนุบำรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ"

ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า เรื่องการทำประชามตินี้ ตนไม่ได้พูดเล่น ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ไปดำเนินการแล้ว โดยไปศึกษาในเรื่องของระบบการเปิดให้ทำประชามติออนไลน์ว่าจะทำได้อย่างไร เบื้องต้นคิดว่าต้องให้มีการเข้ารหัสผ่านโดยใช้เลข 13 หลักของบัตรประชาชน เพื่อไม่ให้ซ้ำกันในการแสดงความเห็นหรือโหวตลงคะแนน

"ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยต้องมี และผมก็ได้ไปพูดคุยหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ ว่าจะเปิดบ่อนเสรี ท่านก็ติงว่าอยากเปิดจังเลยนะ บ่อนการพนันเนี่ย แต่เพราะว่ามันสร้างปัญหาให้ผมและผู้บริหาร รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานไง คือผมต้องไปไล่กระทืบลูกน้องผม เมื่อมีการพนันเกิดขึ้น จากคนที่อยากเล่น ดังนั้นควรตั้งบ่อนให้มันเล่นกันไปเลยแบบถูกกฎหมาย หรือตั้งไว้ก่อน 3 ปี โดยประกาศว่าคนไทยห้ามเข้าไปเล่น ค่อยๆทำไปทีละขั้นตอนก็ได้" พล.ต.อ.สมยศ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวถูกกลุ่มเอ็นจีโอต่อต้านหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ ตอบว่า "ผมพูดอย่างนี้ผมกลัวหรอ เขาไม่ใช่พ่อผมนี่!! ผมพร้อมถูกโจมตีจากกลุ่มต่าง ๆ ที่จะมาต่อต้าน ผมไม่กลัวอยู่แล้ว ผมกล้าพูด เพราะคนส่วนหนึ่ง ก็คิดแบบผม ผมพูดแล้วอธิบายว่าเป็นอย่างไรทำอย่างไร พร้อมหาทางออกให้ แต่คนส่วนหนึ่งกลับไม่กล้าพูด ผมจึงขอพูดให้ประชาชนฟังและยอมรับเสียทีว่าประเทศของเราควรมีบ่อนการพนันถูกกฎหมายได้แล้ว"

ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า วิธีจับหรือไม่ให้นักพนันพวกนี้กลับไปเล่นการพนันอีกง่ายนิดเดียว คือไม่ต้องไปสนใจว่านาย ก. นาย ข. มีรายได้เท่านั้น เสียภาษีเท่านั้น แล้วจึงค่อยให้บัตรไปเล่นการพนันในกาสิโน มันเพ้อเจ้อ เพราะถึงมีกาสิโนถูกต้องคนไทยก็ลักลอบเล่นอยู่ดี ในกรณีที่ไม่มีที่ให้เล่น อย่างเรื่องเด็กแว้นในเมื่อเด็กมันชอบเล่นนัก ทำไมถึงไม่จัดหาที่ให้เล่นไปเสียเลย เรื่องบ่อนก็เหมือนกัน ยืนยันว่าเรื่องนี้จะให้ผมไปดีเบตเวทีไหนก็ได้ ผมสู้ได้ทุกประเด็นเลย”

ทั้งนี้ ตาม “พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547” บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไว้ความว่า...

(1) รักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ

(2) ดูแลควบคุมและกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(3) ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา

(4) รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของราชอาณาจักร

(5) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

(6) ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

(7) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าส่วนราชการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(1) รับผิดชอบควบคุมราชการประจำในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดแนวทางและแผนการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และลำดับความสำคัญของแผนการปฏิบัติราชการประจำปีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการที่นายกรัฐมนตรีและ ก.ต.ช. กำหนด รวมทั้งกำกับ เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

(2) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติรองจากนายกรัฐมนตรี

3) เป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

(4) วางระเบียบหรือทำคำสั่งเฉพาะเรื่องไว้ให้ข้าราชการตำรวจหรือพนักงานสอบสวนปฏิบัติการเกี่ยวกับการใช้อำนาจหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น

ส่วน กฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2551 (แก้ไขตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2553 กำหนดไว้ชัดเจนในหลาย ๆ ข้อ อาทิ

“ข้อ 11 ข้าราชการตำรวจต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตและยึดมั่นในศีลธรรม โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้

(๑) ไม่ใช้ตำแหน่ง อำนาจหรือหน้าที่ หรือไม่ยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่ง อำนาจหรือหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น

(๒) ไม่ใช้ตำแหน่ง อำนาจหรือหน้าที่ หรือไม่ยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่ง อำนาจหรือหน้าที่ของตนไปในทางจูงใจหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ การใช้ดุลพินิจ หรือการกระทำของข้าราชการตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น อันเป็นผลให้การตัดสินใจ การใช้ดุลพินิจ หรือการกระทำของผู้นั้นสูญเสียความเที่ยงธรรมและยุติธรรม

......

(๔) ไม่ใช้เวลาราชการหรือทรัพย์ของราชการเพื่อธุรกิจหรือประโยชน์ส่วนตน

......

(๖) ดำรงชีวิตส่วนตัวไม่ให้เกิดมลทินมัวหมองต่อตำแหน่งหน้าที่ ไม่ทำผิดกฎหมายแม้เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่หมกมุ่นในอบายมุขทั้งหลาย ไม่ฟุ้งเฟ้อหรูหรา และใช้จ่ายประหยัดตามฐานะแห่งตน

 

ข้อ 12 ข้าราชการตำรวจต้องภาคภูมิใจในวิชาชีพ กล้ายืนหยัดกระทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงามเพื่อเกียรติศักดิ์และศักดิ์ศรีของความเป็นตำรวจ ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้

.....

(๔) ไม่เลี่ยงกฎหมาย ใช้หรือแนะนำให้ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือทำให้สูญเสียความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม

 

ข้อ 13 ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา ข้าราชการตำรวจต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้

(๑) ประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดี รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาและที่พึ่งของผู้ใต้บังคับบัญชา

.....

 

ข้อ 15 ข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติตามค่านิยมหลักของมาตรฐานจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินกำหนด ดังนี้

…..

(๓) การยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

(๔) การยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม และถูกกฎหมาย

……

ฯลฯ

          การที่นายตำรวจระดับสูง มีตำแหน่งหน้าที่เป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 บัญญัติไว้ ได้มีพฤติการณ์หรือการแสดงออกต่อสาธารณชนผ่านสื่อสารมวลชนเป็นการทั่วไป ในลักษณะส่งเสริม สนับสนุน จูงใจ หรือผลักดันให้มีการจัดตั้ง “บ่อน” หรือ “กาสิโน” เพื่อนำไปสู่ “การเล่นการพนัน” ขึ้นในประเทศไทยนั้น ย่อมเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และการหมกมุ่นในอบายมุข ย่อมขัดต่อประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจที่อรรถาธิบายหรือกล่าวข้างต้นโดยชัดแจ้ง (เพราะจากคำให้สัมภาษณ์ที่กล่าวว่า “ผมไปศึกษาดูงานมาทั่วโลก และได้เข้าบ่อนหลายแห่ง ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ จนมีแนวคิดให้เปิดบ่อนเสรีในเมืองไทย”) ทั้งนี้เพราะตำรวจมีหน้าที่ในการปราบปราม จับกุม ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายต่าง ๆ ที่ให้อำนาจและกำหนดหน้าที่ไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  อันเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคมสืบมา ในขณะที่การจัดตั้ง “บ่อน” หรือ “กาสิโน” นั้น ในขณะปัจจุบันประเทศไทยยังถือว่าเป็นสถานที่หรือกิจการที่ “ผิดกฎหมาย” หากมีผู้ใด คณะบุคคลใด ฝ่าฝืนย่อมมีความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ อาทิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 18 มาตรา 853 ประกอบพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แต่การที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีอำนาจตามที่กฎหมายกำหนด กลับไปพูดหรือให้สัมภาษณ์ในลักษณะส่งเสริม สนับสนุน จูงใจ หรือผลักดันให้มีการจัดตั้ง “บ่อน” หรือ “กาสิโน” ขึ้นในประเทศไทยนั้น ย่อมเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 1 หมวด 6 มาตรา 84 มาตรา 85 และมาตรา 86 ในฐานะ “ตัวการและผู้สนับสนุน” ลักษณะ 2 หมวด 2  มาตรา 157 และหรือมาตรา 165  เข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยเช่นกัน

การจัดตั้ง “บ่อน” หรือ “กาสิโน” เพื่อนำไปสู่ “การเล่นการพนัน” ทุกประเภท ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายของประเทศไทยอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่หากผู้มีอำนาจหน้าที่ในการปราบปราม คือ “พนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ” โดยเฉพาะมีตำแหน่งหน้าที่ราชการเป็นถึง “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” ออกมาพูดหรือให้สัมภาษณ์ในลักษณะส่งเสริม สนับสนุน จูงใจ หรือผลักดันให้มีการจัดตั้ง “บ่อน” หรือ “กาสิโน” ขึ้นในประเทศไทย ก็จะเป็นเหตุจูงใจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่กล้าที่จะปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามผู้กระทำความผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายการพนันดังกล่าว เพราะอาจจะไปก้าวล่วงความต้องการหรือนโยบายของผู้บังคับบัญชาได้ เพราะตาม กฎ ก.ตร. นั้นกำหนดไว้ชัดเจนว่าตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องรับฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเสมอ นั่นเอง

ทั้งนี้คำว่า “พนัน” หรือ “การพนัน” นั้น มีความหมายตามพจนานุกรม คือ การที่บุคคลสองคนขึ้นไปเข้าเล่นเพื่อแสวงหาประโยชน์ โดยอาศัยการเสี่ยงโชคด้วยความฉลาด ความชำนาญ เล่ห์เหลี่ยม ไหวพริบและฝีมือ เพื่อพนันเอาเงินหรือทรัพย์สิน เช่น การเล่นไพ่ต่างๆ บิดเลียด เป็นต้น การเล่นเช่นนั้นเรียกว่า การพนัน ส่วนศาลฎีกาได้วินิจฉัยการเล่นที่เป็นการพนันไว้ว่า จะต้องมีลักษณะที่ผู้เล่นเสี่ยงต่อการได้และเสีย นอกจากนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 11) ได้ให้ความเห็นว่า ลักษณะที่สำคัญของการพนัน คือ จะต้องเป็นการเล่นที่เป็นการเสี่ยงโชคต่อการได้หรือเสียประโยชน์

ดังนั้นการผลักดันการจัดตั้ง “บ่อน” หรือ “กาสิโน” เพื่อนำไปสู่ “การเล่นการพนัน” ทุกประเภท นอกจากจะถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายของประเทศไทยแล้ว ยังถือว่าเป็น “การผิดศีลธรรมอันดี” ตามหลักคำสั่งของของศาลนาพุทธ และศาสนาอื่น ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ดังนั้น การที่การที่นายตำรวจระดับสูง มีตำแหน่งหน้าที่เป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 บัญญัติไว้ ได้มีพฤติการณ์หรือการแสดงออกต่อสาธารณชนผ่านสื่อสารมวลชนเป็นการทั่วไป ในลักษณะส่งเสริม สนับสนุน จูงใจ หรือผลักดันให้มีการจัดตั้ง “บ่อน” หรือ “กาสิโน” เพื่อนำไปสู่ “การเล่นการพนัน” ขึ้นในประเทศไทยนั้น ย่อมเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ขัดต่อ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น อันเข้าข่ายความผิด เป็นการ “ทุจริตต่อหน้าที่” ตามความหมายตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2554 โดยชัดแจ้ง

สมาคมฯและผู้ร้องตามรายชื่อแนบท้ายหนังสือฉบับนี้ จึงใคร่ร้องเรียนกล่าวโทษมายังท่านประธานและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้โปรดสั่งการหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ ในการไต่สวน ตรวจสอบ หรือกระทำการอย่างใด ๆ เพื่อเอาผิดต่อ พล.ต.อ.สมยศ  พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ได้กระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อ กฎ ก.ตร.ข้างต้นโดยเร็ว เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่เหมาะสม ต่อข้าราชการทั้งประเทศสืบไป

 

ประการที่ 2 สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของพล.ต.อ.สมยศ  พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดตามกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กรณีการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในลักษณะเตะถ่วง หรือ ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะ “ล่าช้าเกินสมควร” อันอาจทำให้งานราชการแผ่นดินเสียหาย ทั้ง ๆ ที่โดยอำนาจหน้าที่และกระบวนการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ดำเนินการมาตามครรลองที่กฎหมายกำหนดแล้ว แต่ทว่า พล.ต.อ.สมยศ  พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเข้าลักษณะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยชัดแจ้ง

ทั้งนี้ กระบวนการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เริ่มตั้งแต่ต้นปี  พ.ศ.2552 หลังจากที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นเวลา  2  ปี ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ มูลค่า 772 ล้านบาท  ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 (1) และ 122 วรรคหนึ่ง ชัดเจนแล้ว

ดังนั้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2552 ผู้บังคับการกองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ได้ระบุว่า ทางกองวินัยในฐานะต้นเรื่องได้ทำการตรวจสอบตามข้อมูลที่ปรากฏ พบว่า กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าเงื่อนไของค์ประกอบตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 เนื่องจากถูกศาลพิพากษาจำคุกและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงส่งเรื่องเสนอไปยังกองกำพล ซึ่งกระบวนการขั้นต่อไปทางกองกำลังพลจะต้องประมวลเรื่องเสนอไปยัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ในสมัยนั้นคือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ) เพื่อพิจารณาดำเนินการถอดยศ ตามลำดับต่อไป

แต่ปรากฏว่า ในขณะนั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดึงเรื่องเอาไว้ ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ อ้างถึงเงื่อนไขในแง่ทางกฎหมาย พร้อมกับมีการส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ โดยครั้งแรกช่วงเดือนกันยายาม พ.ศ.2552 ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกา วินิจฉัยเป็นครั้งแรก โดยมีการวินิจฉัยเสร็จในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน สรุปว่า “การกำหนดเหตุแห่งการถอดยศมุ่งหมายถึงผลที่ผู้นั้นได้รับจากคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเท่านั้น โดยไม่ได้มุ่งหมายถึงสถานะของบุคคล กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีหรือฐานความผิดว่า จะต้องเป็นไปตามกฎหมายใด ดังนั้น ถ้าข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าเป็นคำพิพากษาของศาลใด ย่อมอยู่ในหลักเกณฑ์แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547”

แต่ปรากฏว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ้างว่า มีส.ส. และข้าราชการบำนาญ มีหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร้องขอให้ยกเลิกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจฯ ในส่วนที่ใช้บังคับกับอดีตข้าราชการำตรวจหรือบุคคลภายนอกเพราะเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร) ในการประชุมครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2554 มีมติรับทราบตามที่คณะอนุกรรมการ ก.ตร.เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบเสนอและให้หารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2554 ว่า ในกรณีที่ ผบ.ตร.ออกระเบียบ สตช.ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 11(4) มาตรา 28 และมาตรา 29 ซึ่งครอบคลุมไปถึงบุคคลภายนอก ได้แก่ ข้าราชการตำรวจที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว และบุคคลภายนอกที่ไม่อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ เป็นการใช้อำนาจออกระเบียบเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจหรือไม่ อย่างไร

           คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) ได้พิจารณาข้อหารือของ สตช.โดยมีผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี) และผู้แทน สตช.เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็นว่า พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 26 และมาตรา 27 ได้บัญญัติให้การแต่งตั้งยศตำรวจเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

          โดยการแต่งตั้งยศตำรวจมีสองกรณี คือ เป็นการแต่งตั้งผู้ที่เป็นข้าราชการตำรวจซึ่งการแต่งตั้งจะต้องสอดคล้องกับชั้นและตำแหน่งที่บรรจุไว้และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ส่วนกรณีที่สอง เป็นการแต่งตั้งยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษให้แก่บุคคลอื่นที่มิใช่ข้าราชการตำรวจให้มียศตำรวจ และหากเป็นกรณีการแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ

           ดังนั้น ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งยศตำรวจจึงอาจเป็นได้ทั้งข้าราชการตำรวจหรือบุคคลอื่น โดยผู้ได้รับแต่งตั้งยศตำรวจทุกนายแม้ว่าจะพ้นจากราชการไปแล้วก็ยังสามารถใช้ยศตำรวจต่อไปได้ จนกว่าจะถูกถอดออกจากยศ ซึ่งการถอดยศตำรวจนั้น ส่วนมาตรา 28 บัญญัติให้การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นไปตามระเบียบ สตช.และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ จึงเห็นได้ว่าการถอดหรือการออกจากยศตำรวจเป็นการดำเนินการให้ผู้ที่ยังใช้ยศตำรวจอยู่ไม่มีสิทธิใช้ยศตำรวจอีกต่อไป ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นข้าราชการตำรวจหรือไม่ก็ตาม

           สำหรับปัญหาที่ สตช.หารือว่า กรณีที่ ผบ.ตร.ออกระเบียบ สตช.ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 ให้ครอบคลุมไปถึงบุคคลภายนอก ได้แก่ ข้าราชการตำรวจที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว และบุคคลภายนอกที่ไม่อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ เป็นการใช้อำนาจออกระเบียบเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจหรือไม่ อย่างไร

           คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) เห็นว่า การออกระเบียบ สตช.ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 เป็นการกำหนดขั้นตอน วิธีการให้ข้าราชการของ สตช.ที่มีหน้าที่ปฏิบัติ เช่น กองวินัยหรือกองกำลังพล ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งถือเป็นการกำหนดกระบวนการที่ใช้ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อนที่จะส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

           ทั้งนี้ แนวทางปฏิบัติดังกล่าวก็สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติเดิมที่เคยดำเนินการตามข้อบังคับที่ 4/2499 เรื่อง วางระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ตามพระราชบัญญัติยศตำรวจ พ.ศ.2480 ต่อมาเมื่อได้ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยยศตำรวจ และใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 แทน จึงมีการออกระเบียบ สตช. ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ขึ้นใช้แทน ดังนั้น การดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงไม่ถือเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

 

 

 

ซึ่งทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ส่งคำวินิจฉัยยืนยันอีกครั้งในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2554 ว่า “การออกระเบียบว่าด้วยการถอดยศฯ ไม่ถือเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

สำหรับการถอดยศตำรวจมีการบัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 28 โดยระบุว่า “การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ” โดยระเบียบดังกล่าวไม่ได้จำกัดตำรวจที่จะถูกถอดยศไว้เฉพาะตำรวจที่รับราชการเท่านั้น โดยในระเบียบข้อ 1 ระบุว่า “การเสนอขอถอดยศตำรวจทั้งแก่ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจและที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว”

เนื้อหาสำคัญมาตรา 11 (4) มาตรา 28 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 วางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

 

ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547

ข้อ 1.การเสนอขอถอดยศตำรวจทั้งที่อยู่ในราชการตำรวจและที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำเมื่อมีเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1)ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แม้ศาลจะพิพากษารอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ก็ตาม

(2)ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท

(3)ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละเลย เพราะก่อให้เกิดหนี้สินขึ้นโดยทุจริต

(4)กระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ

(5)ประพฤติชั่วร้ายแรง สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ

(6)ผู้ต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป สำหรับผู้ที่มิอยู่ในราชการหรือหน่วยงานรัฐ

(7)ถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ

จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เห็นชัดว่า แล้วว่า พฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าเหตุตามระเบียบทั้ง 2 ประการ หรือ  2 กรณี คือ ข้อ (2) และข้อ (6)

 

ข้อ 2 หน้าที่ความรับผิดชอบในการพิจารณาและดำเนินการถอดยศตำรวจ

(1) ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้กองวินัย หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจในการดำเนินการทางวินัยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาว่า ผู้ใดมีเหตุที่จะต้องดำเนินการถอดยศตามข้อ 1  แล้วแจ้งผลการพิจารณาพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ให้กองทะเบียนพลดำเนินการรวบรวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาถอดยศ เว้นแต่กรณีตามข้อ 1(7) เมื่อมีคำสั่งให้ออกจากราชการแล้วให้หน่วยต้นสังกัดดำเนินการส่งเรื่องให้กองทะเบียนพล รวบรวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาถอดยศต่อไป

(2) ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งยศเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาว่า  ผู้ใดมีเหตุที่จะต้องดำเนินการถอดยศตามข้อ 1 แล้วดำเนินการสั่งถอดยศ พร้อมทั้งรายงานให้สำนักงานตำรว

Recent posts