Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ทรัมป์กับโลกมุสลิม ใน 4 ปีที่ผ่านมา(2017-2020)

ทรัมป์กับโลกมุสลิม ใน 4 ปีที่ผ่านมา(2017-2020)

29 January 2021

3174

 

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 

Shukur2003@yahoo.co.uk 

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัดและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2564 ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ต่อจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งลั่นไม่เข้าร่วมพิธีสาบานตน ทำให้ นายทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกในรอบกว่า 150 ปี ของประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ไม่เข้าร่วมพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีคนต่อไป(พิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 ของนายโจ ไบเดน และรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ คามาลา แฮร์ริส

 

https://www.facebook.com/voathai/videos/429180298128672/)

สำหรับ 4 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (2017 -2020) ด้วย นโยบายต่างประเทศ “อเมริกาต้องมาก่อน” ซึ่งBBC(ภาษาไทย)ได้สรุป “การเน้นย้ำอำนาจอธิปไตยของสหรัฐฯ และสิทธิของทุกชาติในการขีดเส้นอนาคตของตัวเอง โดยมุ่งเน้นเรื่องความมั่งคงและเจริญรุ่งเรืองของชาติ

แล้วในทางปฏิบัติจะเป็นอย่างไร มันก็หมายถึงการแยกตัวออกจากข้อตกลงระหว่างประเทศขนาดใหญ่ อย่างความตกลงปารีส (ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) หรือการถอนตัวจากองค์การระหว่างประเทศขนาดใหญ่อย่างองค์การอนามัยโลก นอกจากนี้เขายังท้าทายความเป็นพันธมิตรกับนานาชาติ ผลักดันให้ชาติสมาชิกนาโต้เพิ่มเงินสมทบในองค์กรพันธมิตรทางทหารแห่งนี้... (ผู้สนับสนุน)ในการบรรลุข้อตกลงระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อปรับความสัมพันธ์ต่อกัน และเขาก็สั่งการปฏิบัติการสังหารนายอาบู บาการ์ อัล-บักห์ดาดี หัวหน้ากลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม และ นายพลคาเซ็ม สุเลมานี ผู้ทรงอิทธิพลในอิหร่าน”นอกจากนี้”ประกาศรับรองสถานะให้ เยรูซาเลมหรือโลกมุสลิมเรียกว่าอัลกุดลเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ “และ”ห้ามพลเมืองจาก 6 ประเทศมุสลิม ได้แก่ อิหร่าน ลิเบีย ซีเรีย โซมาเลีย ซูดาน และเยเมน เข้าอเมริกา” นโยบายเหล่านี้มีผลต่อโลกมุสลิมมาก หากจะทราบโดยละเอียดก็ต้องอ่านหนังสือ บทความ บทสัมภาษณ์และบทวิเคราะห์ของสองพี่น้องนักวิชาการโลกมุสลิมชาวไทย ดร.ศราวุฒิและดร.มาโนชญ์ อารีย์ แต่สำหรับผู้เขียนได้เคยเขียนบทความ เกี่ยวกับ ผลของนโยบายต่างประเทศทรัมป์ต่อโลก มุสลิมดังนี้

ปีที่หนึ่ง :ปี 2017/2560 เรื่อง “โปรดใช้สติ วิจารณญานการส่งต่อข้อมูล หลังสหรัฐอเมริการถล่มซีเรีย” 

ในเนื้อหาบทความผู้เขียนอธิบายว่า  “ หลังสหรัฐอเมริการยิงขีปนาวุธ 59 ลูกของกองทัพสหรัฐถล่มฐานทัพซีเรียโดยอ้างความชอบธรรมว่าเป็นการหยุดยั้งรัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีถล่มพลเรือนตน ทำให้พลเรือนสังเวยอย่างน้อย 58 ศพ รวมถึงเด็กเล็ก 11 ชีวิตผ่านวาทะเด็ดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวว่า “เมื่อคุณสังหารเด็กที่บริสุทธิ์ ทารกที่บริสุทธิ์ ด้วยก๊าซเคมีที่อันตรายถึงชีวิต สิ่งนี้ได้ก้าวข้ามเส้นหลายเส้น ได้ก้าวพ้นจากเส้นแดง

การตัดสินใจครั้งนี้ของสหรัฐอเมริการภายใต้การนำของทรัมป์ได้รับการประณามจากรัฐบาลซีเรีย  รัสเซีย  อิหร่าน เกาหลีเหนือและกลุ่มฮิสบุลเลาะห์และประกาศพร้อมหนุนรัฐบาลซีเรียแต่ก็ไม่ได้เสียงประณามจากรัฐบาลตุรกี  ซาอุดิอารเบีย  กาตาร์ในขณะที่รัฐบาลอิสราเอลสนับสนุนเต็มที่ ถึงแม้ภาพรวมในประชาชาติมุสลิมทั่วโลกจะไม่พอใจสหรัฐอเมริกา

 

(อ่านเพิ่มเติมในhttps://deepsouthwatch.org/th/node/10546)และ เรื่อง “ทำไมอเมริกาจึงหมดชอบธรรมในเป็นคนกลางกระบวนการสันติภาพปาเลสไตน์เเละอิสราเอล” 

ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายถึง “สำนักจุฬาราชมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้ร่วมกันแสดงพลังและจุดยืน ต่อต้านคำประกาศของสหรัฐอเมริกา กรณีให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

ด้วยเหตุผลว่า 

 

1. คำประกาศดังกล่าวเท่ากับการยกดินแดนนี้ให้อิสราเอลโดย นายโดนัลด์ ทรัมป์

 

2. คำประกาศดังกล่าวไม่เพียงละเมิดสิทธิ์ของชาวปาเลสไตน์เจ้าของดินแดนอัลกุดล์เท่านั้น แต่ยังละเมิดสิทธิ์ของมุสลิมทั่วโลกอีกด้วย เนื่องจากไปยกมัสยิดอัล อักซอ อันเป็นศาสนสถานที่สำคัญของอิสลาม ลำดับ 3 รองจากมัสยิดอัลหะรอม และมัสยิดอัลนะบะวีย์ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ให้ไปอยู่ใต้การปกครองของอิสราเอลทั้งๆ ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาสันติภาพ

 

3. คำประกาศดังกล่าวขัดแย้งและสวนทางกับมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ 242, 252, 267, 465 ซึ่งมติทั้งหมดเรียกร้องให้อิสราเอลถอนทหารออกจากกรุงเยรูซาเลมทันที รวมทั้งการยุติการสร้างอาณานิคมชาวยิวในบริเวณดังกล่าวด้วย

 

4. คำประกาศดังกล่าวสะท้อนอคติเชิงชาติพันธุ์และเชิงศาสนาของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีต่อประชาชาติอิสลามอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นอคติที่จะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น”

 

ซึ่งการเเสดงจุดยืนจากองค์กรสูงสุดของศาสนาอิสลามครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของสังคมมุสลิมไทยที่ประกาศต่อมหาอำนาจเเละนานาชาติที่พร้อมยืนอยู่เคียงข้างกับความชอบธรรม ถึงเเม้ในอนาคตเเน่นอน บุคคลต่างๆที่ร่วมยืนเเถลงการณ์ผ่านการถ่ายถอดสด เเละสื่อทั้งในเเละต่างประเทศอาจต้องกระทบกับความมั่นคงส่วนตัวเเละองค์กร อย่างไรก็เเล้วเเต่ในเเถลงการณ์ครั้งนี้เป็นการจุดยืนที่ประณามรัฐบาลทรัมป์เท่านั้น เเต่ก็พร้อมเป็นมิตร ร่วมสานเสวนา เเละยินดีร่วมมือกับคนอเมริกันทุกคนที่ยืนหยัดบนความถูกต้องชอบธรรมอีกทั้งต่อต้านอาชญกรรมต่างๆ การก่อการร้ายที่ผิดหลักมนุษยธรรมเเละศาสธรรม

 

(อ่านเพิ่มเติมในhttps://deepsouthwatch.org/th/node/11541)

ปีที่สอง : ปี2018/2561 เรื่อง “2018 ทรัมป์จะฝืนหนุนเสียงส่วนน้อยใน UN หรือแคร์เสียงส่วนใหญ่ ?  กล่าวคือ มติที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่ออกเสียงคัดค้านนโยบายทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา กรณีประกาศรับรองสถานะให้ “เยรูซาเลมหรือโลกมุสลิมเรียกว่าอัลกุดล์” เป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ ด้วยคะแนนท่วมท้น 128 ชาติ (โดยไทยเป็น 1 ใน 128 ชาติ) งดออกเสียง 35 ชาติ และสนับสนุนสหรัฐเพียง 9 ชาติ

 

ทั้งๆ ที่ก่อนลงคะแนนครั้งนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะตัดความช่วยเหลือด้านการเงินกับประเทศที่ลงคะแนนสนับสนุนร่างมติสหประชาชาติซึ่งมีเนื้อหาต่อต้านการที่สหรัฐรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2017 ... จากการแพ้โหวตของสหรัฐครั้งนี้ นักวิเคราะห์สถานการณ์โลกมองว่า ปี 2018 สหรัฐจะถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น หากทรัมป์หรือสหรัฐยังดื้อดึงยืนอยู่ข้างอิสราเอลประเทศเดียวโดยไม่สนใจความชอบธรรม หรือเสียงทัดทานจากมหาอำนาจอีก 4 ประเทศ และเสียงส่วนใหญ่ของนานาประเทศในสหประชาชาติ หรือ UN

 

(อ่านเพิ่มเติมในhttps://www.matichonweekly.com/special-report/article_76011)และความขัดแย้งตุรกี-สหรัฐอเมริกามากกว่าสงครามการค้า ซึ่งผู้เขียนอธิบาย “ความเป็นจริงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา และตุรกีครั้งนี้มีชนวนเหตุมาจากการที่ตุรกีจับกุมนักบวชชาวอเมริกันและข้อพิพาทการทูตอื่นๆก่อนหน้านี้เรื่อยมา

 

      กล่าวคือ แอนดรูว์ บรันสัน (Andrew Brunson) นักบวชชาวอเมริกันซึ่งถูกทางการตุรกีจับกุมและดำเนินคดีข้อหาก่อการร้าย เพราะเชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนความพยายามก่อรัฐประหารโค่น ผู้นำตุรกีปัจจุบัน แอรฺโดก์อาน เมื่อปี 2016

 

          แอนดรูว์ บรันสัน ถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุน ฟัตฮุลเลาะห์ กูเลน นักคิด นักฟื้นฟูสังคมผ่านหลักการศาสนาชาวตุรกีผู้เป็นศัตรูทางการเมืองกับ แอร์โดอัน และหลบเขาไปลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1999 รัฐบาลตุรกีเชื่อว่าคนผู้นี้อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อปี 2016 และพยายามเรียกร้องให้สหรัฐฯ ส่งตัวเขากลับมารับโทษในตุรกี  

 

      แอนดรูว์ บรันสัน ซึ่งอาศัยอยู่ในตุรกีมานานกว่า 20 ปียังโดนข้อหาหนุนหลังกลุ่มแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธเคิร์ด PKK ซึ่งถือเป็นองค์กรนอกกฎหมายตุรกี ซึ่งหากศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริงในทุกข้อกล่าวหา เขาอาจโดนโทษจำคุกสูงสุดถึง 35 ปี

 

       

 

 ดังนั้นสงครามความขัดแย้งตุรกี-สหรัฐอเมริกามากกว่าสงครามการค้า”

(อ่านเพิ่มเติมในhttp://thaingo.in.th/news/?p=content&act=detail&id_content=4532)

ปีที่สาม : ปี2019 /2562 (ไม่มีบทความผู้เขียน)

ปีที่สี่: ปี2563/2020 เรื่อง “2020 : ผลกระทบโลกและไทย หลังสหรัฐลอบสังหาร ผบ.อิหร่าน” กล่าวคือ “ตามที่สื่อทั่วโลกรายงานว่าสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของทรัมป์เป็นผู้สั่งการให้ลอบสังหารนายพลคัสเซม โซไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังปลดปล่อยปาเลสไตน์ของอิหร่าน และทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 8 ราย

 

การลอบสังหารครั้งนี้ในโลกคนทำงานการเมืองโลกตั้งคำถามว่าอะไรคือสิทธิโดยชอบในการลอบสังหารผู้นำของชาติอธิปไตยอื่นโดยเปิดเผย?... ผลจากการกระทำของทรัมป์ครั้งนี้ แน่นอนที่สุดจะส่งผลให้อุณหภูมิการเมืองโลกร้อนระอุอย่างแน่นอน (ตลอดปี 2020)

 

เพราะอิหร่านเองคงออกมาตอบโต้ทางการเมืองและทางการทหารอย่างแน่นอน

 

ส่วนจะตอบโต้อย่างไรนั้น อาจมีหลากหลายรูปแบบ

 

เช่น ฐานทัพอเมริกาในอิรัก ตะวันออกกลาง หรือทั่วโลก จะต้องโดนอย่างแน่นอน”

(อ่านเพิ่มเติมใน https://www.matichonweekly.com/column/article_264962)

Recent posts