ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เว็บ thaingo.org จะปรับค่าบริการจากเดิม 300 บาทเป็น 500 บาท
From January 1, 2023, thaingo.org will adjust job announcement fee from 300 baht to 500 baht.

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

รุดยื่นหนังสือต่อนายอำเภอฯ ขอให้ชี้แจงข้อสงสัยโม่หินผิดกฎหมายและต้องคืนคำขอต่ออายุทำเหมืองทั้งหมดของนายธีรสิทธิ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ

 

 

          21 กันยายน 63 เวลา 15.40 น. ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ประมาณ 8 คน ได้เข้ายื่นหนังสือ ต่อนายจรูญ วิริยะสังวร นายอำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ณ ที่ว่าการอำเภอสุวรรณคูหา จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งประกอบด้วย ฉบับที่ 1 หนังสือขอให้ชี้แจงข้อสงสัยกรณี บริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด และ/หรือ นายธีรสิทธิ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ ดำเนินการแต่งแร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ฉบับที่ 2 หนังสือขอให้คืนคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อทำเหมืองแร่ของนายธีรสิทธิ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ ฉบับที่ 3 หนังสือขอให้คืนคำขอต่ออายุประทานบัตรที่ 27221/15393 ของนายธีรสิทธิ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ และฉบับที่ 4 หนังสือขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เล่มที่ 70 ฉบับที่ 16 เนื้อที่ 50 ไร่ ของนายธีรสิทธิ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ และ/หรือ บริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด  

          แต่เนื่องจากนายจรูญ วิริยะสังวร นายอำเภอสุวรรณคูหา ติดประชุมที่จังหวัดหนองบัวลำภู ชาวบ้านจึงได้เชิญนายศรายุทธ นามวิจิตร ปลัดอำเภอสุวรรณคูหา เป็นตัวแทนรับหนังสือจากชาวบ้าน จำนวน 4 ฉบับ

          โดยตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้ทำการอ่านเนื้อหาในหนังสือฉบับที่ 1 ต่อนายศรายุทธ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า เนื่องจากชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้ตั้งข้อสังเกตจากรายงานผลการปฏิบัติตามมาตราการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม เดือนมกราคม - มิถุนายน 62 พบว่ารายงานฉบับนี้ ยังมีการระบุว่ายังไม่มีการโม่บดและย่อยหินในพื้นที่โรงโม่ และชาวบ้านในพื้นที่พบว่ามีการนำเครื่องโม่หินเข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ.2562 และเริ่มดำเนินการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ในรายงานดังกล่าวกลับไม่มีรายงานที่เกี่ยวข้องกับการโม่หิน อีกทั้งตลอดระยะเวลาที่กลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนและขอข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่และโรงโม่หิน ก็ไม่มีหน่วยงานใดให้ข้อมูลต่อกลุ่มอนุรักษ์ฯ ว่าบริษัทดังกล่าวได้รับใบอนุญาตแต่งแร่แต่อย่างใด จึงขอให้รีบดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็ว

          ส่วนเนื้อหาหนังสือฉบับที่ 2 มีใจความสำคัญว่า กลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้ทราบข้อมูลว่านายธีรสิทธิ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ ได้มีการยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 63 และมีการเซ็นต์รับคำขอในวันเดียวกัน ซึ่งการยื่นคำขอดังกล่าวต้องทำตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่ระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2548 ต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบคำขอต่ออายุครบถ้วนสมบูรณ์ก่อน จึงจะสามารถรับจดทะเบียนคำขอต่ออายุได้ แต่ในวันที่มีการยื่นคำขอและรับจดทะเบียนคำขอนั้น ไม่ปรากฏว่าองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะไฟเคยมีมติเห็นชอบในการต่ออายุดังกล่าวแต่อย่างใด มีเพียงการมีมติที่ถูกเพิกถอนไปในภายหลังเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 63 เท่านั้น ดังนั้นการยื่นคำขอและรับจดทะเบียนคำขอดังกล่าวเป็นการยื่นหลักฐานที่ไม่ครบถ้วนตามระเบียบ และเป็นการรับจดทะเบียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการคืนคำขอดังกล่าว

          เนื้อหาหนังสือฉบับที่ 3 มีใจความสำคัญว่า กลุ่มอนุรักษ์ฯ ทราบข้อมูลว่านายธีรสิทธิ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ ได้มีการยื่นคำขอต่ออายุประทานบัตรที่ 27221/15393 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 63 ซึ่งเป็นการยื่นคำขอต่ออายุประทานบัตรที่ไม่เป็นไปตามระเบียบเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทั้งในส่วนของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยืนคำขอต่ออายุประทานบัตรและการอนุญาตให้ต่ออายุประทานบัตร พ.ศ.2561 และตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 จึงควรยกคำขอดังกล่าว

          และเนื้อหาหนังสือฉบับที่ 4 มีใจความสำคัญว่า หลังจากที่มีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพบความผิดปกติและข้อสงสัยเกี่ยวกับการรังวัดปักหมุดและกำหนดเขตประทานบัตร ในวันที่ 15 กันยายน 63 ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ทราบค่าพิกัด และสถานที่วางหมุดต่าง ๆ อย่างชัดเจน และเมื่อไปตรวจบริเวณหมุดที่ 6 ซึ่งเป็นหมุดร่วมกันระหว่างหมุดประทานบัตร (หมุดที่ 6) และหมุดโรงโม่ (หมุดที่ 1) พบว่า การปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง รวมไปถึงมีการสร้างถนนเกินออกมาจากแนวเขตที่ทางบริษัทฯ ขอใช้พื้นที่ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนฯ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขแนบท้ายหนังสืออนุญาต และเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2509 มาตรา 14 ดังนั้นจึงขอให้ดำเนินการตามมาตรา 25 ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ เพื่อเอาผิดกับผู้กระทำความผิด พร้อมทั้งมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ปส.23 เล่มที่ 70 ฉบับที่ 06 ลงวันที่ 11 เมษายน 2557

          ทั้งนี้หลังจากที่นายศรายุทธรับหนังสือจากชาวบ้านก็ให้เจ้าหน้าที่นำหนังสือทั้ง 4 ฉบับไปลงเลขรับไว้ และไม่มีการกล่าวสิ่งใดกับชาวบ้าน ซึ่งตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ก็ได้กล่าวถึงความรู้สึกหลังจากยื่นหนังสือเสร็จ ว่า “การยื่นหนังสือในครั้งนี้ หน่วยงานรัฐก็ยังคงเพิกเฉยเหมือนเดิม ไม่มีการพูดจาหรือให้คำตอบใด ๆ เลยว่าจะดำเนินการต่ออย่างไรบ้าง จึงไม่แน่ใจว่าเรื่องที่พวกเรายื่นไปจะดำเนินการตามที่ร้องขอหรือไม่ ” แต่อย่างไรก็ตามในวันนี้ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ไม่ได้ยื่นหนังสือต่อนายอำเภอสุวรรณคูหาเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้ส่งหนังสือร้องเรียนถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองและโรงโม่หิน ทั้งหมดด้วย โดยได้เน้นย้ำว่า การเพิกเฉยต่อการตรวจสอบการดำเนินโครงการเหมืองแร่และโรงโม่หินในพื้นที่ และเพิกเฉยต่อการแก้ไขปัญหาของกลุ่มอนุรักษ์ฯ ย่อมหมายถึงการผลักให้ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ ต้องเผชิญหน้ากับความรุนแรงในพื้นที่อย่างโดดเดี่ยว