Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ในสถานการณ์โควิด 19  สิทธิและเสรีภาพไม่ควรหายไปจากการพัฒนาในสถานการณ์โควิด 19  สิทธิและเสรีภาพไม่ควรหายไปจากการพัฒนา

ในสถานการณ์โควิด 19  สิทธิและเสรีภาพไม่ควรหายไปจากการพัฒนาในสถานการณ์โควิด 19  สิทธิและเสรีภาพไม่ควรหายไปจากการพัฒนา

16 June 2020

2483

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

13 พฤษภาคม 2563

 

 

องค์ประกอบของการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย  เพราะมีเงื่อนไข  หลักเกณฑ์  คุณสมบัติของผู้ลงทุน  ตามกฎหมายใหม่ ๆ เข้ามาร่วมเป็นองค์ประกอบอยู่เสมอ  โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ  เพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการ  ความปรารถนา  ที่เป็นไปในแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตส่วนบุคคลและสังคมให้ดีขึ้น

         

ในโลกสมัยใหม่ที่กำลังดำเนินอยู่นี้  รัฐบาลส่วนกลาง  ภูมิภาคและท้องถิ่นที่ใช้อำนาจรัฐแทนประชาชนไม่สามารถดำริและผลักดันการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป  กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อนำเสนอ  แสดงความเห็น  ตรวจสอบและคัดค้านการพัฒนาต่าง ๆ  มีความสำคัญในแง่ที่จะทำให้บ้านเมืองตั้งอยู่บนครรลองของการใช้กฎหมายตามหลักนิติธรรม  ซึ่งตรงกันข้ามกับการตั้งอยู่บนครรลองของการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือและข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมที่ขัดต่อหลักนิติธรรม

 

อย่างน้อยที่สุด  หลักนิติธรรมก็ได้สร้างพันธะสัญญาต่อกัน  ระหว่างรัฐกับประชาชน  เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งประกันซึ่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชน  ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมบริหารจัดการและพัฒนาบ้านเมือง  จึงเป็นความเหมาะสมที่หลักนิติธรรมจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการพัฒนาในโลกสมัยใหม่  หากปราศจากหลักนี้แล้วก็เป็นการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องเหมาะสม  ไม่ถูกทำนองคลองธรรม  เท่าที่ควร

 

การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548  หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโรคโควิด 19  มีอำนาจที่ล้นเกินไปกว่าการควบคุมโรคปรากฎออกมาให้เห็น  นั่นคือ  มาตรการต่าง ๆ ที่จะทำให้ประชาชนไม่รวมตัวกันและเว้นระยะห่างทางสังคม  ไม่ว่าจะเป็นการขอให้กักตัวอยู่กับบ้านหรือที่พักอาศัยในเวลาปกติ  และบังคับให้อยู่กับบ้านหรือที่พักอาศัยเวลาเคอร์ฟิว  การกักกัน  การหยุดบริการรถขนส่งมวลชนทั้งในและระหว่างเมือง  การห้ามเดินทางข้ามจังหวัด  การหยุดประกอบอาชีพการงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภท  การงดเว้นจัดประชุม  สัมมนา  หรือกิจกรรมต่าง ๆ  ฯลฯ  ในด้านการควบคุมโรคก็ส่งผลดีพอสมควรต่อการระงับยับยั้งการแพร่กระจายโรคไม่ให้ลุกลามออกไปจนควบคุมไม่อยู่  แต่อีกด้านหนึ่งกลับสร้างผลเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิทธิและเสรีภาพโดยชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของประชาชน  เพื่อแสดงความคิดเห็น  และชุมนุมเรียกร้อง  ประท้วง  ขัดขืน  คัดค้าน  หรือการแสดงออกอื่นใดก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนา  นโยบาย  กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา

 

ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน  และโดยชอบธรรม  อันเป็นเครื่องมือ  กลไกและวิธีการสำคัญในการสร้าง ‘พลังพลเมือง’ ให้กับประชาชน  เพื่อเข้าไปลดอำนาจ  ตรวจสอบ  กำกับ  ควบคุม  มีส่วนร่วมกับรัฐและเอกชนที่ผลักดันการพัฒนา  นโยบาย  กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา  ที่ก่อผลกระทบและไม่เป็นธรรมทั้งหลาย  ให้เกิดการระงับ  ยับยั้ง  ชะลอ  ยกเลิก  ปรับปรุง  แก้ไข  เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น 

 

ในขณะที่เครื่องมือ  กลไกและวิธีการของพลังพลเมืองต้องหยุดชะงักภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  แต่กลไกรัฐกลับผลักดันการพัฒนา  นโยบาย  กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาออกมาอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งเป็นการผลักดันการพัฒนาที่สวนทางกับคุณค่าของโลกสมัยใหม่ที่ต้องคำนึงถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่เสมอ

 

มีการนำวิกฤติการณ์จากโรคโควิด 19 มาผสมโรง  ฉวยโอกาสและเป็นข้ออ้างในการผลักดันการพัฒนา  นโยบาย  กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลายเรื่อง  เพื่อหวังจะอนุมัติงบประมาณได้ง่ายขึ้น  หรือลด  ลัด  ตัดขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไป 

 

บางเรื่องเป็นโครงการที่มีอยู่ก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19  ที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง  แต่กลับเอาโรคโควิด 19 มาผสมโรง  เช่น  การเร่งรัด ‘โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก’ ของกระทรวงพลังงาน  ที่เปิดช่องให้เอกชนยื่นเสนอขายไฟฟ้าเข้าระบบก่อน  โดยให้รับฟังความเห็นจากชุมชนหลังมีการอนุมัติโครงการได้  โดยอ้างว่าเป็นแผนการที่สอดรับกับการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ของรัฐบาล  ที่ผ่อนผันให้ไม่ต้องรับฟังความเห็นจากชุมชนก่อน  เมื่อได้รับการพิจารณาอนุมัติแล้วจึงค่อยไปดำเนินการภายหลัง

 

บางเรื่องแม้ไม่ได้เอาโรคโควิด 19 มาอ้าง  แต่ก็ปล่อยให้การพัฒนาเดินหน้าต่อไปอย่างเอาเปรียบประชาชน  โดยปิดตายช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน  และขาดซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนไหว  เช่น  การปล่อยให้มีการทำเหมืองหินปูนบนภูผาฮวก  ในพื้นที่ตำบลดงมะไฟ  อ.สุวรรณคูหา  จ.หนองบัวลำภู ต่อไป  และการทำเหมืองชนิดอื่น ๆ ต่อไปในหลาย ๆ พื้นที่ที่มีประชาชนคัดค้าน  แต่ไม่สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อการนั้นได้  เพราะเกรงความผิดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  หรือถึงออกมาเคลื่อนไหวได้บ้าง  ก็ไม่สามารถสร้างพลังต่อรองได้มากนัก  เพราะไม่สามารถปฏิบัติการให้เกิดการชุมนุมเรียกร้องที่ต้องรวมตัวกันอย่างมีพลังได้มากนัก  เพราะติดเงื่อนไขการเว้นระยะห่างทางสังคมตามสำนึกรับผิดชอบของประชาชนเอง  และตามความผิดของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

 

จนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ได้ทำการรณรงค์ออนไลน์ ‘ล็อคดาวน์เหมืองแร่  หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง’  และยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หยุดการให้สัมปทานเหมืองต่าง ๆ เอาไว้ก่อน  เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  จนกว่าจะผ่านพ้นสถานการณ์โควิด 19  เพื่อเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกับรัฐและเอกชน  และมีสิทธิและเสรีภาพเพื่อแสดงความคิดเห็นและชุมนุมสาธารณะในการสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐและเอกชน  ได้ดีกว่านี้  แต่พื้นที่โครงการทำเหมืองแร่โปแตชและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน  พื้นที่หนึ่งของการรณรงค์นี้  ก็ยังมิวายโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรหัวทะเล  ต.หัวทะเล  อ.บำเหน็จณรงค์  จ.ชัยภูมิ  ข่มขู่บังคับโดยพาตัวไปกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ที่สถานีตำรวจ  และบังคับให้รับสารภาพว่าได้อ่านแถลงการณ์ล็อคดาวน์เหมืองแร่ฯบนพื้นที่สาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะตามกฎหมายก่อน  รวมถึงข่มขู่ว่าจะดำเนินการเอาผิดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  และ พ.ร.บ. โรคติดต่อ  โทษฐานฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรคโควิด 19 ตามสองกฎหมายนี้ด้วย 

 

บางเรื่องก็ตั้งใจฉวยโอกาสกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับทุกข์สาหัสทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้นไปอีก  ท่ามกลางสถานการณ์โควิด 19 ที่ห้ามกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากเสียจนประชาชนหลายล้านคนต้องตกงาน  ถูกหยุดงาน  ถูกชะลองาน  ถูกพักงาน  ขายของไม่ได้  ฯลฯ  ทำให้ขาดแคลนกำลังซื้อหาอาหาร  ของกินของใช้  สิ่งอำนวยความสะดวก  และปัจจัยยังชีพในชีวิตประจำวัน  ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อให้ชีวิตตัวเองและครอบครัวอยู่รอดให้ได้  เช่น  การระดมพลจากเจ้าหน้าที่ กทม. และบริษัทรับเหมาเตรียมเข้าไล่รื้อถอนแผงลอยที่ตลาดลาว คลองเตย  ทั้ง ๆ ที่อยู่ระหว่างการเจรจามาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา (สุดท้าย  ตัวแทนผู้ค้าขายได้พากันยื่นจดหมายอุทธรณ์  จน กทม. ได้ประกาศชะลอการรื้อย้ายในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ออกไปก่อน)   

 

‘โครงการกำแพงกันคลื่น’  ความยาว 710 เมตร  ของกรมโยธาธิการและผังเมืองที่เร่งดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมชายหาดม่วงงาม  อ.สิงหนคร  จ.สงขลา  เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและปรับปรุงภูมิทัศน์ริมชายหาดม่วงงาม  ก็เริ่มมีการตอกเสาเข็มลงไปบนชายหาด  โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างไม่เห็นด้วย  เนื่องจากชายหาดม่วงงามไม่มีการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด  ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์โควิด 19  เพื่อเร่งรัดงบประมาณ  และตัดขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไป

 

‘โครงการในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ’  ภายใต้โครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต  ที่ทะเล อ.จะนะ จ.สงขลา  ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เร่งดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่  ระหว่างวันที่ 14 – 20 พฤษภาคมนี้  ซึ่งเป็นช่วงเวลาการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  ก็เพื่อตัดขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาโครงการนี้ออกไป  เหตุเพราะว่ามีกลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดินเพื่อรองรับโครงการนี้ไว้เกือบหมดแล้ว  จึงต้องทำให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปโดยไร้อุปสรรคขัดขวางจากประชาชนในพื้นที่ให้ได้ 

 

ล่าสุด  การเร่งรัดโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา  เยียวยา  และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม  ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563  โดยมีสาระหลัก  คือ  ให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ เร่งจัดทำแผนงานหรือโครงการเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้  โดยแบ่งเป็นแผนงาน/โครงการต่าง ๆ สามด้าน  สองด้านแรกเกี่ยวกับโรคโควิด 19 โดยตรง  ค่อนข้างพลิกแพลงยาก  คือ  ด้านการแพทย์และสาธารณสุข  และด้านช่วยเหลือเยียวยา  แต่ด้านที่สามน่าจะมีปัญหาสุด  คือ  ด้านฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบ  เพราะกินความกว้างขวาง  จึงคาดได้ว่ากระทรวงต่าง ๆ น่าจะไปเก็บเอาโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด 19 มาเสนอเต็มไปหมด  ไม่เว้นแม้กระทั่งโครงการต่าง ๆ ที่กล่าวไปแล้ว  เช่น  ‘โครงการในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ’  ภายใต้โครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต  ที่ทะเล อ.จะนะ จ.สงขลา  เป็นต้น   

 

หรืออาจจะมีโครงการหน้าตาแปลก ๆ เชื่อมโยงเข้าหากันระหว่าง  ‘ภัยแล้ง - โควิด 19’  และ  ฝุ่นพิษจาก ‘ฝุ่น PM 2.5 - โควิด 19’  เพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวของการบริหารกิจการบ้านเมืองของรัฐในสองเรื่องดังกล่าว  ตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา  ที่ซ้อนทับกับช่วงเวลาของการรับมือการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 พอดิบพอดี  ที่รัฐปล่อยปละละเลยเสียจนทำให้หลายพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคในบ้านเมืองต้องประสบวิกฤติรุนแรงจากภาวะภัยแล้งและฝุ่นพิษจากฝุ่น PM 2.5    

 

นี่คือสิ่งเลวร้ายจากการพัฒนาที่เกี่ยวพันกับชีวิตประชาชน  ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ถ้าไม่ใช่เรื่องผลกระทบด้านลบที่คนในพื้นที่ต้องแบกรับด้วยการแลกกับสุขภาพ  คุณภาพชีวิต  สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่เสื่อมโทรมลง  ก็เป็นเรื่องภาระผูกพันด้านงบประมาณแห่งรัฐที่ใช้ประชาชนเป็นตัวประกันในการกู้เงิน  และประชาชนอย่างเรา ๆ ต้องรับผิดชอบใช้หนี้เงินกู้ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน  ด้วยการที่รัฐต้องผลักดันนโยบาย  กฎหมายและโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่ควบคุม  รวมศูนย์และผูกขาดทรัพยากรประเภทต่าง ๆ,  ลดการช่วยเหลือด้านสวัสดิการต่าง ๆ,  และลิดรอนสิทธิ  เสรีภาพและรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชนมากยิ่ง ๆ ขึ้น  เพื่อเป็นพันธะสัญญาหรือหลักประกันต่อเจ้าหนี้ว่าทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ที่ผูกขาดไว้  สามารถนำไปส่งเสริมและสนับสนุนให้สัมปทานแก่เอกชน  หรือนำไปแปรรูปให้เอกชนเข้ามาครอบครองกิจการแทนรัฐวิสาหกิจ  ได้อย่างกว้างขวางและเต็มกำลัง (ดังเช่น  เงื่อนไขหนึ่งของการกู้เงินจากธนาคารโลกในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540  คือการเร่งรัดผลักดันให้เกิดการแปรรูปน้ำจากหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ  และเร่งรัดออกกฎหมายน้ำ  เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาค้าขายทำกำไรในกิจการน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคให้มากขึ้น),   เงินที่ดึงมาจากการเก็บไว้ใช้จ่ายสำหรับสวัสดิการทั้งหลายของประชาชน  จะถูกนำมาชดใช้หนี้ให้อย่างแน่นอน,  และสิทธิ  เสรีภาพและความเป็นส่วนตัวของประชาชนที่ถูกจำกัดหรือรุกล้ำมากขึ้นโดยรัฐ  จะไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาใด ๆ เพื่อนำเงินและสินทรัพย์มาชดใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้อย่างแน่นอน 

 

สุดท้ายนี้  สิ่งที่รัฐต้องทำในสถานการณ์โควิด 19  คือ   ‘รักษาชีวิตกับสิทธิและเสรีภาพ’ ควบคู่ไปด้วยกัน  โดยที่มาตรการล็อคดาวน์  การกักกัน  รวมถึงมาตรการอื่น ๆ เพื่อควบคุมและต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ควรดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มงวด  ดังนั้นแล้ว  การพัฒนาไม่ควรมาพร้อมกับข้ออ้างความเจริญทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว  หรือไม่ควรมาพร้อมกับข้ออ้างการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด 19 เพียงอย่างเดียว  แต่ควรมาพร้อมกับปัญหาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้วย  เพราะสิทธิและเสรีภาพอยู่เป็นเนื้อเดียวกับการพัฒนามาเนิ่นนานแล้ว

 

หากปฏิบัติไม่ได้  ก็ควรหยุด  ระงับ  ยับยั้ง  ชะลอ  การพัฒนา  นโยบาย  กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเอาไว้ก่อน  อย่างน้อยที่สุด (แม้ไม่อยู่ในสถานการณ์ของโรคโควิด 19  ธรรมชาติของรัฐ  ไม่ว่ารัฐแบบใด  ก็พยายามใช้อำนาจเพื่อทำลายหรือลดทอนสิทธิและเสรีภาพในการพัฒนามาโดยตลอด  เช่น  ในยุครัฐประหาร 2557  ที่ประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558  และกฎหมายชุมนุมสาธารณะ  เพื่อปิดกั้นและกดปราบสิทธิและเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไปจากกระบวนการพัฒนา)  ก็จนกว่าสถานการณ์โรคโควิด 19 จะคลี่คลาย  ควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างชัดเจนแล้ว  และจนกว่าจะยกเลิกประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไปเสียก่อน.

 

 

 

Recent posts