Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 ชาวโรฮิงญาจำนวนมากยังคงต้องแสวงหาความปลอดภัยด้วยการลี้ภัยทางเรือ

ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 ชาวโรฮิงญาจำนวนมากยังคงต้องแสวงหาความปลอดภัยด้วยการลี้ภัยทางเรือ

29 April 2020

1907

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเริ่มปฏิบัติการตรวจค้นและให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนที่กำลังประสบภัยอยู่กลางทะเลโดยทันที เนื่องจากมีรายงานมากมายที่ระบุว่า เรือเหล่านี้เสี่ยงภัยอันตรายเดินทางเพื่อแสวงหาความปลอดภัย ระบุรัฐบาลในภูมิภาคต่างเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน และมีช่องทางที่จะช่วยชีวิตพวกเขาได้หากร่วมมือกัน

วิกฤติด้านมนุษยธรรมครั้งนี้คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาคเมื่อห้าปีก่อน ที่ผ่านมาทางการมาเลเซียผลักดันอย่างเต็มที่ไม่ให้เรือเหล่านี้เข้าฝั่ง และผลักให้ชาวโรฮิงญาที่ต้องการความช่วยเหลือออกจากชายฝั่งไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้ระบุว่าได้ให้ความช่วยเหลือต่อเรือลำใดที่แล่นเข้ามาใกล้ชายฝั่งของตน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผู้พบเห็นเรือกลางทะเลที่บรรทุกชาวโรฮิงญาหลายพันคนที่ต้องการความช่วยเหลือ และหลบหนีจากการประหัตประหารในเมียนมาหรือค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ พวกเขาต้องการขอลี้ภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องรัฐบาลในภูมิภาคให้อนุญาตพวกเขาขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย และขอให้รัฐภาคีของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน (ASEAN) ให้ความเห็นชอบต่อมาตรการเร่งด่วนโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรม พร้อมกับปฏิบัติตามมาตรการเพื่อควบคุมโรคโควิด-19 ที่มีอยู่ตามแนวพรมแดนประเทศของตน

แคลร์ อัลแกร์ ผู้อำนวยการอาวุโสแผนกวิจัย รณรงค์กดดันและนโยบาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า การต่อสู้กับโรคโควิด-19 ต้องไม่กลายเป็นข้ออ้างสำหรับรัฐบาลในภูมิภาค ที่จะปล่อยให้ทะเลกลายเป็นสุสานสำหรับชาวโรฮิงญาที่ต้องการความช่วยเหลือ

“รัฐบาลในภูมิภาคเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว และมีช่องทางที่จะช่วยชีวิตพวกเขา”

“หากปราศจากความร่วมมือ อาเซียนจะต้องเผชิญกับวิกฤติด้านมนุษยธรรมครั้งใหม่ ในระหว่างที่ต้องต่อสู้กับโรคระบาดระดับโลก เราไม่อาจยอมรับได้ที่จะปล่อยให้เรือล่องไปโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือ และเรือหลายลำถูกผลักดันให้ออกจากชายฝั่งที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา”

รายงานข่าวผู้เสี่ยงภัยเดินทางที่อันตราย

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับข้อมูลว่า มีผู้พบเห็นเรือประมาณสามถึงห้าลำที่น่าจะบรรทุกผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ด้านนอกชายฝั่งของมาเลเซียและภาคใต้ของไทยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เชื่อว่ามีคนอยู่บนเรือหลายร้อยคน  

ในวันที่ 16 เมษายน กองทัพเรือมาเลเซียผลักดันเรือที่ขนชาวโรฮิงญาประมาณ 200 คน ทั้งผู้หญิง ผู้ชายและเด็กออกจากชายฝั่ง โดยมีรายงานว่าได้จัดเสบียงอาหารให้กับคนบนเรือ รัฐบาลมาเลเซียอ้างความจำเป็นจากมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 เพื่อผลักดันเรือออกจากชายฝั่งของตน

ในวันที่ 15 เมษายน หน่วยลาดตระเวนชายฝั่งบังกลาเทศได้ช่วยชีวิตชาวโรฮิงญา 396 คนจากเรือขนาดใหญ่ลำหนึ่ง เป็นเรือที่ถูกทางการมาเลเซียผลักดันออกมาก่อนหน้านี้ และเชื่อว่าลอยลำอยู่กลางทะเลมาสองเดือนแล้ว

รายงานในเบื้องต้นระบุว่า มีผู้อยู่บนเรือ 32 คนที่เสียชีวิตกลางทะเล แต่คาดว่าตัวเลขในปัจจุบัน น่าจะเพิ่มเป็นเกือบสองเท่าแล้ว เป็นเหตุให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติระบุว่า ผู้รอดชีวิตต่างอยู่ในสภาพขาดอาหารและขาดน้ำอย่างรุนแรง

ต้องมีมาตรการในระดับภูมิภาคอย่างเร่งด่วน

รัฐบาลในภูมิภาคได้ประกาศใช้มาตรการจำกัดสิทธิในภาวะฉุกเฉินตามแนวพรมแดนของตน เพื่อรับมือกับโรคโควิด-19 มาเลเซียและไทยได้ติดตามการเคลื่อนไหวของเรือที่บรรทุกชาวโรฮิงญานอกชายฝั่งของตนมาตลอด ในขณะที่มาเลเซียยอมให้เรือลำหนึ่งเข้าฝั่ง แต่ก็ได้ผลักดันเรืออีกหลายลำให้ออกไป ส่วนประเทศไทยไม่ได้ระบุว่ามีการตรวจพบเรือลำใด หรือได้ให้ความช่วยเหลืออย่างไร

“ทั้งไทยและมาเลเซียต่างทราบว่าชีวิตคนเหล่านี้อยู่ในอันตราย การปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือกับคนในเรือเหล่านี้ย่อมเป็นเหมือนการเสแสร้งว่าตาบอด ย่อมทำให้ชะตากรรมของพวกเขาเลวร้ายลงอย่างจงใจ”

“ไทยและมาเลเซียควรส่งเรือออกไปตรวจหาและช่วยชีวิตคนเหล่านี้ทันที ให้ส่งอาหาร น้ำ และเวชภัณฑ์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของคนหลายร้อยคนที่ติดอยู่กลางทะเล รัฐบาลประเทศเหล่านี้ควรอนุญาตให้คนเหล่านี้ขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยทันที และให้ปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับมาตรการด้านโรคโควิด-19 ดังที่มาเลเซียได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในเรื่องนี้ช่วงต้นเดือนนี้” แคลร์ อัลแกร์กล่าว

ในวันที่ 5 เมษายน กรมเจ้าท่าของมาเลเซีย ตรวจพบ เรืออีกลำหนึ่งซึ่งมีชาวโรฮิงญา 202 คน และมีการนำตัวผู้โดยสารเรือเหล่านี้เข้าฝั่งอย่างปลอดภัย และอยู่ระหว่างการกักตัวตามมาตรการโรคโควิด-19  

ช่วงต้นสัปดาห์นี้ รัฐภาคีอาเซียนเผยแพร่ปฎิญญาภายหลังการประชุมผ่านอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ยืนยันพันธกิจของหน่วยงานภูมิภาคที่จะ “ดูแลและแบ่งปันในประชาคมอาเซียน โดยรัฐภาคีอาเซียนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในช่วงเวลาอันท้าทาย” หน่วยงานภูมิภาคนี้ เคยแสดงพันธกิจก่อนหน้านี้ว่า “จะเรียนรู้จากวิกฤติในอดีตและจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้พลัดถิ่น” โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน

“เมื่อสัปดาห์นี้เอง รัฐบาลอาเซียนส่งสัญญาณแสดงความเป็นเอกภาพท่ามกลางช่วงเวลาที่ยุ่งยาก” แคลร์ อัลแกร์กล่าว “พวกเขาต้องขยายความเมตตาเช่นนี้ไปยังผู้ที่กำลังเสี่ยงภัยอยู่กลางทะเลด้วย”

“รัฐภาคีอาเซียนต้องประกันว่า นโยบายเกี่ยวกับโรคโควิด-19 จะคุ้มครองสิทธิของบุคคลทุกคน และไม่ทำร้ายผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองระหว่างประเทศ”

ข้อมูลพื้นฐาน

UNHCR ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ยืนยัน ว่า เอกสิทธิของรัฐต่าง ๆ ที่จะกำกับดูแลการเข้ามาของชาวต่างชาติในดินแดนของตน ไม่อาจนำไปสู่การปฏิเสธสิทธิของบุคคลที่จะแสวงหาที่ลี้ภัยจากการประหัตประหารได้ แม้ในภาวะที่เกิดโรคระบาดระดับโลก ในทำนองเดียวกัน หน่วยงานผู้พลัดถิ่นระหว่างประเทศ (International Organization for Migration) ระบุว่า ต้องมีการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ในระหว่างที่ใช้มาตรการรับมือกับโรคโควิด-19 เมื่อสัปดาห์นี้ คณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของคณะมนตรียุโรป ยังเรียกร้อง ให้รัฐภาคีของสหภาพยุโรป ดำเนินการต่อไปเพื่อช่วยชีวิตผู้เสี่ยงภัยกลางทะเล และยอมให้ผู้โดยสารบนเรือขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย แม้ในขณะที่เกิดภาวะโรคระบาดอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ยังคงมีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติกับชาวโรฮิงญาประมาณ 600,000 คนที่ยังอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ของเมียนมาต่อไป ภายหลังปฏิบัติการทางทหารที่โหดร้ายหลายครั้งต่อเนื่องกันในปี 2559 และ 2560 ส่งผลให้ชาวโรฮิงญาเกือบหนึ่งล้านคนหลบหนีไปอาศัยอย่างแออัดยัดเยียดในค่ายผู้ลี้ภัยในบังคลาเทศ ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้อยู่รอดได้

กฎหมายระหว่างประเทศ กำหนดเป็นพันธกรณีให้รัฐต้องปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยที่เดินทางมาถึงชายฝั่งประเทศตน

หลักการไม่ส่งกลับกำหนดว่า ต้องไม่ส่งบุคคลใดไปยังดินแดนที่มีความเสี่ยงจะถูกประหัตประหารหรือถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง หลักการนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการคุ้มครองผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศ และเป็นหลักการพื้นฐานของข้อห้ามอย่างเบ็ดเสร็จต่อการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี

มาเลเซียและไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย ปี 2494 (อนุสัญญาผู้ลี้ภัย) หรือพิธีสารปี 2510 อย่างไรก็ดี หลักการไม่ส่งกลับได้รับการคุ้มครองโดยทั่วไปตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ต่อทุกรัฐ ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนแห่งอาเซียนยังคุ้มครองสิทธิ “ที่จะแสวงหาและได้รับการลี้ภัย” 

เอกสารสาธารณะ

https://www.amnesty.or.th/latest/news/786/
 

 

**********
เนาวรัตน์ เสือสอาด
ผู้ประสานงานฝ่ายสื่อสารองค์กร
Naowarat Suesa-ard
Media and Communication Coordinator

Recent posts