Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ภาวะล้มละลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล โดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

ภาวะล้มละลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล  โดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

8 April 2020

2100

ขอบคุณภาพข่าวจาก เว็บประชาชาติธุรกิจ : https://www.prachachat.net/politics/news-432924

 

ยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวว่าประเทศเราคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ได้แล้ว  แต่ไม่ช้าเกินไปที่จะกล่าวว่าประเทศเราตกอยู่ในภาวะล้มละลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ  แม้จะประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อกระชับอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็ไม่อาจทำให้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลกลับคืนมาได้อย่างง่ายดายแน่นอน 

อันที่จริงแล้ว  ความน่าเชื่อถือเกิดความบกพร่องสั่งสมมาตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ 1 ที่ยึดอำนาจโดยรัฐประหารเมื่อปี 2557 จนอวตารมาสู่ ‘เผด็จการประชาธิปไตย’ ในรัฐบาลประยุทธ 2 ที่ความบกพร่องกลายเป็นความล้มละลายในความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่เริ่มเข้ามาในประเทศตั้งแต่เดือนแรกของปีนี้  โดยปล่อยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นหลายครั้งหลายหนจากคนที่อยู่ในวงศ์วานอำนาจชั้นในของรัฐบาลทำการกักตุนและขึ้นราคาอุปกรณ์และเวชภัณฑ์หลายรายการที่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขต้องใช้ในการต่อสู้และป้องกันโรคโควิด 19  ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย ชุดป้องกัน แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เป็นต้น 

โดยเฉพาะหน้ากากอนามัยที่ถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุมในภาวะวิกฤตินี้ เพื่อคำนึงถึงการใช้ของประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้เพียงพอก่อนมุ่งเน้นการส่งออก กลับปล่อยให้บริษัทผู้ผลิตทำการสำแดงเท็จโดยไร้การตรวจสอบ หลายบริษัทเพิ่มปริมาณการผลิตมากกว่าตัวเลขสำแดงจริงหลายเท่าตัว เพื่อนำไปขายทั้งในและต่างประเทศในราคาสูงกว่าราคาควบคุม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เองก็แสร้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่  ไม่เว้นแม้กระทั่งหน้ากากอนามัยที่อยู่ในการสำแดงจริงก็ถูกยักยอกเอาไปขายทั้งในและต่างประเทศที่สามารถทำกำไรสูงกว่าราคาขาย 2.50 บาท/ชิ้น แก่ สธ. และ พณ.  รวมถึงแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือที่วางขายเกินราคาปกติหลายเท่าตัวเกลื่อนตลาดตามละแวกชุมชนที่เป็นที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงานและโรงงานต่าง ๆ  ซึ่งรายการทั้งสามนี้ควรถูกควบคุมให้เป็นสิ่งของเครื่องใช้หรือเวชภัณฑ์แจกฟรี หรือไม่ก็มีราคาถูก ที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของประชาชนอันควรที่รัฐจะจัดหาให้ หรือไม่ก็ซื้อหาเองได้ง่ายที่สุดในยามนี้ 

แต่กลับมีกระบวนการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยนักการเมืองที่อยู่ในวงศ์วานอำนาจชั้นในของรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องจนทำให้มีการค้าขายโก่งราคาเพื่อเอากำไรมากเสียจนไม่คำนึงถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนจากภัยคุกคามของโรคโควิด 19  ซึ่งแทนที่รัฐบาลจะเข้มงวดกวดขัน กลับวางเฉยไม่สนใจใยดีที่จะหาตัวคนทำความผิดแต่อย่างใด

รวมทั้งความไร้เอกภาพ ประสิทธิภาพและวุฒิภาวะในการวิเคราะห์ คาดการณ์และรับมือสถานการณ์ความรุนแรงหรือเลวร้ายจากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวที่วางอยู่บนพื้นฐานแบบขาดความสัมพันธ์อันดี ไร้ความห่วงใยและไม่เห็นคุณค่าชีวิตของประชาชนเท่าที่ควร  มิหนำซ้ำยังมีพฤติกรรมปกปิด บิดเบือนและไม่ตระหนักในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่ประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการตื่นตัวและสร้างจิตสำนึกร่วมเพื่อร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันวิกฤติเลวร้ายของสังคม  เช่น  การตรวจวัด คัดกรองและมาตรการรองรับอย่างสะเปะสะปะกับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ และชาวไทยที่เดินทางกลับ ที่มาจากประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง,  การปล่อยปละละเลยให้จัดการแข่งขันกีฬามวยที่สนามมวยลุมพินี (สองกรณีนี้ได้ทำให้การแพร่ระบาดของโรคลุกลามบานปลายออกไป),  การไม่แจ้งตัวเลขอย่างตรงไปตรงมาว่าแต่ละวันสามารถตรวจหาเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ได้วันละกี่ราย สอดคล้องและครอบคลุมผู้ติดเชื้อทั้งหมดหรือไม่ อย่างไร,  จำนวนเตียงในการรองรับผู้ป่วยในและนอกสถานพยาบาลทั้งประเทศมีจำนวนเท่าไหร่ เพียงพอหรือไม่ อย่างไร หากเกิดวิกฤติไต่ระดับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ,  การเตรียมความพร้อมและแผนการรับมือด้านอื่น ๆ หากเกิดวิกฤติไต่ระดับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ฯลฯ 

เหล่านี้คือพฤติกรรมที่สะท้อนความไร้เอกภาพ ประสิทธิภาพและวุฒิภาวะในการสื่อสารที่ตั้งอยู่บนทัศนคติเหยียด ดูหมิ่นดูแคลน วางเฉย ไม่ทุกข์ร้อน ไม่สนใจใยดีของคณะรัฐบาลที่มีต่อประชาชนของตน  มิหนำซ้ำยังเผื่อแผ่การเหยียดไปสู่ประชาชนของประเทศอื่นอีกด้วย

สิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้นร่วมกับปัญหาภัยแล้ง ฝุ่นพิษและการยุบพรรคอนาคตใหม่จนเกิดการเคลื่อนไหวแฟลชม็อบของนักเรียนนักศึกษาหลากหลายสถาบันทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการถูกโจมตีจากเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 พอดิบพอดี จึงทำให้สถานการณ์สังคมและการเมืองถูกบ่มหมักจนได้ที่จนเกิดภาวะล้มละลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ ณ เวลานี้

การประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อใช้อำนาจแข็งหรือกระชับอำนาจในการควบคุมสั่งการประชาชนให้มากขึ้น เพราะรัฐบาลประยุทธ 2 มองว่าการอยู่บนฐานอำนาจแบบประชาธิปไตยโดยรัฐสภากับพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน เป็นอำนาจที่อ่อนแอเกินไป  ไม่สามารถรวมศูนย์สั่งการเพื่อฝ่าวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้  กลับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดภาวะล้มละลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี  เพราะสังคมหาได้คล้อยตามความคิดแบบการใช้อำนาจแข็งของรัฐบาลประยุทธ 2 แต่อย่างใด 

ขณะที่รัฐบาลประยุทธ 2 ก็ย่อมมองเห็นเช่นกันว่าองคาพยพของรัฐจากรัฐบาลประยุทธ 1 ล่วงมาถึงรัฐบาลประยุทธ 2 ทำให้เกิดภาวะล้มละลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการไร้ความสามารถและมีทัศนคติไม่เป็นมิตรกับประชาชนในการแก้ไขวิกฤติการณ์ขนาดใหญ่อย่างภัยแล้ง ฝุ่นพิษ และทำลายประชาธิปไตยโดยการยุบพรรคอนาคตใหม่ จนเกิดแฟลชม็อบที่ลุกลามบานปลายของนักเรียนนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ที่ต้องการลุกขึ้นมากำหนดอนาคตตนเอง  ซึ่งแทนที่จะแก้ปัญหาด้วยแนวทาง ‘เพิ่มประชาธิปไตย’ ให้มากขึ้น  กลับเห็นว่าภาวะล้มละลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเพราะ ‘อำนาจไม่พอ’

นี่คือสายตาของความเป็นรัฐที่มักมองเห็นแต่ความบกพร่องของประชาชน แต่มองไม่เห็นความบกพร่องของตัวรัฐเอง    

การกระชับอำนาจโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อหวังจะบูรณาการหลากหลายหน่วยงานให้มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว (Single Command) ในการต่อสู้กับโรคโควิด 19 และควบคุมความรู้สึกนึกคิดผู้คนโดยใช้อำนาจบังคับให้ประชาชนมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รู้รักสามัคคี เพื่อร่วมแรงกายใจในการต่อสู้ขับไล่เชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ให้ได้ เป็นวิธีการที่ขาดความเฉลียวฉลาดของรัฐบาลประยุทธ 2 ที่ไม่เข้าใจว่าโลกกำลังหมุนรอบตัวเองและดวงอาทิตย์อยู่ในปี พ.ศ. 2563  ไม่ได้หมุนอยู่ในยุคสงครามเย็น  ที่ความคิดเห็นของประชาชนแต่ละคนมีสถานภาพและคุณค่าในการรับฟังจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือสื่อสารแบบเท่าทันสถานการณ์ (Realtime)  เพราะแต่ละวัน ๆ ประชาชนไม่ได้ฟังความเห็นจากสื่อกระแสหลักโดยหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ที่รัฐสามารถควบคุมเนื้อหาโดยง่ายอีกต่อไป  แต่ฟังความเห็นที่หลากหลายและมีเสรีภาพมากกว่าจากสื่อออนไลน์และประชาชนด้วยกันเองเพื่อกำหนดชะตาชีวิตของประชาชนเองให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคนให้มากขึ้น

ข้อห่วงกังวลอย่างยิ่งก็คือภาวะเสพติดอำนาจของรัฐบาลประยุทธ 2 จากการใช้อำนาจโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  ซึ่งเกรงว่าจะถูกใช้เพื่อแทรกแซงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากเกินควร  โดยเฉพาะข้อห้ามและข้อจำกัดในการทำมาหากินของประชาชนในช่วงเวลาเคอร์ฟิว  และการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ไม่สามารถลุกขึ้นมาคัดค้านนโยบาย โครงการพัฒนาและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายได้  เพราะถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ  ซึ่งเป็นอาวุธและเครื่องมือสำคัญในการ ‘ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน’ ของประชาชนมือเปล่า ด้วยข้ออ้างของ ‘สุขภาพนำเสรีภาพ’[[1]

ดังที่ชาวบ้านในนามกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู พยายามหาช่องทางรวมตัวกันเท่าที่เป็นไปได้เพื่ออ่านแถลงการณ์หน้าเหมืองหินปูนและยื่นจดหมายถึงผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภูผ่านนายอำเภอสุวรรณคูหาแบบเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 เพื่อไม่ให้ข่าวคราวเรื่องราวการต่อสู้คัดค้านเหมืองแร่หินปูนของพวกเขาเงียบหายไป  และกระตุ้นให้หน่วยงานราชการไม่นิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้องให้ปิดและฟื้นฟูเหมืองที่พวกเขาเรียกร้องมาอย่างยาวนาน[[2]]

เพราะสิ่งที่รัฐบาลประยุทธ 2 ไม่ชอบเลยก็คือภาวะการเมืองโดยระบบรัฐสภาที่ทำให้การใช้อำนาจไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากพอ  เหมือนกับช่วงเวลาของการใช้อำนาจที่ได้มาจากรัฐประหาร 2557 จนถึงการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ที่สามารถกดปราบสิทธิและเสรีภาพและการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของประชาชนไว้ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้  ซึ่งภาวะวิกฤติจากโรคโควิด 19 คงลากยาวเลยปี 2563 อย่างน้อยที่สุดก็ปีนี้ทั้งปี ที่รัฐบาลประยุทธ 2 คงจะใช้เป็นข้ออ้างไม่ยอมยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อหวังผลทางการเมืองเรื่องอื่น ๆ ที่ไกลไปกว่าการฝ่าวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโรคโควิด 19 อย่างแน่นอน.

 

หมายเหตุ รายงานสังคมและการเมืองฉบับนี้ใช้ข้อมูลประกอบการเขียนจนถึงวันที่ 4 เมษายน 2563

 

[[1]] เป็นถ้อยคำหนึ่งที่พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ใช้ในการกล่าวประกาศเคอร์ฟิวตามการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ห้ามประชาชนออกนอกบ้านในระยะเวลาที่กำหนดตั้งแต่ 22.00 - 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทีวีพูล) เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563

[[2]] ดูรายละเอียดได้ที่ข้อมูลออนไลน์ จากเพจ ‘เหมืองแร่หนองบัว’

Recent posts