เว็บไซต์ thaingo.org จะปรับปรุงระบบอาจทำให้การใช้งานไม่ราบรื่นต้องขออภัยในความไม่สะดวก
thaingo.org will undergo system maintenance. Some services may be temporarily unavailable during this period. We apologize for the inconvenience. Thank you for your understanding.
Development News and Information Sources

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 18 ก.พ.63 ที่ผ่านมาเห็นชอบให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ลงนามสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ฉบับแก้ไข) และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (ฉบับแก้ไข) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อยุติข้อพิพาททั้ง 17 คดีที่มีมูลค่าที่ 58,873 ล้านบาท โดยมีการต่อขยายสัญญาโครงการทางด่วนเป็นระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน โดยจะทำให้สัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 (ส่วน A, B, C) ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (C บวก) สิ้นสุดพร้อมกันในวันที่ 31 ตุลาคม 2578 โดย กทพ.และ BEM ได้สงนามต่อสัญญากันไปแล้วเมื่อ 20 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น
การต่อสัญญาอย่างรวดเร็วหลังมีมติ ครม.เพียงไม่กี่วันเป็นข้อพิรุธที่ผิดสังเกต เป็นการผลักภาระให้เกิดขึ้นกับประชาชนผู้ใช้ทางด่วนขั้นที่ 2 (ส่วน A, B, C) ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D ให้ยาวนานเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งประชาชนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการทำให้เกิดข้อพิพาทจนทำให้เอกชนฟ้องร้อง ซึ่งอาจจะมีทั้งบุคคลและกลุ่มบุคคล ซึ่งกระทรวงคมนาคม ควรที่จะเร่งสอบสวนหาผู้ที่กระทำความผิดที่เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนจนนำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีที่ศาลปกครอง และที่สำคัญคดีที่ฟ้องร้องกันอยู่ที่ศาลปกครอง เป็นคดีสาธารณะจะถอนฟ้องได้อย่างไร การที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายอ้างว่าจะรีบถอนฟ้องเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตามสัญญารอบใหม่นี้นั้น เชื่อว่าศาลปกครองไม่น่าจะอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ เพราะจะเท่ากับใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการเอื้อประโยชน์กัน อีกทั้งโดยหลักแล้วเมื่อหน่วยงานราชการเป็นคดีความในชั้นศาลปกครองแล้ว ต้องต่อสู้คดีไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่การมาขอถอนฟ้องโดยอ้างมูลหนี้พิพาทจะสูงถึง 3 แสนล้านบาทหากปล่อยให้คดีถึงที่สุดนั้น แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า กทพ.ไม่มีความจริงใจในการสู้คดี กำลังทำให้เป็นมวยล้มต้มคนดูใช่หรือไม่
ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และกลุ่มคณะราษฎรไทยแห่งชาติ จึงไม่อาจปล่อยให้หน่วยงานราชการ-รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ ใช้อำนาจรัฐมากระทบสิทธิของประชาชน โดยนำประชาชนผู้ใช้ทางด่วนไปร่วมแบกรับหนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นปัญหาที่ภาครัฐก่อขึ้นมาเองได้แต่กลับใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน สมาคมฯและคณะราษฎรไทยแห่งชาติจึงจำต้องนำความไปฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการต่ออายุสัญญาสัมปทานดังกล่าวทั้งหมดต่อไป โดยจะไปยื่นคำฟ้องในวันพฤหัสที่ 27 ก.พ.63 เวลา 10.00 น. ณ ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม. นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด