Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

แอมเนสตี้ฯ เปิดรายงานสถานการณ์สิทธิฯ เอเแอมเแอมเนสตี้ฯ เปิดรายงานสถานการณ์สิทธิฯ เอเชีย-แปซิฟิก ชี้ไทยยังไม่ได้มาตรฐานสากลนสตี้ฯ เปิดรายงานสถานการณ์สิทธิฯ เอเชีย-แปซิฟิก ชี้ไทยยังไม่ได้มาตรฐานสากลชีย-แปซิฟิก ชี้ไทยยังไม่ได้มาตรฐานสากล

แอมเนสตี้ฯ เปิดรายงานสถานการณ์สิทธิฯ เอเแอมเแอมเนสตี้ฯ เปิดรายงานสถานการณ์สิทธิฯ เอเชีย-แปซิฟิก ชี้ไทยยังไม่ได้มาตรฐานสากลนสตี้ฯ เปิดรายงานสถานการณ์สิทธิฯ เอเชีย-แปซิฟิก ชี้ไทยยังไม่ได้มาตรฐานสากลชีย-แปซิฟิก ชี้ไทยยังไม่ได้มาตรฐานสากล

10 February 2020

1817

 

เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงข่าวเปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกประจำปี 2562/2563 โดยในรายงานนำเสนอบทวิเคราะห์เจาะลึกถึงพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนใน 25 ประเทศและดินแดน กล่าวถึงบทบาทของนักกิจกรรมรุ่นใหม่ที่ต่อสู้กับความพยายามในการปราบปรามต่อผู้ที่เห็นต่าง การต่อสู้กับปฏิบัติการผ่านโซเชียลมีเดียที่รุนแรง และการเซ็นเซอร์ทางการเมืองอย่างกว้างขวาง

นิโคลัส เบเคลัง ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปฟิซิก กล่าวสรุปภาพรวมรายงานฯ และระบุว่า สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยถือว่าน่าผิดหวัง เพราะประเทศยังอยู่ในเงาของ คสช. ทั้งที่ช่วงระยะเปลี่ยนผ่านควรนำไปสู่การมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ประเทศไทยไม่ได้มีสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเลวร้ายที่สุดในภูมิภาค แต่การยกเลิกคำสั่ง คสช.ก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยมีสถานการณ์สิทธิมนุษยชนดีขึ้นตามมาตรฐานสากล

“ในเอเชียที่เรามักได้ยินรัฐบาลประเทศต่างๆ บอกว่าไม่สามารถทำตามค่านิยมสิทธิมนุษยชนได้ เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลเมื่อรัฐบาล ไม่อยากให้สัตยาบันในกฎหมายสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น สิทธิมนุษยชนเป็นกฎสากลที่จะเคารพสิทธิของทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ สีผิว เพศ ความเชื่อ สิทธิมนุษยชนมีความสำคัญรระดับนานาติ เป็นสามเสาหลักขององค์การสหประชาชาติ ด้านสันติภาพ ความมั่นคงและความเป็นธรรม เรามีกลไกด้านความยุติธรรมระหว่างประเทศ เช่น การใช้ศาลอาญาระหว่างประเทศที่น่าจะเป็นกลไกที่นำมาใช้ได้ในระยะยาว และเป็นกรอบให้เกิดการเรียกร้องตรวจสอบได้ในระบบสิทธิมนุษยชน” นิโคลัสกล่าว

ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวถึงข้อเรียกร้องของแอมเนสตี้ฯ ต่อรัฐบาลไทยว่า ปีที่ผ่านมามีความก้าวหน้าและความพยายามทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทย เรามีข้อเสนอแนะเพื่อให้มีการทำงานในประเด็นนี้มากขึ้น เรื่องสำคัญที่เรื้อรังมานานคือความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธในสามจังหวัดชายแดนใต้ ขอให้มีการสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ลำเอียงต่อการสังหารนอกกระบวนการกฎหมายในทุกกรณี ให้ผู้ถูกควบคุมตัวตามสถานที่ต่างๆ และค่ายทหารสามารถเข้าถึงทนาย ญาติ และการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม และอนุญาตหน่วยงานสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระเข้าเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่งได้ เรื่องการทรมานและบังคับให้สูญหาย อยากให้ผ่านร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและบังคับให้สูญหาย โดยสอดคล้องกับพันธกรณีของไทยที่มีไว้ต่อต่างประเทศ อยากให้มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระรอบด้านต่อข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับการทรมานและการกระทำที่โหดร้ายโดยเจ้าหน้าที่ และให้มีการนำตัวคนผิดเข้ากระบวนการยุติธรรม รวมถึงต้องสืบหาและเปิดเผยที่อยู่ของทนายสมชาย นีละไพจิตร รวมถึงบุคคลอื่นๆ ที่สูญหาย จนกว่าจะทราบชะตากรรม

“ปีนี้เป็นปีแห่งการปราบปราม อยากขอให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ให้มีการทบทวนกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีที่ไทยมีต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการควบคุมตัวโดยพลการและกฎหมายที่ต่อต้านการแสดงออกโดยสงบ เรื่องและผู้แสวงหาผู้ลี้ภัยขอให้เคารพหลักการไม่ส่งกลับ เคารพต่อพันธกรณีที่อนุญาตให้ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยสามารถติดต่อ UNHCR และรับรองว่าผู้แสวงที่ลี้ภัยจะได้รับการคุ้มครอง โดยอยากให้รัฐบาลให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย

“ขอให้มีการพักใช้โทษประหารชีวิตในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นทางการในทันที ลงนามและให้สัตยาบันสารพิธีเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อยากเห็นความจริงจังในการมุ่งยกเลิกโทษประหารชีวิต เรื่องกฎหมายจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น เราอยากเห็นการฟื้นฟูสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบโดยทันที ต้องการให้มีการแก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ ให้ยกเลิกข้อบัญญัติที่อนุญาตให้บุคคลใดๆ สามารถฟ้องร้องบุคคลอื่นในข้อหานี้ได้ ให้มีการกำหนดโทษให้ได้สัดส่วนต่อฐานความผิด และชะลอการใช้กฎหมายนี้ นอกจากนี้เราขอให้ถอนข้อกล่าวหาบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงออก และปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังในข้อหานี้ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข” ปิยนุชกล่าว

 

จากนั้นเป็นเวทีเสวนาเรื่อง “ชุมนุมโดยสงบเพื่อความสันติ” ดำเนินรายการโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักกิจกรรม กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาเป็นรอยต่อระหว่างช่วงที่ คสช.ยังมีอำนาจและการเลือกตั้ง จึงมีความพยายามอย่างมากในการหยุดยั้งการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อคัดค้านรัฐบาลจากภาครัฐ คำสั่ง คสช.ถูกยกเลิกไป รัฐบาลจึงพยายามเปลี่ยนมาใช้กฎหมายปกติในกระบวนการที่ไม่ปกติ เช่น การใช้คดีหมิ่นประมาทที่ผมเองก็โดนฟ้องจากการจัดการชุมนุมเรียกร้องให้กกต.จัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส แต่ถูกกกต.ฟ้องหมิ่นประมาท ทั้งที่เราควรมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้จัดการเลือกตั้ง และยังมีการฟ้องกลุ่มคนอยากเลือกตั้งด้วยข้อหายุยงปลุกปั่น พ.ร.บ.ชุมนุม และการลักทรัพย์ยามวิกาลว่าตนลักใช้ไฟจำนวน 140.26 บาท ทั้งที่เป็นการใช้ไฟของมหาวิทยาลัย ข้อหาเหล่านี้เป็นการพยายามลดทอนการใช้สิทธิเสรีภาพ

“หลังคสช.หมดอำนาจอาจเป็นหลักประกันว่าเราจะไม่โดนควบคุมตัวโดยพลการ แต่ยังมีการใช้เจ้าหน้าที่ไปพูดคุยสอบถามถึงที่บ้าน ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงรอยต่อการสิ้นสุดของอำนาจพิเศษจึงเกิดการทำร้ายคนที่เคลื่อนไหวและนักกิจกรรม เช่นที่ผมถูกทำร้ายร่างกายสองครั้งเมื่อปีที่แล้ว คนอื่นที่โดนทำร้ายร่างกายและผมพูดตรงกันว่าถูกติดตามตัวโดยเจ้าหน้าที่อยู่เป็นระยะ จึงมั่นใจว่าการทำร้ายร่างกายทำโดยภาครัฐ โดยขณะนั้นเป็นช่วงที่อำนาจพิเศษใช้การไม่ได้แล้ว จึงมีการสร้างภาพความรุนแรงที่จับตัวใครไม่ได้ โดยที่เราไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงให้นำคนร้ายมาลงโทษได้ และไม่มีหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก” สิรวิชญ์กล่าว

บุญภาดา พึ่งบุญ ณ อยุธยา อรุณเบิกฟ้า ผู้อำนวยการกองแผนยุทธศาสตร์และแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงการยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันกรมคุ้มครองสิทธิฯ ทำงานดูแลกฎหมายใหม่หลายฉบับ เช่น ร่างพ.ร.บ.ต่อต้านการทรมานและอุ้มหาย ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพยาน

“เรามีแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาพัฒน์ฯ โดยมีมาตรการที่เกี่ยวข้องในร่างนี้ เช่น ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้เจ้าหน้าที่รัฐเรื่องการแสดงความคิดเห็นหรือการใช้กฎหมายฟ้องปิดปากมากขึ้น เรามีแผนธุรกิจสิทธิมนุษยชน ที่ประกอบด้วยเรื่องสิทธิแรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการลงทุนระหว่างประเทศ” บุญภาดากล่าว

หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด กล่าวว่า จากการสังเกตการณ์ปีที่ผ่านมาพบว่าการชุมนุมมีทั้งที่สงบและไม่สงบ เช่น การชุมนุมไม่ถอยไม่ทนที่นำโดยหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นไปโดยสงบ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าไม่มีการแจ้งการชุมนุมตามกฎหมาย และมีการแจ้งข้อหา ทำให้ผู้มาชุมนุมเกิดความหวาดกลัวในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ทั้งที่มีการเลือกตั้งแล้วสิทธิเหล่านี้ควรเปิดกว้างขึ้น

“อีกรูปแบบคือการชุมนุมที่ไม่สงบเช่นการชุมนุมต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงงานน้ำตาลในภาคอีสาน ชาวบ้าน 50 คนที่ไม่เห็นด้วยถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมที่ประชุมรับฟังความเห็นและนำตำรวจราว 500 คนมาล้อมไว้จนมีผู้บาดเจ็บ 2 คน และถูกดำเนินคดีว่าไม่แจ้งการชุมนุม เราเห็นปรากฏการณ์ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดที่มีการนำเจ้าหน้าที่ในสัดส่วนที่มากกว่าผู้ชุมนุมมากมาควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความหวาดกลัว” หทัยรัตน์กล่าว

ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ตลอดปีที่ผ่านมาจะมีปัญหาเรื่องการแจ้งการชุมนุม ประเทศไทยมีการชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่ที่ยืดเยื้อบ่อยครั้งในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การร่างกฎหมายจึงกำหนดให้มีการแจ้งการชุมนุม แต่ระยะหลังคนเปลี่ยนมาใช้การชุมนุมแบบแฟลชม็อบที่ไม่ยืดเยื้อเพื่อแสวงหาพื้นที่แสดงออก ซึ่งไม่กระทบการจราจรและคนทั่วไปมากนัก แต่วิธีการแจ้งการชุมนุมไม่เหมาะกับการชุมนุมแบบนี้ และรัฐมีแนวโน้มจะเข้ามาขัดขวางมากกว่าจะอำนวยความสะดวกในการชุมนุม

“การต้องแจ้งการชุมนุมจะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกมากเกินไปไหม หากเป็นการชุมนุมไม่กี่ชั่วโมงและไม่มีการเคลื่อนย้ายสถานที่ควรจะต้องแจ้งไหม แล้วการชุมนุมยุคใหม่แจ้งกันผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค แล้วมีผู้ชุมนุมนำโพสต์จากผู้จัดการชุมนุมไปโพสต์ต่อ ซึ่งตามกฎหมายถือว่าผู้เชิญชวนเป็นผู้จัดการชุมนุมด้วย จึงคิดว่าพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะมาตรา 10 วรรค 2 ขัดกับรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้การห้ามชุมนุมในระยะ 150 เมตรจากพระบรมมหาราชวังควรทำเครื่องหมายให้ชัดเจน และยังมีปัญหาเรื่องการตีความกิจกรรมกีฬาที่ถูกมองว่าเป็นการชุมนุม” ผศ.ดร.จันทจิรากล่าว

 

จากนั้นแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้มอบรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกประจำปี 2562/2563 และข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยต่อปิยะพงษ์ นันต์ธนะ เลขานุการกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และ บุญภาดา พึ่งบุญ ณ อยุธยา อรุณเบิกฟ้า ผู้อำนวยการกองแผนยุทธศาสตร์และแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงการยุติธรรม ที่เป็นตัวแทนภาครัฐในการรับมอบรายงานฯ

 

 

**********
เนาวรัตน์ เสือสอาด
ผู้ประสานงานฝ่ายสื่อสารองค์กร
Naowarat Suesa-ard
Media and Communication Coordinator

Recent posts