Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

รายงานสังคมและการเมือง ฉบับที่ ๗ เดือนธันวาคม ๒๕๖๒

รายงานสังคมและการเมือง ฉบับที่ ๗ เดือนธันวาคม ๒๕๖๒

21 January 2020

2316

ปัญหา

ของการประกาศแหล่งหินอุตสาหกรรม

 

เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได กลุ่มภูเขาลูกโดดใน ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู เป็นพื้นที่ประทานบัตรทำเหมืองหินปูนของนายทุนรายหนึ่ง และกำลังมีกรณีพิพาทขัดแย้งกับชุมชนอยู่ในขณะนี้ เป็นแหล่งหินแหล่งหนึ่งที่ถูกประกาศกำหนดเป็นพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างไว้ตั้งแต่อยู่ในระหว่างบังคับใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510  หรือกฎหมายแร่ฉบับเดิม  ซึ่งมีข้อกังขาว่าการประกาศกำหนดเป็นพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นการประกาศภายใต้บทบัญญัติมาตราใดของกฎหมายแร่ฉบับเดิม เพราะเท่าที่สำรวจตรวจดูก็ไม่พบว่ามีบทบัญญัติมาตราใดของกฎหมายแร่ฉบับเดิมอนุญาตให้ทำการประกาศเช่นนั้นได้

ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560  หรือกฎหมายแร่ฉบับใหม่  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2560  แทนกฎหมายแร่ฉบับเดิม  ก็ได้กำหนดให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ (ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ. 2560 – 2564) ขึ้นมา  

โดยมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ตามมาตรา 19 ว่าการอนุญาตให้ทำเหมืองให้พิจารณาอนุญาตได้เฉพาะในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็น ‘เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง’ เท่านั้น  และตามมาตรา 17 วรรคสี่ ว่า “พื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองต้องไม่ใช่พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า  เขตโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ  เขตพื้นที่ที่มีกฎหมายห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด  พื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติ  และพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม”

แต่ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทฯดังกล่าวซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 กลับระบุให้ “พื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง  ตามมติ ครม.  ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม  และประกาศกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่  ที่ประกาศก่อนกฎหมายแร่ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้  และที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดแหล่งหินอุตสาหกรรม (อุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้าง) ของกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว  แต่ไม่สามารถประกาศได้ทันก่อนวันที่กฎหมายแร่ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้”  เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้

และยังมีพื้นที่อีก 4 ประเภท ถูกระบุไว้ในยุทธศาสตร์และแผนแม่บทฯดังกล่าวให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เช่นเดียวกัน  ดังนี้

(1) พื้นที่ตามประทานบัตร  คำขอต่ออายุประทานบัตร  และคำขอประทานบัตรที่ได้ออกให้หรือได้ยื่นไว้ตามกฎหมายแร่ฉบับเดิม  ก่อนวันที่กฎหมายแร่ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้

(2) พื้นที่ตามอาชญาบัตรและคำขออาชญาบัตรที่ได้ออกให้หรือได้ยื่นไว้ตามกฎหมายแร่ฉบับเดิม  ก่อนวันที่กฎหมายแร่ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้  เฉพาะพื้นที่ที่ผลการสำรวจพิสูจน์ได้ว่าเป็นแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

(3) พื้นที่ประกาศกำหนดพื้นที่เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ  การทดลอง  การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ที่ออกตามกฎหมายฉบับเดิม  ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่กฎหมายแร่ฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ  เฉพาะพื้นที่ภาคอีสานที่มีแร่โพแทชและเกลือหินเป็นชนิดแร่เป้าหมายของการประกาศ  ที่มีผลพิสูจน์ได้ว่าเป็นแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

(4) พื้นที่ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง  ตามประมวลกฎหมายที่ดิน  กรณีการทำเหมืองประเภทที่ 1 ตามมาตรา 53 ของกฎหมายแร่ฉบับใหม่  หรือกรณีการทำเหมืองหินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง  หรือกรณีการทำเหมืองประเภทอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติกำหนด

นั่นแสดงว่ายุทธศาสตร์และแผนแม่บทฯดังกล่าวเป็นเอกสารที่ขัดต่อกฎหมายแร่ฉบับใหม่  เพราะสิ่งที่ควรทำคือนำประกาศแหล่งหินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง  ที่ประกาศครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดในทุกภูมิภาคของประเทศไทย  ก่อนวันที่กฎหมายแร่ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้  ซึ่งมีจำนวนรวมกัน 325 แหล่งหิน  รวมเป็นพื้นที่ 143,713 ไร่  มีปริมาณสำรองรวมกันถึง 8,127 ล้านเมตริกตัน  มาชำระล้างใหม่ด้วยการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายแร่ฉบับใหม่  ว่าภูเขาลูกใดหรือแหล่งหินใดบ้างเป็นพื้นที่ตามมาตรา 17 วรรคสี่  ที่ไม่ควรถูกประกาศเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง

ดังเช่นที่เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได  ที่พบแหล่งโบราณคดีอายุย้อนหลังประมาณ 3,000 ปี  และพบว่าเป็นแหล่งต้นน้ำและป่าน้ำซับซึมสำคัญที่มีน้ำไหลซึมเล็ดลอดขึ้นมาจากใต้ดินเกือบทั้งปี  ซึ่งควรถูกกันออกจากการเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองตามกฎหมายแร่ฉบับใหม่โดยทันที

 

 

การกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยกระบวนการยุติธรรม

 

เป็นเหตุการณ์ที่ชวนให้สับสนยิ่งที่มีผู้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยกล่าวหาพรรคอนาคตใหม่ว่ามีแนวคิดและเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีความเชื่อมโยงกับองค์กรลับอย่าง 'อิลลูมินาติ' (Illuminati) (ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีหนังสือแจ้งไปยังพรรคอนาคตใหม่เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 ว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้โดยไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวนตามการร้องขอของพรรค  และได้นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีนี้ในเวลา 11.30 น. ของวันที่ 21 มกราคม 2563) นั้น  แท้จริงแล้ว  หากมีองค์กรลับอย่างอิลลูมินาติที่มีทั้งเงินและอำนาจบนโลกนี้จริง  องค์กรลับดังกล่าวน่าจะอยู่ฝั่งรัฐบาลไทยเสียมากกว่าอยู่ฝั่งพรรคฝ่ายค้านอย่างอนาคตใหม่  เพราะถ้าองค์กรลับดังกล่าวอยู่ฝั่งพรรคอนาคตใหม่จริง  เหตุใดพรรคอนาคตใหม่ถึงโดนกลั่นแกล้งอย่างโหมกระหน่ำทุกทิศทางจากกลไกรัฐเยี่ยงนี้ 

โดยเฉพาะการใช้กระบวนการยุติธรรมกลั่นแกล้งพรรคอนาคตใหม่อย่างไร้มนุษยธรรม 

ไม่เพียงแค่คดีอิลลูมินาติ  ยังมีคดีกู้เงินที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณารับคำร้องให้ยุบพรรคจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562  โดยให้เวลาพรรค 15 วัน เพื่อส่งเอกสารชี้แจง  และคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรค  พ้นสภาพการเป็น ส.ส. จากกรณีถือหุ้นสื่อไปแล้ว  อีกด้วย

สถานการณ์ดังกล่าว  ค่อนข้างทำให้การเมืองในปี 2563 น่าจะร้อนแรงจนอาจจะถึงทางตันได้ตั้งแต่ต้นปีทีเดียว  เหตุเพราะว่าเริ่มมีการเคลื่อนไหวของมวลชนที่ไม่พอใจต่อการนำเอากระบวนการยุติธรรมมากลั่นแกล้งพรรคอนาคตใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งเป็นมวลชนที่ค่อนข้างจะประสานการเคลื่อนไหวทั้งในสื่อสังคมออนไลน์และบนท้องถนนเข้าด้วยกันอย่างมีพลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในฝ่ายรัฐบาลเอง  ก็พยายามหล่อเลี้ยงและสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งให้เกิดขึ้นเพื่อกระชับอำนาจให้เข้มแข็งขึ้น  ด้วยความหวังว่าถ้ายุบพรรคอนาคตใหม่ได้จริง  จะทำให้ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่แตกพรรคเสียจนทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอลง  พรรคเพื่อไทยจะถูกโดดเดี่ยวลอยแพจนไม่สามารถเป็นฝ่ายค้านอย่างมีพลังได้อีกต่อไป  หากปราศจากพรรคอนาคตใหม่ร่วมวงไพบูลย์

นั่นคือมุมวิเคราะห์ของฝ่ายรัฐบาลที่เห็นว่าสามารถควบคุมความขัดแย้งให้อยู่ในกรอบการกดปราบได้  แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็ประมาทไม่ได้ทั้งสองฝ่าย  อาจจะจริงอย่างที่ฝ่ายรัฐบาลวิเคราะห์คาดการณ์  หรืออาจจะมีตัวแปรอื่นที่เล็ดลอดจากการวิเคราะห์คาดการณ์ของฝ่ายรัฐบาลจนทำให้ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของมวลชนที่เกลียดชังรัฐบาลให้อยู่ในกรอบการกดปราบได้  จนกลายเป็นลุกลามบานปลายและขับไล่รัฐบาลอย่างมีพลัง

ต้องรอดูกิจกรรม ‘วิ่ง-ไล่-ลุง’ ที่จะเริ่มเขี่ยลูกพร้อมกันหลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคในวันที่ 12 มกราคม 2563  และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีองค์กรลับอิลลูมินาติในวันที่ 21 มกราคม 2563 นี้  ว่าจะทำให้กระแสมวลชนที่เกลียดชังรัฐบาลจุดติด  โดยสามารถทำการเคลื่อนไหวอย่างแผ่วงกว้างหลังเดือนมกราคม 2563 ได้หรือไม่  แค่ไหน  อย่างไร

Recent posts