Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

แถลงการณ์ 5 ปี การยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผลพวงการรัฐประหารที่ยังไม่สิ้นสุด

แถลงการณ์ 5 ปี การยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ผลพวงการรัฐประหารที่ยังไม่สิ้นสุด

21 July 2019

3097

 

                                                                                                                                                                                                                    เผยแพร่ 17 กรกฎาคม 2557

 

          16 กรกฎาคม 2562 คณะรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้เข้ารับหน้าที่ ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งยึดอำนาจการปกครองประเทศมาตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น หมดหน้าที่และอำนาจลง  อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 5 ปีกว่าที่ คสช.ปกครองประเทศได้ทำลายหลักนิติรัฐหรือหลักการปกครองโดยกฎหมายลงอย่างสิ้นเชิง กลไกต่าง ๆ ในประเทศไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลและทำให้เกิดความรับผิด รวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญอย่างซับซ้อนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ คสช. และพวกได้ปกครองประเทศต่อไป (อ่านรายละเอียดใน 5 ปี คสช. พอได้หรือยัง?: ข้อเสนอว่าด้วยการจัดการผลพวงรัฐประหาร )

          ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร และติดตามสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน เห็นว่าผลพวงซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจภายใต้ห้วงเวลาดังกล่าวของ คสช. จะยังดำรงอยู่ทั้งในองค์กร คือ หน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระ ในรูปแบบประกาศและคำสั่ง คสช., คำสั่งหัวหน้า คสช., กฎหมายซึ่งผ่านการตราโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงฉบับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

 

1.       ประกาศและคำสั่ง คสช., คำสั่งหัวหน้า คสช. และกฎหมายซึ่งผ่านการตราโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นั้นยังดำรงอยู่จนกว่าจะมีกฎหมายออกมาแก้ไขหรือยกเลิก

คสช. ได้ออกคำสั่ง คสช.  214 ฉบับ, ประกาศ คสช. 132 ฉบับ และคำสั่งหัวหน้า คสช. 211 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 557 ฉบับ  และสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านพระราชบัญญัติกว่า 444  ฉบับ โดยที่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562 นั้น ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช., คำสั่งหัวหน้า คสช.เพียง 70 ฉบับ ทำให้ประกาศและคำสั่ง คสช., คำสั่งหัวหน้า คสช. หรือพระราชบัญญัติที่ผ่านโดย สนช.นั้นจะมีผลต่อไป แม้ คสช.จะหมดอำนาจ กล่าวคือจนกว่าจะมีพระราชบัญญัติแก้ไขหรือยกเลิก เว้นแต่เป็นประกาศหรือคำสั่งซึ่งสามารถยกเลิกได้โดยอำนาจบริหาร

ประกาศ คำสั่ง และพระราชบัญญัติซึ่งออกมาจำนวนมากนั้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน แต่ออกโดยกลุ่มคนที่ยึดอำนาจการปกครองไปจากประชาชนและพิจารณาในระยะเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งมาตรา 279 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้นได้ยกเว้นความรับผิดใด ๆ และรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญไว้ ประกาศและคำสั่งคสช.จึงไม่อาจตรวจสอบความชอบด้วยการกระทำหรือชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามกลไกปกติได้

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า ประกาศ คำสั่ง และพระราชบัญญัติทั้งหมดควรถูกทบทวนโดยสภาผู้แทนราษฎรโดยเร่งด่วน เพราะหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบยาวนานต่อระบบกฎหมายไทย

 

2.        กลไกที่ยังดำรงอยู่ในรูปหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระ

นอกจากประกาศและคำสั่ง คสช., คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ดำรงอยู่แล้ว คสช.ยังมีส่วนในการแต่งตั้งบุคลากรไว้ในหน่วยงานรัฐ รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสมาชิกวุฒิสภา 250 ราย  และองค์กรอิสระต่าง ๆ อาทิเช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ยังจะคอยสนับสนุนกกลุ่มบุคคลที่เคยเป็น คสช. ซึ่งยังคงอำนาจฝ่ายบริหารในฐานะรัฐบาลต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คสช.ได้เพิ่มอำนาจหน้าที่ งบประมาณ เพิ่มโครงสร้างระดับภาคและระดับจังหวัด ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอรมน.) ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 51/2560 ซึ่งกลไกดังกล่าวยังจะเป็นกลไกสำคัญในการจำกัดเสรีภาพของประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึง “การปรับทัศนคติ” ต่อไป

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า นอกจากการทบทวนกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรวมถึงการทบทวนที่มา อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยแล้ว ประชาชนยังมีหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงานและองค์กรอิสระว่าได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และสอดคล้องกับการปกครองในประชาธิปไตยหรือไม่

3.       อำนาจในการควบคุมตัวพลเรือนยังอยู่ที่ทหาร

แม้ว่าตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) ซึ่งเป็นฐานที่มาของอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. จะกำหนดให้โครงสร้างของ กอ.รมน. ส่วนหนึ่งประกอบด้วยพลเรือน และไม่ได้ให้อำนาจในการควบคุมตัวบุคคลไว้ก็ตาม แต่ก็มีหน่วยงานความมั่นคงรวมถึงทหารเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งจะกลายเป็นกลไกสำคัญภายหลังการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม “อำนาจในการควบคุมตัวพลเรือนไม่เกิน 7 วัน” นั้นยังคงอยู่ที่เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยและเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และ คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559  ซึ่งไม่ได้ถูกยกเลิกไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับสุดท้ายแต่อย่างใด (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ทหารยังคงอำนาจควบคุมตัวพลเรือน : ข้อสังเกตต่อคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562 เรื่อง การยกเลิกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. บางฉบับที่หมดความจำเป็น)  หากอำนาจในการควบคุมตัวพลเรือนไม่จำเป็น คสช.ก็ย่อมต้องให้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2562 มีผลในการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 ไปพร้อมกันกับฉบับอื่น ๆ ด้วย การคงอยู่ของคำสั่งดังกล่าวนั้นจึงแสดงถึงเจตนาในการควบคุมประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ ความซ้อนทับของบุคลากร ทั้ง กอ.รมน. และเจ้าพนักงานตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ย่อมทำให้เกิดความสับสน ความไม่แน่นอนชัดเจนแก่ประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ซึ่งเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้งจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และกฎอัยการศึกร่วมกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า ต้องดำเนินการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 โดยทันที กรณีเกิดการกระทำความผิด หรือเกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่จำเป็นต้องคงอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 ไว้ และหากเจ้าหน้าที่ทหารซึ่ง คสช. แต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559  ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบก็สามารถตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ได้ เนื่องจากองค์กรซึ่งให้อำนาจนั้นไม่ได้ดำรงอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กรณีที่กล่าวเป็นเพียงผลพวงบางส่วนจากการรัฐประหารซึ่งจะดำรงอยู่ แม้ คสช.จะหมดอำนาจหน้าที่ลงแล้ว แต่ในทางปฏิบัติผู้กุมอำนาจการปกครองยังเป็นกลุ่มเดิม ยังมีบุคลากรทั้งหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระสนับสนุน รวมถึงกฎหมายที่ให้อำนาจและรัฐธรรมนูญที่ยกเว้นความรับผิดไว้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรและประชาชนร่วมกันตรวจสอบ ผลักดันการแก้ไขกฎหมาย และจัดการผลพวงดังกล่าว เพื่อให้ประเทศกลับสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นนิติรัฐอย่างแท้จริง

 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

 

 

 

--

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
Thai Lawyers for Human Rights
Tel: (+66) 092-271-3172,  096-789-3173
e-mail: tlhr@tlhr2014.com
website: www.tlhr2014.com/
address : 66/4 ซอยลาดพร้าว 16
แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

Recent posts