Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

‘งาน’ กับ ‘สิ่งแวดล้อม’

‘งาน’ กับ ‘สิ่งแวดล้อม’

1 March 2019

3129

 

 

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

26 กุมภาพันธ์ 2562

 

 

โลกในปัจจุบันและอนาคตของพรรคการเมืองควรถือกำเนิดขึ้นมาจากสิ่งดี ๆ สองสิ่ง  ดั่งลูกฝาแฝดที่คลานตามกันมา  ลูกคนหนึ่งคือ งาน’  ส่วนลูกอีกคนหนึ่งคือ สิ่งแวดล้อม

 

จากภาวะวิกฤตโลกร้อนที่สิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ทั้งพืช สัตว์ จุลินทรีย์ สูญพันธุ์แบบก้าวกระโดด  โลกจึงควรตั้งคำถามใหญ่เพื่อก้าวไปสู่ทิศทางใหม่ที่ดีกว่าว่า การลดโลกร้อนกับการจ้างงานจะมีการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมได้อย่างไร ?” 

 

มีการประเมินกันในหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนในขอบข่ายทั่วโลกว่าการพัฒนาที่พยายามปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานจนทำให้แรงงานจำนวนมากว่างงานหรือมีรายได้น้อยลงอันเนื่องมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้คาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นให้เข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมจำนวนมากที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนเข้มข้นเช่นพวกเชื้อเพลิงฟอสซิลทัั้งหลายซึ่ง เป็นแหล่งจ้างงานของแรงงานจำนวนมากถึงร้อยละ 38 ของแรงงานทั่วโลก”[[1]] อยู่ในขณะนี้

 

การพยายามก้าวข้ามเพื่อนำไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ของโลกไม่ใช่เรื่องง่าย  ดังที่เห็นคนเรือนแสนจาก ขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองในหลายเมืองของประเทศฝรั่งเศสที่ออกมาชุมนุมประท้วงจนเกิดความโกลาหลแผ่ขยายตัวไปทั่วด้วยเหตุที่รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศขึ้นภาษีน้ำมันอันมีผลทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นเพื่อต้องการลดโลกร้อนด้วยการมุ่งลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและระดมทุนสนับสนุนพลังงานสะอาด  แต่กลับส่งผลกระทบต่อประชาชนฝรั่งเศสที่เป็นชนชั้นแรงงานจำนวนมากที่มีรายได้น้อยและอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเมืองซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพายานพาหนะส่วนตัวแทนระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าไปไม่ถึงในการเดินทางไปทำงานและประกอบกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน

 

เหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า งานกับ สิ่งแวดล้อมมักปะทะขัดแย้งกันอยู่ตลอดมาจนอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาทางชนชั้นได้เสมอ  แต่ความขัดแย้งดังกล่าวก็มีหลายรูปแบบ  ดังเช่นเหตุการณ์หนึ่งในประเทศไทยก็มีรูปแบบแตกต่างออกไป  สหภาพแรงงานหนึ่งร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจเจ้าของโครงการเกณฑ์ชาวบ้านที่สนับสนุนโครงการมาทุบตีสลายการชุมนุมของชาวบ้านปากมูลที่รวมตัวชุมนุมคัดค้านการสร้างเขื่อนปากมูลอยู่ที่หัวงานเมื่อปี 2536 เป็นต้น  ความขัดแย้งเช่นนี้อีกหลาย ๆ เหตุการณ์ในสังคมไทยไม่ได้เป็นปัญหาชนชั้นระหว่างคนรวยกับคนจน  หรือชนชั้นนำกับชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเหมือนในกรณีขบวนการเสื้อกั๊กเหลือง  แต่เป็นเรื่องของชนชั้นล่างถูกชนชั้นผู้ปกครองมอมเมา ยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังจนสามารถใช้กำลังประทุษร้ายชาวบ้านด้วยกันเองได้

 

ทั้งเหตุการณ์ในฝรั่งเศสของขบวนการเสื้อกั๊กเหลืิองและเหตุการณ์การคัดค้านเขื่อนปากมูลในไทยถึงแม้จะมีรูปแบบแตกต่างกัน  และไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางชนชั้นหรือไม่ก็ตาม  แต่มันนำมาสู่คำถามว่าทำไม งานกับสิ่งแวดล้อมถึงอยู่ร่วมกันไม่ได้ หรือทำไม งานกับสิ่งแวดล้อมมักเป็นปฎิปักษ์ต่อกันอยู่เสมอ ?

 

ในไทยเองก็ยังไม่เห็นว่าจะมีสหภาพแรงงาน  ขบวนการแรงงาน  และพรรคการเมืองใดมีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนงานและชุมชนรอบโรงงานหรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่โดยออกมาตั้งคำถามกับรัฐบาลในเรื่องปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ถูกปล่อยออกจากปลายปล่องของโรงงานที่ก่อผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอยู่ในขณะนี้  ไม่มีคำถามใดจากขบวนการแรงงานและพรรคการเมืองถึงรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. ว่าออกคำสั่งยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองเพื่อเปิดโอกาสให้โรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภทเช่นโรงไฟฟ้าขยะสามารถตั้งอยู่ในชุมชนและพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ ดินและอากาศเหมาะสมต่อเกษตรกรรมเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารได้อย่างไร  รวมถึงคำถามต่อกฎหมายโรงงานฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องขออนุญาตต่ออายุใบประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) จากเดิมที่ต้องต่ออายุใหม่ทุก 5 ปีแก้ไขนิยาม โรงงานเพื่อทำให้โรงงานขนาดต่ำกว่า 50 แรงม้า หรือที่มีคนงานน้อยกว่า 50 คน ไม่ถือเป็นโรงงานตามกฎหมายแรงงานอีกต่อไป  ส่งผลให้เกิดการปล่อยผีโรงงานไม่น้อยกว่า 70,000 แห่งทั่วประเทศหลุดจากการเป็นโรงงานที่ไม่ต้องได้รับการควบคุม ดูแล กวดขัน เฝ้าระวัง ติดตามตามกฎหมายโรงงานอีกต่อไปเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถก่อสร้างอาคารและส่วนประกอบของโรงงานที่ยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องจักรและนำคนงานมาทำงานล่วงหน้าไปก่อน  แล้วจึงค่อยขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (..4) และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA/EHIA) แล้วแต่กรณีให้ได้รับอนุญาตหรือผ่านความเห็นชอบภายหลังได้  ฯลฯ

 

การเลือกตั้งที่จะถึงนี้เปิดโอกาสให้ประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่บ้านเมืองหลังจากห่างหายไปเกือบห้าปี  แม้ว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจะมีความแตกต่างจากพรรคการเมืองฝ่ายสืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร คสช. ตรงที่ช่องทางของสิทธิ เสรีภาพและพลังประชาชนในการชุมนุม  เคลื่อนไหว  กดดัน  ต่อรอง  เรียกร้อง  ร้องเรียนเพื่อการต่อสู้กับอำนาจรัฐและทุนเปิดกว้างมากกว่า  แต่โดยเนื้อแท้แล้วพรรคการเมืองทั้งสองฝ่ายมีสิ่งเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง  นั่นคือยึดถือ ตัวแบบการพัฒนาเดียวกัน  ที่มุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้การชี้วัดแบบ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเป็นหลัก  ซึ่งตัวชี้วัดนี้ละเลยปัญหาความเหลื่อมล้ำและสิ่งแวดล้อม  และด้วยการยึดถือตัวแบบการพัฒนาเดียวกันของพรรคการเมืองทั้งสองฝ่ายนี่เองจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วสลับข้างอยู่เสมอในประวัติศาสตร์การเมืองไทย  จากที่เคยเป็นประชาธิปไตยก็กลายเป็นเผด็จการ  จากที่เคยเป็นเผด็จการก็กลายเป็นประชาธิปไตยก็มี  แต่ส่วนใหญ่แล้วทิศทางเปลี่ยนขั้วสลับข้างมักพบเห็นฝ่ายประชาธิปไตยกลายเป็นฝ่ายเผด็จการเสียมากกว่า  เนื่องจากการเข้าไปอยู่ในอำนาจรัฐไม่ว่าพรรคการเมืองฝ่ายใดก็ตามจำเป็นต้องใจร้ายมากขึ้นกับประชาชน  ถ้าใจดีเกินไปโดยปล่อยให้ประชาชนสร้างพลังต่อรองกับรัฐมากเกินไปก็จะทำให้การเรียกร้องของภาคประชาชนเป็นอุปสรรคต่อรัฐที่จะผลักดันนโยบาย  โครงการพัฒนาและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายที่หนุนเสริม GDP 

 

แต่ตัวแบบการพัฒนาที่เหมือนกันของพรรคการเมืองทั้งสองฝ่ายที่ยึดมั่น GDP ก็แตกย่อยออกเป็นสองแนวทางตรงที่ยามใดที่บ้านเมืองปกครองโดยระบอบเผด็จการ, ยามนั้นตัวแบบการพัฒนาจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวในลักษณะ มุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เสรีภาพของประชาชนถูกกดปราบ’  ซึ่งต่างจากการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่ถึงแม้จะมุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ประชาชนยังมีเสรีภาพการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นได้ดีกว่า  ตรงจุดที่พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยสร้างความแตกต่างนี้ถือเป็นเรื่องดีต่อประชาชนอย่างยิ่ง  แต่ก็ยังไม่พอ  เพราะตัวแบบการพัฒนาทั้งสองแนวทางยังยึดมั่น GDP มากเกินไป  นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนที่นับวันจะมีช่องว่างถ่างกว้างออกไปมากยิ่งขึ้นแล้ว  การตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมยิ่งถูกมองข้ามมากขึ้นเช่นเดียวกัน  การเลือกตั้งครั้งนี้จึงควรมีพรรคการเมืองที่เสนอแนวทางที่สามเป็นตัวแบบการพัฒนาใหม่ขึ้นมา  นั่นคือ  คำนึงถึง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ระบบนิเวศและธรรมชาติ  และประชาชนมีเสรีภาพการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น

 

จะต้องมีพรรคการเมืองที่กล้าหาญสร้างความแตกต่างทางนโยบายเพื่อสร้างดุลยภาพระหว่าง งานกับ สิ่งแวดล้อมให้เด่นชัดยิ่งขึ้นกว่านี้โดยไม่กดปราบเสรีภาพการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน  ไม่ว่าประชาชนจะอยู่ฝ่าย งานหรือฝ่าย สิ่งแวดล้อมก็ตาม  เช่นมีนโยบายยกเลิกโครงการพัฒนาที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม  ระบบนิเวศ  ธรรมชาติและวิถีชีวิตของประชาชน  เช่น  ยกเลิกโครงการโขง-เลย-ชี-มูล  โครงการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง  ส่วนเขื่อนที่สร้้างเสร็จแล้วเช่นเขื่อนปากมูลควรทุบทิ้งเสียเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำโขงให้ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนมาใหม่  ยกเลิกนโยบายเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล  เพราะจะมีการแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชนรุนแรงเกินไป  ยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้วัตถุดิบถ่านหินทั้งหมด  ผลักดันกฎหมายอากาศบริสุทธิ์โดยบังคับให้การปล่อยฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 และฝุ่นนาโนที่มีขนาดเล็กกว่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ออกสู่บรรยากาศเป็นไปตามหรือใกล้เคียงกับมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกให้มากที่สุด  และกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมตั้งแต่แหล่งกำเนิดมลพิษและปลายปล่องโรงงาน  และเปิดช่องให้ประชาชนฟ้องให้ลงโทษรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพถ้าไม่นำมาตรการต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายไปปฎิบัติ  เป็นต้น

 

พรรคการเมืองที่กำลังแข่งขันกันหาเสียงอยู่ในขณะนี้ควรตระหนักอย่างจริงจังว่าการเร่งรัดการพัฒนาเพื่อทำให้บ้านเมืองเรามีเศรษฐกิจเจริญเติบโตตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา  อย่างน้อยที่สุดก็นับตั้งแต่การเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรกเมื่อปี 2504  ได้ทำให้สภาพแวดล้อม  ธรรมชาติ  ระบบนิเวศที่สัมพันธ์กับแม่น้ำ  อากาศ  ผืนดิน  ป่าชายเลน  ภูเขา  ท้องทะเล  ชีวิตผู้คน  ฯลฯ  ได้รับความเสียหายอย่างหนัก  เริ่มต้นของปีนี้ที่กรุงเทพฯและปริมณฑลถูกโจมตีโดยฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จนเกิดสภาพอากาศเลวร้ายต่อเนื่องยาวนานก็เป็นเหตุบ่งบอกได้อย่างดี  พรรคการเมืองควรตระหนักอย่างจริงจังว่าบ้านเมืองที่สวยงามคือบ้านเมืองที่หายใจด้วยอากาศสะอาด  มีน้ำสะอาดสำหรับดื่มและใช้  มีอาหารปลอดภัยจากสารพิษ  หรือการใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่มีอากาศบริสุทธิ์  น้ำสะอาด  อาหารปลอดภัยจากสารพิษ  นั้น  สิ่งเหล่านี้คือสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

 

ในขณะที่บ้านเมืองเรากำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562  พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่กำลังแข่งขันหาเสียงกันอยู่ในขณะนี้ควรคิดให้หนักว่าจะเสนอนโยบายที่สร้างดุลยภาพระหว่าง งานกับ สิ่งแวดล้อมให้แจ่มชัดขึ้นได้อย่างไร  เพราะโลกเปราะบางเกินกว่าจะหันหลังกลับไปใช้กระบวนทัศน์เดิม ๆ ในการพัฒนาโดยไม่สนใจใยดีต่อสภาพแวดล้อม  ธรรมชาติและระบบนิเวศที่ทรุดโทรมลงอย่างต่อเนื่องจนก่อเกิดภาวะโลกร้อนคุกคามความสงบสุขของผู้คนอยู่ในขณะนี้.

 

[[1]] คำนำจากหนังสือ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: การศึกษาเบื้องต้นถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อแรงงานในประเทศไทย. รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ  รศ.ดร. กิริยา กุลกลการ. ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 (ดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ได้ที่ http://library.fes.de/pdf-files/bueros/thailand/14386.pdf)

Recent posts