Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ความขัดแย้งตุรกี-สหรัฐอเมริกามากกว่าสงครามการค้า

ความขัดแย้งตุรกี-สหรัฐอเมริกามากกว่าสงครามการค้า

14 September 2018

3597

 

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้

Shukur2003@yahoo.co.uk

             ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด และผู้เจริญรอยตามท่าน

         ช่วงเดือนสิงหาคมนี้โลกกำลังจับตาความขัดแย้งระหว่างตุรกีกับสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2561 "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีเหล็กจากตุรกีเพิ่มเป็น 2 เท่าทำให้ค่าเงินลีราตุรกี ถึงได้ร่วงไปถึง 20% และลดลงมากกว่า 40% นับตั้งแต่ต้นปี 2561 จากเดิมที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ แลกได้ประมาณ 3.78 ลีราตุรกี กลับอ่อนค่ามาเป็น 6.92 ลีราตุรกีต่อดอลลาร์ ในช่วงเดือนสิงหาคม ส่งผลให้ตุรกี ตอบโต้สหรัฐอเมริกาด้วยการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ถึง 2 เท่าเช่นภาษีนำเข้ารถยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 120% เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 140% และยังส่งผลกระทบกับสินค้าจำพวกข้าว ผลไม้ ยาสูบ ถ่านหิน และเครื่องสำอางค์ที่นำเข้าจากสหรัฐด้วย 

(โปรดดูhttp://www.bangkokbiznews.com/news/detail/810439)

        เมื่อค่าเงินตุรกีลดอย่างฮวบฮาทำให้รัฐบาลตุรกีได้ใช้มาตรการสกัดไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศ เพื่อพยุงค่าเงินเอาไว้   มีการรณรงค์ให้คนตุรกีเทขายเงินดอลลาร์อเมริกา ไม่ซื้อสินค้าอเมริกา ช่วยซื้อสินค้าตุรกี  ในขณะเดียวกันประเทศพันธมิตรมุสลิมที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่อย่างกาตาร์เข้าช่วยเหลือวิกฤติการเงินครั้งนี้กล่าวคือชัยค์ ตามีม บิน ฮามัด อัล-ตอนี (Sheikh Tamim bin Hamad al-Thani) เจ้าผู้ครองรัฐ (Amir) แห่งกาตาร์ เสด็จมายังกรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี แบบที่ไม่ได้มีกำหนดการล่วงหน้ามาก่อนโดยประกาศลงทุนในตุรกีมูลค่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ค่าเงิน Lira ของตุรกีแข็งค่าทันที(โปรดดูhttps://brandinside.asia/qatar-aid-turkey-with-15-billion-with-good-relationship/)

           ในขณะเดียวกันภาคประชาชนทั้งในประเทศตุรกีหรือแม้แต่มุสลิมหลายประเทศที่สนับสนุนประธานาธิบดีตุรกี(ถึงแม้ไม่ใช่กลุ่มใหญ่แต่ได้ผลในแง่จิตวิทยาในยุคสื่อไร้พรมแดน)ก็ร่วมรณรงค์ซื้อเงินตุรกี เทขายเงินดอลลาร์และรณรงค์บอยคอตสินค้าอเมริกา(โปรดดู https://www.kompasiana.com/empuratu/5b73d1f912ae9421623c6bf5/dukungan-dari-berbagai-negara-mengalir-untuk-turki)

         ความเป็นจริงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา และตุรกีครั้งนี้มีชนวนเหตุมาจากการที่ตุรกีจับกุมนักบวชชาวอเมริกันและข้อพิพาทการทูตอื่นๆก่อนหน้านี้เรื่อยมา

      กล่าวคือ แอนดรูว์ บรันสัน (Andrew Brunson) นักบวชชาวอเมริกันซึ่งถูกทางการตุรกีจับกุมและดำเนินคดีข้อหาก่อการร้าย เพราะเชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนความพยายามก่อรัฐประหารโค่น ผู้นำตุรกีปัจจุบัน แอรฺโดก์อาน เมื่อปี 2016

          แอนดรูว์ บรันสัน ถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุน ฟัตฮุลเลาะห์ กูเลน นักคิด นักฟื้นฟูสังคมผ่านหลักการศาสนาชาวตุรกีผู้เป็นศัตรูทางการเมืองกับ แอร์โดอัน และหลบเขาไปลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1999 รัฐบาลตุรกีเชื่อว่าคนผู้นี้อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อปี 2016 และพยายามเรียกร้องให้สหรัฐฯ ส่งตัวเขากลับมารับโทษในตุรกี  

      แอนดรูว์ บรันสัน ซึ่งอาศัยอยู่ในตุรกีมานานกว่า 20 ปียังโดนข้อหาหนุนหลังกลุ่มแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธเคิร์ด PKK ซึ่งถือเป็นองค์กรนอกกฎหมายตุรกี ซึ่งหากศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริงในทุกข้อกล่าวหา เขาอาจโดนโทษจำคุกสูงสุดถึง 35 ปี

       

(โปรดดูhttps://m.mgronline.com/around/detail/9610000082457

        ดังนั้นสงครามความขัดแย้งตุรกี-สหรัฐอเมริกามากกว่าสงครามการค้า

ซึ่งสอดคล้องกับทัศนะของยัสมีน ซัตตาร์นักวิชาการด้านตุรกีศึกษาที่จบปริญญาเอกที่ตุรกีและสอนตุรกีศึกษาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีท่านให้ทัศนะว่า

“แน่นอนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้มีผลมาจากแค่เพียงเหตุการณ์เดียวที่ส่งผลทำให้เกิดความผันผวนทางการเงินหนักขนาดนี้ และคงไม่ใช้ปัจจัยเดียวที่ทำให้สหรัฐฯ หันมาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกับตุรกี”

(โปรดดูรายละเอียดใน https://turkeyanalysis.blogspot.com/2018/08/blog-post.html)

                 วิกฤตการเงินตุรกีครั้งนี้ไม่เพียงด้านการเงินโลกแต่ในแง่การเมืองก็จะมีปัญหาตามมาเพราะตุรกีภายใต้การนำของแอรฺโดก์อาน ผู้นำพรรคยุติธรรมมีแนวคิดอิสลามนิยม ต่างจากรัฐบาลก่อนหน้านี ที่เชิดชูแนวคิดเคมาลิสม์” Kemalism ยอมตามอเมริกาและตะวันตก

          กล่าวคือ“เคมาลิสม์” Kemalism ซึ่งเป็นแนวคิดและหลักการของอะตาเตริก บิดาของคนคนตุรกีสมัยใหม่ ซึ่งท่านเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐตุรกี เพื่อตอบสนองและปรับตัวไปสู่วิถีชีวิตตะวันตกจึงนำเอาแนวคิดเซคิวลาร์ (Secular) มาใช้ในสังคมหลังการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมาน   ตุรกีถูกจัดระบบใหม่เป็นรัฐแบบโลกีย์ (ไม่มี sacred ในพื้นที่ต่างๆ) การเมืองกับศาสนาถูกแยกออกจากกัน และอิสลามถูกยกเลิกจากการเป็นศาสนาประจำรัฐ มีกฎหมายตราไว้ว่า "ศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัว" เป็นการเลือกของแต่ละบุคคล ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาก้าวก่ายในกิจการของรัฐ ตำแหน่งคอลีฟะฮฺ(ผู้นำโลกมุสลิมแบบรัฐอิสลาม)ถูกยกเลิกและกฎหมายอิสลามและสถาบันอิสลามถูกยกเลิกไป มีการขอยืมกฎหมายพลเรือนจากสวิสเซอร์แลนด์ ยืมกฎหมายอาญามาจากอิตาลี และกฎหมายการค้าระหว่างประเทศจากเยอรมัน กฎหมายส่วนตัวมุสลิมถูกจัดเป็นรอง และนำเข้ามาแนวคิดกฎหมายพลเรือนยุโรป การสอนศาสนาในโรงเรียนถูกสั่งห้าม มีการประกาศว่าระบบการคลุมหน้าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย มีการนำเอาสหศึกษามาใช้ ตัวอักษรอารบิคถูกแทนที่ด้วยอักษรลาติน อะซานไม่ใช้ภาษาหรับอีกต่อไป เครื่องแต่งกายประจำชาติถูกเปลี่ยนแปลงและมีการบังคับให้สวมหมวก(โปรดดูรายละเอียดการต่อสู้ระหว่างสองแนวคิดนี้ใน https://deepsouthwatch.org/th/node/9155)

           ดังนั้นการครองอำนาจอย่างยาวนานผ่านการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยจึงสร้างความชอบธรรมให้แอรฺโดก์อาน เป็นผู้นำโลกอิสลาม และนำตุรกีสู่มหาอำนาจใหม่ของโลกมุสลิมอีกครั้ง  จะเห้นได้ว่าช่วง 5 ปีหลัง ตุรกีมีบทบาท ในสงครามตะวันออกกลาง ระหว่างโลกอาหรับ   มุสลิมและอิสราเอล  ตุรกียังเป็นประเทศหลักที่รับผู้อพยพจากซีเรีย  ช่วยเหลือมุสลิมโรฮิงยาและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม  การศึกษา  พัฒนาสังคม ต่อชนกลุ่มน้อยทั่วโลกรวมทั้งมุสลิมไทย

                  เป็นที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่ ปี 2011 มีกลุ่มอำนาจใหม่ คือจีน-รัสเซีย ขึ้นมาท้าทายอำนาจเก่าที่มีสหรัฐ-นาโต้   ในขณะเดียวกัน แอรฺโดก์อาน ผู้นำตุรกีก็กำลังเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายรัสเซียเพื่อดุลอำนาจอเมริกา และคบกับศัตรูอเมริกาอย่างอิหร่าน

                จริงอยู่ในอดีต ตุรกีเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ-นาโต้มายาวนานตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่การที่ตุรกีเป็นผู้นำโลกมุสลิมต่อต้านนโยบายอเมริกาที่จะให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลเป็นการตบหน้าผู้นำอเมริกาอย่างมาก  ดังนั้นสงครามการเงินระหว่างทั้งสองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเมืองโลกที่สหรัฐอเมริกาต้องการสั่งสอนตุรกีและจะเป็นสงครามอุดมการณ์ระหว่างขบวนการเมืองอิสลามที่กำลังเติบโตทั่วโลกกับเสรีนิยม ทุนนิยมตะวันตก และมีแนวโน้มจะส่งผลร้ายต่อ การเมืองโลก อีกทั้งก็จะกระทบสันติภาพโลกในที่สุดทั้งๆที่โลกพึ่งจะดีใจการญาติดีระหว่างอเมริกากับเกาหลีเหนือ

ในขณะที่ฝั่งแอรฺโดก์อานเองก็ใช้เหตุการณ์ครั้งนี้ในการปลุกกระแสอิสลามหรือมุสลิมนิยม โดยพยายาม ชี้ให้คนตุรกีและโลกมุสลิมเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นผลจากการคุกคามของอเมริกาและพันธมิตรตะวันตก

จากความขัดแย้งครั้งนี้เช่นกันจะทำให้โลกแบ่งออกเป็นสองขั้วทั้งเชียร์ และ ซ้ำเติมตุรกี

นักเตะเชื้อสายตุรกีอย่างเมซุส โอซิล ชาวเยอรมัน ต้องลาออกจากทีมเพราะถูกเหยียดเชื้อชาติภายหลังจากทีมเยอรมันพ่ายแพ้ในบอลโลกและนำประเด็นมาถกวงการเมืองโลกเป็นเพียงละครบทหนึ่งของความขัดแย้งการเมืองโลกแม้กระทั่งในประเทศไทยเอง

         ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้คน มองว่าความขัดแย้งตุรกี-สหรัฐอเมริกานั้นมีมากกว่าสงครามการค้า

Recent posts