Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ประเทศเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรมชำรุด

ประเทศเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรมชำรุด

2 August 2018

2054

ประเทศเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรมชำรุด[[1]]

 

 

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

11 กรกฎาคม 2561

 

 

 

สัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง  ครม. มีมติเสนอร่างกฎหมาย 5 ฉบับ แก่ สนช. เพื่อขึ้นเงินเดือน 10% ให้ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม  เช่น  ประธานศาลฎีกา  ศาลปกครองสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญที่ปัจจุบันรับเงินเดือน 75,590 บาท  บวกเงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท  จะได้รับเงินเดือนอัตราใหม่ 83,090 บาท  บวกเงินประจำตำแหน่งอัตราใหม่ 55,000 บาท  เป็นต้น

            และยังได้เงินเดือนย้อนหลังอีกสี่ปี  ตั้งแต่ปีที่เกิดรัฐประหาร  ซึ่งต้องใช้งบประมาณสำหรับจ่ายเงินเดือนย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท 

 

ย้อนหลังกลับไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา  หน่วยงานด้านแรงงานของรัฐอนุมัติค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศต่ำสุดที่ 308 บาท/วัน  สูงสุดที่ 330 บาท/วัน  จากเดิมวันละ 300 บาท  โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 16 บาท/วัน  ทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำอัตราใหม่โดยเฉลี่ยเปลี่ยนเป็น 316 บาท/วัน  หรือประมาณ 9,480 บาท/เดือน

 

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การเปรียบเทียบตัวเลข  แต่อยู่ที่เหตุผลของการขึ้นเงินเดือนที่ ครม. อ้างว่า “เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น”  ย้อนหลังไปในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมารัฐบาลสฤษดิ์น้อยใช้คำที่ชัดเจนกว่านี้ว่า “เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” เมื่อครั้งที่ ครม. มีมติในเรื่องเดียวกันนี้

            คนมีเงินเดือนสูงอยู่แล้วที่ 75,000 กว่าบาท  บวกกับเงินประจำตำแหน่งอีก 50,000 บาท/เดือน  แต่อ้างเหตุผลดังกล่าว  ขณะที่ขบวนการแรงงานหลายกลุ่มเรียกร้องแทบตายมาหลายปีเพื่อต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น “ค่าจ้างเพื่อชีวิต” ในอัตราอย่างต่ำที่ 450 บาท/วัน  เพื่อให้เกิดค่าจ้างที่เป็นธรรม คุ้มครองคนทำงานและเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอีกสองคน-รวมเป็นสามคนพ่อแม่ลูก  แต่นี่ขึ้นมา 16 บาท/วัน  480 บาท/เดือน  ต่างกันลิบลับกับเงินเดือนของข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมที่สามารถนำมาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้เป็น 10 คน  มีเงินเอาไปตีกอล์ฟและมัวเมาในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างสบาย

            จะเห็นได้ว่าผู้ปกครองมีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีต่อประชาชนที่เป็นแรงงาน  การเรียกร้องขึ้นเงินเดือนและค่าครองชีพแต่ละครั้งของขบวนการแรงงานก็มักมีท่าทีเหยียดหยามคนงานว่าเป็นภาระของชาติ  ต้องคอยหางานให้  แล้วยังจะมาเรียกร้องนู่นนี่  ให้แค่นี้ก็บุญแล้วจะเอาอะไรอีก  แต่มีท่าทีอีกแบบต่อข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมด้วยการเอาเงินเดือนไปประเคนให้  ทั้ง ๆ ที่แรงงานคือผู้สร้างผลกำไรและความมั่งคั่งให้แก่นายจ้างและรัฐ  แต่กลับไม่ได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรและความมั่งคั่งที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเขาเลย

            นี่แหละความเหลื่อมล้ำ

 

คำถามกวนใจก็คือว่าทำไมคนในกระบวนการยุติธรรมจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นจนทำให้กระบวนการยุติธรรมชำรุดได้ในสังคม ? 

            ตอบแบบกวนใจก็คือ  การค้าความยุติธรรมด้วยการนำตัวเองและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่ตัวเองสังกัดมาค้ำบัลลังก์รัฐประหารด้วยการไม่ตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. เพราะเหตุที่หวังมาตลอดว่าเขาจะขึ้นเงินเดือนให้แก่ตนเป็นเรื่องที่น่าละอายยิ่งนัก

            อำนาจที่ได้มาจากรัฐประหารมันทำงานเองไม่ได้หรอกถ้าไม่มีอำนาจตุลาการถือหางหรือค้ำจุนอยู่  ผลที่เกิดขึ้นมันทำให้กระบวนการยุติธรรมละเลยการทำหน้าที่สร้างกระบวนการยุติธรรมให้เกิดสันติสุขแก่สังคม  แต่กลับส่งเสริมและสนับสนุนอำนาจที่ได้มาจากรัฐประหารกระทำการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนแทน

 

เหตุที่บ้านเมืองเราดำรงทัศนคติเช่นนี้ก็เพราะว่าเรามีรัฐบาลที่ออกกฎหมายและนโยบายตามอำเภอใจ  ตรวจสอบไม่ได้  กลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลย์ที่หวังพึ่งได้จากกระบวนการยุติธรรมก็ง่อยเปลี้ยไปหมดจากหลายสาเหตุ  ซึ่งมีการขึ้นเงินเดือนเป็นสาเหตุหนึ่ง

            คนพวกนี้ดูดผลกำไรและความมั่งคั่งไปจากสังคม  แทนที่ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมจะได้รับประโยชน์ในรูปของสวัสดิการและบริการสาธารณะจากผลกำไรและความมั่งคั่งที่เกิดจากรายได้และการลงทุนที่แรงงานได้ลงแรงไป  แต่กลับต้องเอาเก็บไว้จ่ายเงินเดือนแก่คนพวกนี้  จึงทำให้เราในฐานะประชาชนไม่มีสวัสดิการและบริการสาธารณะที่ดีต่อคุณภาพชีวิตของพวกเรา

 

มีคนกลุ่มหนึ่งดูดผลกำไรและความมั่งคั่งของสังคมไปจากพวกเรา  และเป็นเรื่องโคตรเศร้าที่คนเหล่านั้นคือคนในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ใช้สติปัญญา  ความสามารถและความรู้ของตนสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำให้แก่สังคม  ซึ่งถือว่าเป็นความยุติธรรมประเภทหนึ่ง

 

[[1]] บทความชิ้นนี้พัฒนาขึ้นมาจากเนื้อหาที่ใช้พูดของผู้เขียนในเวที 'WAY dialogue: ประเทศเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรมชำรุด'  เมื่อวันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2561  ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา  ชั้น 7  ห้อง 701  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ซึ่งผู้เขียนถูกรับเชิญให้ไปพูดในนามตัวแทนของผู้ร่วมจัดตั้งพรรคสามัญชนในหัวข้อ ‘นโยบายพรรคการเมืองเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม’ 

            อนึ่ง  ผู้เขียนไม่ได้ทำการขออนุญาตจากผู้จัดเวทีโดยตรงหรืออย่างเป็นทางการเพื่อขอใช้ชื่อเวทีมาเป็นชื่อบทความ  จึงขออนุญาตไว้ ณ ที่นี้ด้วย 

ยังมีคนหาเช้ากินค่ำนอกบริบทของแรงงานในโรงงานที่ชีวิตประจำวันหาอยู่หากินได้ยากขึ้น  กว่าจะหาเงินได้ 100, 200 บาทแต่ละวันแทบกระอักเลือด  ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูกสูงมาก  แต่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำลงมากแทบทุกชนิด  ทั้งข้าว  อ้อย  ข้าวโพด  กระเทียม  มันสำปะหลัง  ยางพารา  ฯลฯ  สาเหตุก็เพราะมีการกักตุนสินค้าจำนวนมหาศาลอยู่ในโกดังบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพืชผลการเกษตรเพื่อรอเทขายทำกำไร  เช่น  โรงงานแปรรูปยางพาราขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย  กดราคารับซื้อยางพาราชนิดก้อนถ้วยที่ 17, 18 บาท/กิโลกรัม  บางวันรับซื้อ 17 บาท  บางวันรับซื้อ 18 บาท  บางช่วงเวลาถูกกดต่ำสุดที่ 15 บาท/กิโลกรัมก็มี  คุณภาพชีวิตของประชาชนที่นั่นตกต่ำลงมากจากที่เคยมีเงินเก็บสำหรับการศึกษาของลูก  มีเงินจ่ายสำหรับซ่อมแซมบ้านเรือน  ค่าอาหาร  ค่าข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน  ค่าผ่อนรถ  ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่และญาติสนิท  ค่านมลูก  ค่าโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต  ฯลฯ  เดี๋ยวนี้ต้องกู้ยืมเพื่อนบ้านและเงินกู้ในและนอกระบบมากขึ้น

            ความยุติธรรมด้านราคาผลผลิตก็เป็นความเหลื่อมล้ำอีกประเภทหนึ่งระหว่างอำนาจเงินมหาศาลของบริษัทกับประชาชนที่ต้องการขายผลผลิตเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต  ซึ่งมีรัฐเป็นผู้ควบคุม  กำกับและดูแลกลไกด้านราคาที่ไร้ประสิทธิภาพเสียจนเอนเอียงเข้าข้างบริษัท

 

ในขณะที่สถานการณ์การถือครองที่ดินในบ้านเมืองเราพบว่ามีการกระจุกตัวสูง  ที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในความครอบครองของคนส่วนน้อย  ทำให้ผู้คนจำนวนมากขาดแคลนที่ดินทำกิน  ตัวเลขปี 2555 พบว่าสัดส่วนการถือครองที่ดินในกลุ่มผู้ถือครองท่ีดินร้อยละ 10 ที่มีการถือครองที่ดินมากที่สุดต่อกลุ่มผู้ถือครองที่ดินร้อยละ 10 ที่มีการถือครองที่ดินน้อยที่สุดห่างกัน 854 เท่า  โดยกลุ่มผู้ถือครองที่ดินร้อยละ 10 ท่ีมีการถือครองท่ีดินมากที่สุดมีส่วนแบ่งการถือครองที่ดินร้อยละ 61  ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าผู้ถือครองที่ดินอีกร้อยละ 90 ที่เหลือ  ที่มีส่วนแบ่งการถือครองที่ดินเพียงร้อยละ 39[[1]]

            ขอยกตัวอย่างให้เห็นรูปธรรมเชิงเปรียบเทียบ  ถ้้าผู้เขียนอยู่ในกลุ่มผู้ถือครองที่ดินร้อยละ 10 ที่มีการถือครองที่ดินน้อยที่สุด  มีที่ดินทำกิน 1 ไร่  ส่วนผู้อ่านเป็น Elite หรือเป็นผู้ร่ำรวยสูงมากที่อยู่ในกลุ่มผู้ถือครองที่ดินร้อยละ 10 ที่มีการถือครองที่ดินมากที่สุด  ผู้อ่านจะมีที่ดินไม่น้อยกว่า 854 ไร่  ไว้ในครอบครอง

            ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างการถือครองที่ดินของคนรวยท่ีมีโอกาสได้สิทธิการถือครองท่ีดินมากกว่าคนจนที่ถูกบีบจากนโยบายและกฎหมายไม่ให้เป็นผู้มีสิทธิถือครองที่ดินได้  เมื่อไม่มีสิทธิถือครองที่ดินก็ไม่มีหลักทรัพย์เอาไปกู้หนี้ยืมสินจากสถาบัน

 

[[1]] ดูรายละเอียดได้ที่  รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2558.  สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,  สำนักพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดภาวะสังคม.  หน้า 2-17

            เข้าถึงข้อมูลออนไลน์ (เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ได้ที่ http://www.nesdb.go.th/ewt_dl_link.php?nid=6363  เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2561 

การเงินของรัฐ เช่น ธกส. เพื่อนำไปซื้อหาปัจจัยการผลิตเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนและครอบครัวให้ดีขึ้นได้  

            แน่นอนว่าปัญหานี้เป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนานจากรัฐบาลหลายสมัย  แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่านโยบายทวงคืนผืนป่าตามคำสั่ง คสช. ที่ 64/57[[1]]  และ 66/57[[2]] ของรัฐบาลนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดินระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างกว้างขึ้นไปอีก  เพราะเป็นคำสั่งที่ขับไล่ประชาชนคนเล็กคนน้อยในสังคมให้ต้องสูญเสียสิทธิการถือครองที่ดินทำกินโดยชอบธรรมในเขตป่าไปเสีย

 

เรากำลังมีชีวิตอยู่ในท่ามกลางยุคสมัยของ “รัฐตามอำเภอใจ ไร้การตรวจสอบ” ที่บีบประชาชนทุกช่องทางให้สูญเสียสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน  ไม่เว้นแม้แต่สิทธิและเสรีภาพในการพูด  แสดงความคิดเห็นและการชุมนุมที่มีไว้เพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐ 

            หลังรัฐประหาร 2557 พบปริมาณคดีความที่เกิดจากความขัดแย้งจากการผลัักดันนโยบาย  โครงการพัฒนาและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเพิ่มขึ้นมาก  ก่อนหน้ารัฐประหารพบความขัดแย้งที่บริษัทฟ้องคดีความต่อประชาชนโดยตรง  แต่หลังรัฐประหารสัดส่วนของคดีความที่เพ่ิมขึ้นเป็นส่วนของรัฐฟ้องคดีต่อประชาชนโดยตรงด้วยกฎหมายชุมนุมฯ[[3]]และคำสั่งที่ 3/58[[4]] ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป  เพื่อกระทำการข่มขู่คุกคามต่อประชาชนให้หนักข้อยิ่งขึ้น  

            มีตัวอย่างคดีและการถูกข่มขู่คุกคามที่ไม่เป็นคดีจำนวนมากจนทำให้ประชาชนไม่สามารถลุกขึ้นมาทำการชุมนุมได้  ขอหยิบยกมาตัวอย่างหนึ่งที่เป็นกรณีคดีจากกฎหมายชุมนุมฯล่าสุด  ชาวบ้านกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสที่รวมตัวกันออกมาคัดค้านการขุดเจาะสำรวจแร่โปแตชหลุมที่สี่ของบริษัทจากทุนจีนช่วงระหว่างวันที่ 9 - 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา  จำนวน 2 คน ถูกฟ้องในข้อหาชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อน 24 ชั่วโมงและ “ข่มขืนใจเหมือง”  อีก 7 คน ถูกฟ้องในข้อหาข่มขืนใจเหมือง  หลักฐานท่ี่นำมาฟ้องคดีก็คือรูปถ่ายที่ตำรวจกับทหารถ่ายส่งให้กับเหมือง

            จะเห็นได้ว่าในทางปฎิบัติกฎหมายชุมนุมฯไม่ได้มุ่งคุ้มครองและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุมตามที่ได้บัญญัติไว้ในตัวบทกฎหมายเลย  เพราะถ้ามุ่งคุ้มครองและอำนวยความสะดวกแก่ผู้

 

[[1]] คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557  เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้

[[2]] คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557  เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม  หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้  และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน

[[3]] พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

[[4]] คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558  เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

บริษัทฟ้องคดีความต่อประชาชนโดยตรง  แต่หลังรัฐประหารสัดส่วนของคดีความที่เพ่ิมขึ้นเป็นส่วนของรัฐฟ้องคดีต่อประชาชนโดยตรงด้วยกฎหมายชุมนุมฯ[[1]]และคำสั่งที่ 3/58[[2]] ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป  เพื่อกระทำการข่มขู่คุกคามต่อประชาชนให้หนักข้อยิ่งขึ้น        

            มีตัวอย่างคดีและการถูกข่มขู่คุกคามที่ไม่เป็นคดีจำนวนมากจนทำให้ประชาชนไม่สามารถลุกขึ้นมาทำการชุมนุมได้  ขอหยิบยกมาตัวอย่างหนึ่งที่เป็นกรณีคดีจากกฎหมายชุมนุมฯล่าสุด  ชาวบ้านกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสที่รวมตัวกันออกมาคัดค้านการขุดเจาะสำรวจแร่โปแตชหลุมที่สี่ของบริษัทจากทุนจีนช่วงระหว่างวันที่ 9 - 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา  จำนวน 2 คน ถูกฟ้องในข้อหาชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อน 24 ชั่วโมงและ “ข่มขืนใจเหมือง”  อีก 7 คน ถูกฟ้องในข้อหาข่มขืนใจเหมือง  หลักฐานท่ี่นำมาฟ้องคดีก็คือรูปถ่ายที่ตำรวจกับทหารถ่ายส่งให้กับเหมือง

            จะเห็นได้ว่าในทางปฎิบัติกฎหมายชุมนุมฯไม่ได้มุ่งคุ้มครองและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุมตามที่ได้บัญญัติไว้ในตัวบทกฎหมายเลย  เพราะถ้ามุ่งคุ้มครองและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุมจริง  คงไม่มีผู้ชุมนุมรายใดต้องถูกฟ้องคดีจากรัฐเช่นนี้  กฎหมายดังกล่าวจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการฟ้องคดีกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากประชาชนให้กลัว

            แทนที่จะเป็นกฎหมายที่คุ้มครอง  อำนวยความสะดวก  ส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน  กลับเป็นกฎหมายที่มีไว้ใช้เพื่อคุ้มครอง  อำนวยความสะดวก  ส่งเสริมและสนับสนุนแก่ผลประโยชน์ของบริษัท  และขยายความมั่นคงของรัฐมากเสียจนไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนแทน

 

กรณีคดีจากคำสั่งที่ 3/58  ปัจจุบันมีผู้ถูกฟ้องคดีไปแล้ว 421 คน  ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งที่หน้ามาบุญครอง หรือ #MBK39  ที่ถนนราชดำเนิน หรือ #RDN50  ที่พัทยา  ที่เชียงใหม่  ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก หรือ #ARMY57  การชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งในวันครบรอบสี่ปีรัฐประหาร หรือ #UN62  และการเดินมิตรภาพ หรือ “We Walk เดินมิตรภาพ” จากกรุงเทพฯไปจังหวัดขอนแก่น  เป็นต้น[[3]]

            การแทรกแซงของคำสั่งดังกล่าวด้วยอำนาจตามอำเภอใจของรัฐส่งผลให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถทำการ “ชุมนุมการเมือง” และ “ชุมนุมไม่การเมือง” ได้โดยง่าย  การชุมนุมทุกอย่างตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปจะถูกตีความว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองไว้ก่อน  เพื่อที่จะทำให้ประชาชนกลัวจนไม่สามารถจัดการชุมนุมขึ้นมาได้  แต่ถ้ายังดื้อรั้นหาช่องทางก่อการชุมนุมขึ้นมาได้ก็จะใช้การฟ้องคดีมากำราบแทน

 

กฎหมายและคำสั่งดังกล่าวได้ปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  การชุมนุมและการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยการห้ามทำกิจกรรมเกือบทุกรูปแบบที่เป็นการรวมตัวกัน  เพราะจะถูกตีความว่าเข้าข่ายการชุมนุมที่บังคับให้ต้องแจ้งการชุมนุมก่อน  ถ้าชุมนุมโดยไม่แจ้งก็มีความผิด  ซึ่งตามหลักการแล้วเพียงแค่แจ้งให้ทราบ  แต่กลับกลายเป็นว่าต้องแจ้งเพื่อขออนุญาต  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่อนุญาต  หรือถ้าอนุญาตก็จะมีเงื่อนไขหยุมหยิมเต็มไปหมดจนทำให้การชุมนุมไม่มีพลังกดดันและต่อรองกับบริษัทและรัฐได้

 

ผลของการฟ้องคดีกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากด้วยอำนาจของกฎหมายและคำสั่งดังกล่าว  ทำให้รัฐเดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและมากขึ้นโดยไร้การตรวจสอบและตั้งคำถามจากประชาชน

            สิ่งนี้ก็คือความเหลื่อมล้ำอีกประเภทหนึ่ง  เนื่องจากบริษัทไม่สามารถถูกฟ้องคดีกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากได้  เพราะพวกเขาใช้เงินและทรัพย์สินที่มี “ปิดปากรัฐ” ให้เข้าข้างตนเองแทน  แต่ประชาชนสามารถถูกฟ้องคดีกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากได้จากอำนาจเงินและอำนาจรัฐที่ผสมพันธุ์กัน

 

[[1]] พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

[[2]] คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558  เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

[[3]] ดูรายละเอียดได้ที่  รายงานการตั้งข้อหาทางการเมืองหลังรัฐประหาร 2557.  เอกสารออนไลน์ของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อสังคม หรือ iLaw  เข้าถึงข้อมูลได้ที่ https://freedom.ilaw.or.th/politically-charged  เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561

การฟ้องคดีมากำราบแทน

 

กฎหมายและคำสั่งดังกล่าวได้ปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  การชุมนุมและการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยการห้ามทำกิจกรรมเกือบทุกรูปแบบที่เป็นการรวมตัวกัน  เพราะจะถูกตีความว่าเข้าข่ายการชุมนุมที่บังคับให้ต้องแจ้งการชุมนุมก่อน  ถ้าชุมนุมโดยไม่แจ้งก็มีความผิด  ซึ่งตามหลักการแล้วเพียงแค่แจ้งให้ทราบ  แต่กลับกลายเป็นว่าต้องแจ้งเพื่อขออนุญาต  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่อนุญาต  หรือถ้าอนุญาตก็จะมีเงื่อนไขหยุมหยิมเต็มไปหมดจนทำให้การชุมนุมไม่มีพลังกดดันและต่อรองกับบริษัทและรัฐได้

 

ผลของการฟ้องคดีกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากด้วยอำนาจของกฎหมายและคำสั่งดังกล่าว  ทำให้รัฐเดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและมากขึ้นโดยไร้การตรวจสอบและตั้งคำถามจากประชาชน

            สิ่งนี้ก็คือความเหลื่อมล้ำอีกประเภทหนึ่ง  เนื่องจากบริษัทไม่สามารถถูกฟ้องคดีกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากได้  เพราะพวกเขาใช้เงินและทรัพย์สินที่มี “ปิดปากรัฐ” ให้เข้าข้างตนเองแทน  แต่ประชาชนสามารถถูกฟ้องคดีกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากได้จากอำนาจเงินและอำนาจรัฐที่ผสมพันธุ์กัน               

 

ในกรณีที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าความยุติธรรมกับความเหลื่อมล้ำมักแปรผันตามกัน  กล่าวคือ  ความยุติธรรมที่ชำรุดมาพร้อม ๆ กับความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น  หรือเป็นเพราะมีความเหลื่อมล้ำความยุติธรรมจึงชำรุดตามไปด้วย  หรือบ้านเมืองใดมีความเหลื่อมล้ำสูงความชำรุดของกระบวนการยุติธรรมก็สูงตามไปด้วย  บ้านเมืองใดมีความชำรุดของกระบวนการยุติธรรมสูงความเหลื่อมล้ำก็สูงเช่นเดียวกัน

            นี่แหละบ้านเมืองเรา

Recent posts