Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

แอมเนสตี้เปิดรายงานล่าสุดชี้การโจมตีชาวโรฮิงญาของกองทัพเมียนมาเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

แอมเนสตี้เปิดรายงานล่าสุดชี้การโจมตีชาวโรฮิงญาของกองทัพเมียนมาเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

2 August 2018

2019

ขอบคุณภาพจาก แอมเนสตี้ : https://www.amnesty.or.th/latest/blog/32/

"""""""""

แอมเนสตี้เปิดรายงานล่าสุดชี้การโจมตีชาวโรฮิงญาของกองทัพเมียนมาเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดรายงานล่าสุดพบนายทหารระดับสูงของกองทัพเมียนมาเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการโจมตีชาวโรฮิงญา

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวางและน่าเชื่อถือ เพื่อเอาผิดกับพลเอกอาวุโสมินอ่องลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเมียนมา และบุคคลอีก 12 คนในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ระหว่างการล้างเผ่าพันธุ์ประชากรชาวโรฮิงญาในตอนเหนือของรัฐยะไข่

 

รายงานนี้มีชื่อว่า “เราจะทำลายทุกอย่าง”: ความรับผิดชอบของกองทัพต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในรัฐยะไข่ เมียนมา (We Will Destroy Everything”: Military Responsibility for Crime Against Humanity in Rakhine State, Myanmar) เรียกร้องให้มีการยื่นกรณีที่เกิดขึ้นในเมียนมา ไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อการสอบสวนและดำเนินคดี

 

แมทธิว เวลส์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านวิกฤตแห่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ทั้งการสังหารบุคคล การข่มขืนกระทำชำเรา การทรมาน การเผาและบังคับให้ต้องอดอาหาร ที่เป็นการกระทำของกองกำลังความมั่นคงของเมียนมาในหมู่บ้านต่างๆ ตลอดทั่วตอนเหนือของรัฐยะไข่ ไม่ได้เป็นแค่การกระทำของทหารหรือหน่วยทหารที่ประพฤติมิชอบเพียงบางส่วน หากมีพยานหลักฐานจำนวนมากที่ยืนยันว่าการกระทำเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่วางไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อโจมตีทำร้ายประชากรชาวโรฮิงญา

 

 “คนที่มือเปื้อนเลือดทุกลำดับชั้นของสายการบังคับบัญชา จนถึงพลเอกอาวุโสมินอ่องลาย ต้องรับผิดชอบจากบทบาทของตน ในการบังคับบัญชาและมีส่วนก่อให้เกิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่น ๆ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

ในรายงานฉบับนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังระบุชื่อเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาเก้านายของผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพเมียนมา และชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพิทักษ์ชายแดนสามนาย ซึ่งมีบทบาทในปฏิบัติการล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้

 

ผลจากการวิจัยอย่างเข้มข้นเป็นเวลาเก้าเดือน ทั้งในเมียนมาและบังคลาเทศ รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลฉบับนี้ นับเป็นเอกสารที่มีเนื้อหาครอบคลุมมากสุด ให้รายละเอียดว่ากองทัพเมียนมาได้ใช้กำลังบังคับผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กกว่า 702,000 คน หรือกว่า 80% ของประชากรชาวโรฮิงญาในตอนเหนือของรัฐยะไข่ ให้ต้องหลบหนีไปยังบังคลาเทศนับตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้

 

รายงานฉบับนี้ยังให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโครงสร้างการบังคับบัญชา และการตรึงกำลังพลของกองทัพเมียนมา รวมทั้งการจับกุม การบังคับบุคคลให้สูญหาย และการทรมานผู้ชายและเด็กผู้ชายชาวโรฮิงญาเป็นเวลาหลายสัปดาห์โดยกองกำลังความมั่นคง ซึ่งเกิดขึ้นหลายสัปดาห์ก่อนวิกฤตครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้น

///

**********

เนาวรัตน์ เสือสอาด

ผู้ประสานงานฝ่ายสื่อสารองค์กร

Naowarat Suesa-ard

Media and Communication Coordinator

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

139/21 ซอยลาดพร้าว 5 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

มือถือ 089-922-9585

Recent posts