Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

นัดฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีปู่คออี้และชาวบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจาน

27 June 2018

1288

นัดฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีปู่คออี้และชาวบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจาน

ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผาบ้าน รื้อทำลายทรัพย์สิน 

 

           พรุ่งนี้ (12 มิถุนายน 2561) เวลา 10.30 น. ขอเชิญร่วมรับฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ ส.58/2555 หมายเลขแดงที่ ส.660/2559  ระหว่าง นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ ที่1 กับพวกรวม 6 คน ผู้ฟ้องคดี กับ  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ผู้ถูกฟ้องคดี  จากกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผาบ้านเรือนและรื้อทำลายทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้งหก ณ ศาลปกครองกลาง ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 1

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 นายโคอิ หรือคออี้  มีมิ กับพวกรวม 6 คน ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในฐานะหน่วยงานซึ่งกำกับดูแลอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและนายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร  หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  เพราะเหตุที่นายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร  พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้เข้ารื้อทำลายเผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของนายโคอิ หรือคออี้  มีมิ และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบริเวณตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี กว่า 20 ครอบครัว จนได้รับความเสียหายแก่สิทธิ เสรีภาพ ทรัพย์สิน โดยมีบ้านพักอาศัย และยุ้งฉางถูกจุดไฟเผาราว 100 หลัง ตามโครงการขยายผลการอพยพ ผลักดันหรือจับกุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามแนวชายแดนไทย-พม่า  ที่มีชื่อเรียกว่า “ยุทธการตะนาวศรี” และกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยไม่ได้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติและกฎหมายทะเบียนราษฎรของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน รวมถึงไม่ตรวจสอบพื้นที่ทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนดั้งเดิมเสียก่อน 

          วันที่ 7 กันยายน 2559  ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกแต่ละคนเป็นเงินคนละจำนวน 10,000 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

วันที่ 6 ตุลาคม  2559  ผู้ฟ้องคดีทั้งหกยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางยังมีความบกพร่องคลาดเคลื่อน และยังวินิจฉัยไม่ครบประเด็นตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการวินิจฉัยในประเด็นคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้อยู่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยโต้แย้งในประเด็นหลัก ๆ ดังต่อไปนี้ 

  1. ความมีอยู่จริงของการตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมของผู้ฟ้องคดีทั้งหกและชาวบ้านกะเหรี่ยงในพื้นที่บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทในคดีนี้
  2. วิถีวัฒนธรรมการผลิตของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแบบไร่หมุนเวียน มีงานวิชาการรองรับว่าเป็นการทำเกษตรที่ไม่ส่งต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยรักษาป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ได้ยอมรับวิถีวัฒนธรรม ตลอดจนความมีตัวตนและถิ่นฐานดั้งเดิมในพื้นที่ต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง
  3. การจัดการทรัพยากรภายใต้วิถีวัฒนธรรมชุมชนดั้งเดิมและสิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่บังคับใช้ในขณะเกิดเหตุกรณีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่อง “สิทธิของบุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน” ของ ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  4. กระบวนการและขั้นตอนการดำเนินการตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการทำลายทรัพย์สิน โดยการเผาทำลายหรือรื้อถอน แต่ให้เป็นดุลยพินิจว่าเป็นการป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่อุทยานหรือไม่ โดยการใช้ดุลยพินิจสั่งการหรือไม่สั่งการนั้นให้เหมาะสมแก่ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในแต่ละกรณี ซึ่งต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เป็นการให้อำนาจแก่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะเลือกสั่งการอย่างใดก็ได้ตามอำเภอใจ
  5. การปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่เป็นไปตามหลักแห่งความเหมาะสม และเป็นปฏิบัติการทางปกครองที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ทั้งยังเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนของการกระทำ (Principle of Proportionality) ตามหลักกฎหมายมหาชน
  6. หลักการรับฟังคู่กรณี ตามมาตรา 30 แห่งวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539  ซึ่งต้องตีความด้วยเจตนาของการออกคำสั่งที่ให้คู่กรณีทราบถึงข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและโอกาสในการโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีมีการรับทราบถึงการแจ้งคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนปฏิบัติการเผาบ้านเรือนและรื้อทำลายทรัพย์สิน
  7. ตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ ที่ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าไม่มีผลบังคับโดยตรง หากแต่รัฐต้องออกกฎหมายภายในเพื่อการอนุวัติ จึงจะใช้กฎหมายภายในบังคับเจ้าหน้าที่ได้นั้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าสามารถเทียบเคียงได้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 30 “...การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ...จะกระทำมิได้...” ซึ่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน รับรู้อย่างชัดแจ้งว่า พื้นที่ในแผนปฏิบัติภารกิจครั้งนั้นเป็นกลุ่มเฉพาะของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแก่งกระจาน ที่ดำรงวิถีอัตลักษณ์ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน แต่กลับใช้ปฏิบัติการที่เป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีและเครือข่ายชาติพันธุ์กะเหรี่ยงได้ร้องเรียนขอความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดีจากสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อปี 2554   สภาทนายความฯ จึงได้แต่งตั้งทนายความเป็นคณะทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือในการฟ้องคดีเป็นคดีนี้

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

 

สมนึก  ตุ้มสุภาพ   ทนายความ    081-8428754 

วราภรณ์ อุทัยรังษี  ทนายความ    092-4725511  

 

 

Recent posts