Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ภาษาไทยกับการเมือง : การอุปลักษณ์และความแย้งย้อน ยุคประเทศไทย ๔.๐ (Thailand 4.0)

ภาษาไทยกับการเมือง :  การอุปลักษณ์และความแย้งย้อน ยุคประเทศไทย ๔.๐ (Thailand 4.0)

28 July 2017

1687

ภาษาไทยกับการเมือง : การอุปลักษณ์และความแย้งย้อน ยุคประเทศไทย ๔.๐ (Thailand 4.0)   รองศาสตราจารย์  ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ แถลง ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ (๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐)   รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา แถลงในประเด็น การใช้ภาษาไทยกับการเมือง : การอุปลักษณ์และความแย้งย้อน ยุคประเทศไทย๔.๐ หรือ Thailand 4.0 เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ (๒๙ กันยายน ๒๕๖๐) โดยระบุว่า ในท่ามกลางกระแสและการตื่นตัวอย่างขนานใหญ่ของสังคมและประชาชนทั่วไป ต่อการดำเนินนโยบายทางการเมืองและการริเริ่มนโยบายพัฒนาประเทศเพื่อพัฒนา/ เปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากวิกฤตการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไปสู่  “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ภายใต้รูปแบบการขับเคลื่อนที่เรียกว่า ประเทศไทย ๔.๐ หรือ Thailand 4.0 นั้น ภาษาไทยมีบทบาทสำคัญในการ “สื่อสาร” สร้างอุดมการณ์และการขับเคลื่อนเชิงนโยบายประเทศไทย ๔.๐  และนโยบายอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง ซ่อนเงื่อนโยงใยไม่สิ้นสุด ผ่านการสร้าง “อุปลักษณ์” (Metaphor) ที่ไม่เป็นเพียง  “ถ้อยคำเปรียบเทียบที่แล่นวูบ” เท่านั้น แต่เต็มไปด้วยศิลปะ/ ชั้นเชิงของการประดิษฐ์ประดอยภาษา ที่เกิดจากสร้าง “ความคิดเชิงอุปลักษณ์” (Conceptual Metaphor) อันหลายหลาก ภายใต้วิธีคิด วิธีการ กระบวนการ และการปฏิบัติการทางการเมืองที่ลึกซึ้ง และแยบยล กระทั่งกลายเป็น “คำอุปลักษณ์” ที่ดำรง-ผลึกแน่นในการรับรู้และสามัญวิถีของผู้คนในสังคมนั้น โดยกลไกรัฐเชิงสถาบันและโครงสร้างอำนาจ ที่ทำให้ปราศจากการตั้งคำถาม การปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การรับรู้ข้อมูล/ ข้อเท็จจริง รวมทั้งการข่มขู่ คุกคาม จับกุม คุมขัง จ้องจับ ทำให้หวาดกลัวด้วยกลไกอำนาจรัฐทั้งที่เปิดเผยและปิดเร้นอำพราง ดังเช่น คำอุปลักษณ์ว่าด้วย การคืนความสุข  จากการเสียสละเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ  การร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อปราบโกง กวาดล้างการคอรัปชั่น การสร้างความสามัคคีปรองดอง ยุทธศาสตร์ชาติ และอนาคตประเทศไทย” เป็นต้น โดยที่การใช้ภาษาเพื่อประกอบสร้างความคิดเชิงเชิงอุปลักษณ์ มีแนวโน้มจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายรูปแบบและวิธีการ โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง ชอบธรรม ทำให้หลุดจากกรอบความรับผิดชอบทางจริยธรรม ผลประโยชน์ส่วนรวม และความเป็นประชาธิปไตย การอุปลักษณ์ “ความสุขและการคืนความสุข” ให้ประเทศไทย ที่เป็นการหยิบยื่นความสุขฝ่ายเดียวในนามของความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์  พร้อมๆกับการดึงประชาชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง/ หยิบยื่นความสุขเพื่อสถาปนาอำนาจนำและทำให้ “ประชาชน” กลุ่มต่างๆในสังคม  “เชื่องและเซื่องซึม” อยู่ในความสุขที่ตายตัว ทั้งที่ความสุขนั้นมีความหมายที่ซับซ้อน หลายหลากมิติ ทั้งในแง่ความสุขจากการสรรค์สร้างของปัจเจกบุคล และประชาชน พลเมือง ในกิจการสร้างสุข ท่ามกลางการมีชีวิตสาธารณะที่ผูกพันเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสร้างสังคมส่วนรวม การอุปลักษณ์รัฐธรรมนูญให้เท่ากับ “เป็นประชาธิปไตย” ทว่ารัฐธรรมนูญที่ถือเป็นกฎหมายสูงสุดในการจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจของผู้คน การรับรองสิทธิเสรีภาพ การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน ให้บรรลุเป้าหมายอันตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม ธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ในหลักการประชาธิปไตย ความเป็นนิติธรรม และนิติรัฐ กลับมีเนื้อหาที่ไม่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย  ขาดการยึดโยงกับประชาชน การเปิดช่องให้อำนาจรัฐราชการเข้ามามีบทบาทในระบบรัฐสภา การลิดรอนระบบการตรวจสอบ ควบคุม และถ่วงดุลอำนาจระหว่างสถาบันในระบอบประชาธิปไตย  พร้อมเชิดชูความโดดเด่นด้วยมายาภาพอันเก่าก่อน คือ การ “การต้านโกง” อันเป็นการตอกตรึงและย้ำความทรงจำอันเลวร้ายของผู้คนที่มีต่อนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ทั้งที่การทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นในแทบทุกอณูของสังคม การใช้ “มาตรฐานจริยธรรมที่คลุมเครือ” การปฏิรูปในนามของ “คนดี” ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างอนาคต ๒๐ ปี และคงไว้ซึ่ง “อำนาจพิเศษ”  ตามมาตรา ๔๔ ประเทศไทย ๔.๐ หรือ Thailand 4.0 ที่กำลังเดินไปตามการทิศทางพัฒนา สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ได้กลายมาเป็นคำอุปลักษณ์ที่ติดหูติดตาประชาชนมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ด้วยภาษาและถ้อยคำใหม่ๆ เช่น นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรอุตสาหกรรม ฯลฯ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อปลุกปลอบ สร้างระบบปฏิบัติการให้สังคมยินยอมพร้อมใจเปล่ง “คำ” ดั่ง “นกแก้วนกขุนทอง”   เพราะการพัฒนาภายใต้วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ดังกล่าว แม้กำหนดเป้าหมายไว้ที่การขับเคลื่อนสู่ความ  “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” แต่กลับให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลกและอุตสาหกรรมข้ามชาติ โดยละเลย/ ไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรม ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ แต่อย่างใด ดังสะท้อนจากการริเริมโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ นโยบายทวงคืนผืนป่า นโยบายประชารัฐ เป็นต้น ขณะที่เส้นทางสู่การเลือกตั้ง หรือ โรดแมป (Road Map) ที่ได้ประกาศต่อสาธารณชนมาอย่างต่อเนื่อง กลับไม่มีความแน่นอนมากนัก ในแง่ระยะเวลาที่นำไปสู่การจัดการเลือกตั้ง แต่มีความชัดเจนในแง่การใช้คำเป็นเกมส์ภาษา (Language Game) เพื่อปักหลักรักษาพื้นที่อำนาจทางการเมืองบนฐานความชอบธรรมจากการทับถมซากปรักหักโดยผู้ร้ายตลอดกาลอย่างนักเลือกตั้ง และการตั้งคำถามอันชาญฉลาด ๔ ข้อเชิญชวนประชาชนส่งความคิดเห็นยังศูนย์ดำรงธรรม เพื่อรวบรวมให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อส่งต่อให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตั้งคำถามแบบไม่ประสงค์คำตอบหรือมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ภายใต้ฐานคติ ความคิด ความเชื่อที่ฝังจำต่อนักการเมือง/ นักเลือกตั้ง ที่สำคัญคือการดูแคลนประชาชน พลเมืองจะไม่สามารถใช้เจตจำนงได้อิสรเสรีและเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองได้อย่างมีคุณภาพในพื้นที่และปริมณฑลทางการเมือง จึงเป็นความชอบธรรมที่จะเข้ามา “ยึดกลับคืน” ขณะถือไพ่เหนือกว่าของรัฐ-ชนชั้นนำ โดยที่เส้นทาง-ตารางเวลาหรือโรดแมป ที่กำหนดและเลื่อนเปลี่ยนไปมา ทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือในการ “สะกด” และ “ควบคุม” ให้ประชาชน “เชื่อ” และมี “ความหวังในความลวง” โดยสรุปในแง่การใช้ภาษาไทยกับการเมือง กล่าวได้ว่าภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารอย่างผิวเผิน เท่านั้น แต่คืออำนาจในการสร้าง กำกับ ตอก ตรึง ควบคุม อำพราง ความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรู้ ความจริง โดยเฉพาะการปฏิบัติการและการโฆษณาทางการเมือง ด้วยวิธีการที่เรียกว่าการอุปลักษณ์ถ้อยคำจากการประกอบสร้างความคิดเชิงอุปลักษณ์ ที่มีความหลากวิธีการมากขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ บทเพลง บทกวี ภาพยนตร์บันเทิง วาไรตี้ เป็นต้น ในอีกด้านหนึ่งนับวันความคิดและการประกอบสร้างความคิดเชิงอุปลักษณ์ ยิ่งทวีสร้างความย้อนแย้งให้แก่สังคมมากขึ้นไปเงาตามตัว  เพราะคำเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับการปฏิบัติ ทำให้เกิดการผลิตซ้ำความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้ามระหว่าง ภาษากับการปฏิบัติของผู้พูดหลายกรณี อาทิ พอเพียง-ซื้ออาวุธ ประชาธิปไตย-วุฒิสมาชิกแต่งตั้งเลือกนายกรัฐมนตรี ฯลฯ การมุ่งสร้างอุปลักษณ์ทางการเมือง แม้จะเป็นการ “รุก” กรุยทาง-สร้างความชอบธรรมในการดำรงอยู่ การละเมิดสิทธิ บิดประชาธิปไตย และประชาชนให้อยู่ในปกครองแบบกระชับ/ กำกับแน่น ด้วยกฎหมายอันชอบ/ มิชอบ กระนั้นในทางกลับกันประชาชน พลเมือง ก็ไม่ได้นิ่งงันหรือยอมจำนนโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่จะมีปฏิบัติการ สร้างการเคลื่อนไหวตอบโต้ด้วยการสร้างชุดคำและการประกอบสร้างความคิดอุปลักษณ์เพื่อขจัดความแย้งย้อนด้วยไปพร้อมๆกัน เพราะในด้านหนึ่งประเทศไทย ๔.๐ หรือ Thailand 4.0 อันเกิดจากการมุ่งสร้างอุปลักษณ์ทางการเมืองจะถูกบันทึกไว้ และประชาชนก็พร้อมที่จะรื้อค้น ถอดถอน นำกลับมาตรวจสอบ โต้ตอบ และเทียบเคียง กับพฤติกรรมและการปฏิบัติของผู้สร้างอุปลักษณ์ได้อย่างทันท่วงที และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆอีกไป การนี้จึงสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งและการเผชิญหน้ารอบใหม่ในอนาคตอันใกล้ ข้อเสนอและทางออกในวันนี้จึงอยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ประชาชน พลเมือง และกลุ่มองค์กรต่างๆในสังคม มีสิทธิ เสรีภาพ ในการปฏิบัติการสร้างคำ-ความคิดเชิงอุปลักษณ์ ได้อย่างอิสระ เสรี มีหลักประกันคุ้มครอง ปกป้องที่เพียงพอ ปราศจากการละเมิดใดๆต่อผู้ปรารถนา “ร่วมสร้าง” อนาคตประเทศไทย และแสดงออกบนหลักการพื้นฐานและสิทธิมนุษยชนสากล ที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้ “การเลือกตั้ง” ในฐานะคำอุปลักษณ์และความคิดเชิงอุปลักษณ์ที่ถึงพร้อมการยอมรับของอารยะสังคม “กลับคืน” สังคมไทยโดยเร็วที่สุด  

Recent posts