Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

กรณีกลั่นแกล้งนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์

กรณีกลั่นแกล้งนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์

14 May 2017

1575

( ขอบคุณภาพจาก เลยไทม์ออนไลน์ ) กรณีกลั่นแกล้งนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านคอนสา หมู่ที่ ๔  ต.เชียงกลม  อ.ปากชม  จ.เลย   ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ หนังสือนายวีระพงษ์ ส่านสิงห์ (ชาวบ้านตำบลเชียงกลม ผู้รักผืนป่า) ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ ส่งถึง๑.นายกรัฐมนตรี ๒.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และ ๓.ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องทวงคืนผืนป่าอนุรักษ์ (C) แห่งชาติ มีเนื้อหาว่า ด้วยความดีใจและภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ในการปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า ได้ดำเนินการอย่างจริงจังหลายพื้นที่ในประเทศเกิดขึ้นในช่วงนี้และได้รับผลเกินความคาดหมาย เพราะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายทหารเต็มที และเป็นนโยบายสำคัญของท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ซึ่งหากไม่ดำเนินการช่วงเวลาอย่างนี้ก็คงหมดโอกาสแล้ว เช่น วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๙ ทวงคืนได้ ๕,๐๐๐ กว่าไร่ที่อำเภอครบุรี และอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา และวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ ดำเนินการที่ภูทับเบิก จึงขอความเมตตากรุณาดำเนินการในพื้นที่จังหวัดเลยบ้าง พื้นที่ป่าไม่เหลือแล้ว โดยเฉพาะท้องที่ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย ตั้งแต่บ้านโพนทอง บ้านสาธร และบ้านคอนสา ตามค่าพิกัด UTM,N ๑๙๗๐๐๐๐ ถึง ๑๙๘๐๐๐๐ และค่าพิกัด E ๑๘๓๐๐๐ ถึง ๑๘๗๐๐๐ เมื่อหักพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A ออกแล้วเหลือพื้นที่ประมาณ ๒๔ ตารางกิโลเมตร หรือ ๑๕,๐๐๐ ไร่ มีการบุกรุกแผ้วถางยึดพื้นที่ทำประโยชน์ไปแล้ว ๙๐% ของพื้นที่  หรือ ๑๓,๕๐๐ ไร่ และมีการบุกรุกในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A ตลอดแนวซ้าย-ขวาของแผนที่มากกว่า ๔,๐๐๐ ไร่ เพื่อปลูกยางพาราปลูกมันสำปะหลัง และข้าวโพด โดยเฉพาะหมู่บ้านคอนสาและบ้านสาธรมีการบุกรุกมากกว่า ๙๕%ซึ่งไม่รวมพื้นที่ที่ ๒ หมู่บ้านนี้บุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A อีกประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่ ๒ หมู่บ้านนี้มี ๔๒๓ หลังคาเรือน แต่มีรถไถหรือฟาร์มแทรกเตอร์เกือบ ๒๐๐ คัน ส่วนใหญ่ซื้อได้ประมาณ ๑-๒ ปี กำลังผ่อนส่งอยู่ราคายางพาราไม่ดีจำเป็นต้องบุกรุกพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ๒ หมู่บ้านนี้จึงเป็นพื้นที่อันตราย ตัวอย่างเช่น ค่าพิกัด N ๑๙๗๖๐๐๐ ถึง ๑๙๗๗๐๐๐ และ E ๑๘๔๐๐๐ ถึง ๑๘๕๐๐๐ เนื้อที่ ๖๒๕ ไร่ หรือ ๑ ตารางกิโลเมตร บุกรุกไปแล้ว ๙๕% และพื้นที่ดังกล่าวก็มีการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A เพื่อปลูกยางพาราด้วย หน่วยงานป้องกันและรักษาป่า ลย.๑๑ (ชมน้อย) เป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ทราบทำอะไรอยู่ ข้อเท็จจริงปัจจุบันไม่สมควรใช้คำว่าป่าสงวนแห่งชาติ หรือป่าอนุรักษ์ หรือเขตอุทยานแห่งชาติแล้ว เพราะพื้นที่ถูกบุกรุกหมดแล้ว แต่เป็นการบุกรุกปลูกพืชเศรษฐกิจยางพาราเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นสร้างรีสอร์ท หรือสิ่งปลูกสร้างถาวร พอแก้ไขได้อยู่ ถ้าจะดำเนินการจริงจัง สำคัญที่สุดทราบว่าเจ้าหน้าที่มีการเก็บผลประโยชน์จากการบุกรุกของชาวบ้านนับกันเป็นต่อไร่กันเลย อย่างนี้ลำบากและเหนื่อยใจจริงๆ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและอนุเคราะห์พิจารณาดำเนินการด่วนต่อไป   ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ หนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ทส ๐๒๐๖.๒/๕๕๑ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ ส่งถึงกรมป่าไม้ มีเนื้อหาว่า ด้วยนายวีระพงษ์ ส่านสิงห์ ได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ เรียนปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งเบาะแสการบุกรุกพื้นที่ป่าและการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A เพื่อปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ในพื้นที่ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย โดยในปัจจุบันมีการบุกรุกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาดังกล่าว นั้น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สป.ทส.) พิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการแจ้งเบาะแสการบุกรุกพื้นที่ป่าที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของหน่วยป้องกันและรักษาป่า ลย.๑๑ (ชมน้อย) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมป่าไม้ (ปม.) ในการนี้ จึงขอส่งเรื่องให้ ปม. นำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และขอให้ ปม. รายงานผลการดำเนินการ ดังนี้ ๑. กรณีที่ ปม. ได้รับเรื่องแล้ว แต่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ หรืออยู่ระหว่างดำเนินการ ขอให้ ปม. รายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินการเป็นประจำทุกเดือน ตามแบบฟอร์มที่กำหนดในรูปแบบไฟล์ Excel ผ่านทางระบบ E-Petition ให้ สป.ทส. ทราบ ๒. กรณีที่ ปม. ได้รับเรื่องแล้ว และพิจารณาเห็นว่าดำเนินการเสร็จแล้ว ขอให้ ปม. มีหนังสือแจ้งผู้ร้องเรียนทราบโดยตรง และรายงานให้ สป.ทส. ทราบ พร้อมกับสแกนและส่งไฟล์สแกนหนังสือฉบับดังกล่าวทั้งหมดให้ สป.ทส. ทราบผ่านทางระบบ E-Petition ด้วย โดยการดำเนินการส่งเรื่องร้องเรียนผ่านทางระบบ E-Petition ดังกล่าว เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทส. ๐๒๐๖.๒/ว ๑๖๗๕ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ทั้งนี้ โปรดให้ความคุ้มครองผู้ร้องเรียน ผู้ให้ข้อมูล และผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่าให้ต้องได้รับภัยหรือความไม่ชอบธรรมอันเนื่องมาจากการร้องเรียนในครั้งนี้   ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ หนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ทส ๐๒๐๖.๒/๕๕๒ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ ส่งถึงนายวีระพงษ์ ส่านสิงห์ มีเนื้อหาว่า ตามที่ท่านได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ เรียนปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแจ้งเบาะแสการบุกรุกพื้นที่ป่าและการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A เพื่อปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ในพื้นที่ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย โดยในปัจจุบันมีการบุกรุกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาดังกล่าว นั้น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเรียนว่า ได้มอบหมายให้กรมป่าไม้นำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ต่อไปแล้ว หากมีผลการดำเนินการประการใด กรมป่าไม้จะแจ้งท่านทราบโดยตรงต่อไป ทั้งนี้ ภายหลังจากท่านได้รับหนังสือฉบับนี้แล้ว ๗ วัน ท่านสามารถติดต่อกรมป่าไม้ เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวได้ที่ เบอร์ ๐ ๒๕๖๑๔๒๙๒-๓ ต่อ ๕๖๕๗ และ ๕๐๖๓ ในวันและเวลาราชการ จันทร์ถึงศุกร์ ๐๘.๐๐-๑๖.๓๐ น. โดยแจ้งว่า ขอติดตามหนังสือสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลับ ที่ ทส ๐๒๐๖.๒/๕๕๑ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙หรือแจ้งว่าขอติดตามเรื่องร้องเรียน Ticket ID เลขที่ ๕๙๑๒๗๖๐๘๐๖ จึงเรียนมาเพื่อทราบ   ๒ กันยายน ๒๕๕๙ หนังสือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร ๐๑๐๕.๐๒/๔๖๗๘๑ ลงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙ ส่งถึงนายวีระพงษ์ ส่านสิงห์ เรื่องขอให้ตรวจสอบ มีเนื้อหาว่า ตามหนังสือที่ท่านได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรี ขอให้ตรวจสอบการบุกรุกทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าอำเภอปากชม จังหวัดเลย นั้น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประสานส่งเรื่องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยขอให้แจ้งผลให้ท่านทราบโดยตรงด้วยแล้ว จึงเรียนมาเพื่อทราบ   ๖ กันยายน ๒๕๕๙ มีหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ทส ๐๒๐๖.๒/๕๕๒ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ ส่งถึงนายวีระพงษ์ ส่านสิงห์ (ไปดูวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙)   ๗ กันยายน ๒๕๕๙ หนังสือกลุ่มฮักบ้านฮั่นแน้ว ที่ ฮ๐๗-๐๙-๕๙(๑) ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๙ ส่งถึงสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องขอชี้แจ้งข้อเท็จจริง ตามที่สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีหนังสือตามอ้างถึง ๑ ส่งถึงนายวีรพงษ์ส้านสิงห์ โดยระบุว่าได้ทำการแจ้งเบาะแสการบุกรุกพื้นที่ป่าและการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A เพื่อปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ในพื้นที่ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ นั้น ราษฎรบ้านคอนสา หมู่ ๔ และบ้านสาธร หมู่ ๑๐ ในนามกลุ่มฮักบ้านฮั่นแน้ว ขอชี้แจ้งข้อเท็จจริงดังนี้ ในพื้นที่บ้านคอนสา หมู่ ๔ และบ้านสาธร หมู่ ๑๐ได้มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งยื่นคำขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ซึ่งได้ทำการรังวัดปักหมุดและจัดทำแผนที่ประกอบการยื่นคำขอประทานบัตรในที่ดินทำกินของราษฎรทั้งสองหมู่บ้านโดยพลการ ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ทำการแจ้งและขออนุญาตใช้พื้นที่จากเจ้าของที่ดินแต่อย่างใด และในที่ดินดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๕๐ (๒๕๑๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ (ป่าภูเขาแก้วและป่าดงปากชม) แต่ก็ได้รับความอะลุ่มอล่วยจากหน่วยงานราชการ ให้ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านทำกินในที่ดินได้ดังเดิม เพราะเห็นว่าชาวบ้านอยู่กินกันมานาน ก่อนการประกาศใช้กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านก็ทำกินในที่ดินดังกล่าวโดยสงบ ไม่เคยมีข้อเดือดร้อนหรือข้อขัดแย้ง หรือข้อกล่าวหาว่ามีความผิดทางกฎหมายใดๆ และในวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙ ชาวบ้านคอนสา หมู่ ๔ และบ้านสาธร หมู่ ๑๐ และผู้ใหญ่บ้านทั้งสองหมู่บ้านได้จัดเวทีประชาคมหมู่บ้าน เรื่องการลงมติเกี่ยวกับการขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่จากบริษัทต่างๆ ในพื้นที่ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย ขึ้น และได้เชิญหน่วยงานราชการเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในเวทีประชาคมดังกล่าว ถึง หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.๑๑ (ชมน้อย) ซึ่งได้ขอความร่วมมือนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคอนสา เดินทางไปส่งหนังสือเชิญให้แก่หน่วยงานให้รับทราบและเข้าร่วมในเวทีประชาคม  ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ซึ่งเป็นเพียงหนังสือขอเรียนเชิญเข้าร่วมเป็นสักขีพยานเวทีประชาคมหมู่บ้านและการลงมติเกี่ยวกับการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวก็ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมเวทีประชามคมแต่อย่างใด ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการกล่าวอ้างว่าได้ทำหนังสือส่งถึงปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และแจ้งการบุกรุกพื้นที่ป่าแต่อย่างใด จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวกับการขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหินดังกล่าว ซึ่งมีความพยายามที่จะกลั่นแกล้งชาวบ้านให้ได้รับความเดือนร้อน และทำให้ผู้นำหมู่บ้านเกิดความแยกแยกกันกับชาวบ้านในพื้นที่   ๗ กันยายน ๒๕๕๙ หนังสือนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ เขียนที่ ๑๘๖ หมู่ ๔ บ้านคอนสา ต.เชียงกลม อ.ปากชม จ.เลย ส่งถึงสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องขอชี้แจ้งข้อเท็จจริงและขอสำเนาหนังสือที่เกี่ยวข้อง ตามที่มีหนังสือแจ้งว่าเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ โดยระบุว่าข้าพเจ้าได้ทำหนังสือส่งถึงปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่อง การแจ้งเบาะแสการบุกรุกป่าและการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A เพื่อปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ในพื้นที่ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ นั้น ข้าพเจ้า นายวีรพงษ์  ส้านสิงห์ขอชี้แจ้งข้อเท็จจริงว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่องราวในหนังสือใด ๆ ทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับการกล่าวอ้างว่า ข้าพเจ้าได้ทำการแจ้งเบาะแสการบุกรุกพื้นที่ป่าและการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A ต่อปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นการแอบอ้างในการใช้ชื่อส่งหนังสือไปยังหน่วยงานของท่าน ซึ่งหนังสือที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปส่งยังหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.๑๑ (ชมน้อย) เป็นเพียงหนังสือขอเรียนเชิญเข้าร่วมเป็นสักขีพยานเวทีประชาคมหมู่บ้านและการลงมติเกี่ยวกับการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่เท่านั้น ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๒ ซึ่งราษฎรบ้านคอนสา หมู่ ๔ และบ้านสาธร หมู่ ๑๐ และผู้ใหญ่บ้านทั้งสองหมู่บ้านได้ประสานให้ข้าพเจ้าเดินทางไปส่งหนังสือให้แก่หน่วยงานดังกล่าวเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในเวทีประชาคมหมู่บ้าน  เนื่องจากในพื้นที่ทั้งสองหมู่บ้านได้มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งยื่นคำขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ซึ่งได้ทำการรังวัดปักหมุดและจัดทำแผนที่ประกอบการยื่นคำขอประทานบัตรในที่ดินทำกินของราษฎรทั้งสองหมู่บ้านโดยพลการ ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ทำการแจ้งและขออนุญาตใช้พื้นที่จากเจ้าของที่ดินแต่อย่างใด และในที่ดินดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๕๐ (๒๕๑๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ (ป่าภูเขาแก้วและป่าดงปากชม) แต่ก็ได้รับความอะลุ่มอล่วยจากหน่วยงานราชการให้ชาวบ้านทำกินในที่ดินได้ เพราะเห็นว่าชาวบ้านอยู่กินกันมานาน ก่อนการประกาศใช้กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านก็ทำกินในที่ดินดังกล่าวโดยสงบ ไม่เคยมีข้อเดือดร้อนหรือข้อขัดแย้ง หรือข้อกล่าวหาว่ามีความผิดทางกฎหมายใดๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีความเกี่ยวข้องกับการขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ดังกล่าว คาดว่าอาจจะเป็นการกลั่นแกล้งให้ข้าพเจ้าได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่จงใจทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าจึงขอออกมาแก้ไขข้อมูลว่าไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นในหนังสือที่กล่าวอ้างมาข้างต้น และเกิดข้อสงสัยว่าหนังสือที่ส่งไปนั้นเนื้อความในหนังสือและลายเซ็นต์ในหนังสือนำส่งเป็นของข้าพเจ้าจริงหรือไม่ซึ่งมีข้อพิรุธหลายประการ คือ ๑.ชื่อและนามสกุลไม่ถูกต้อง๒.ที่อยู่ไม่ถูกต้อง ๓.รหัสไปรษณีย์ไม่ถูกต้อง ในฐานะที่ข้าพเจ้าซึ่งถูกแอบอ้างในหนังสือจึงขอสำเนาหนังสือที่ส่งในการแจ้งเบาะแสการบุกรุกดังกล่าว และขอสำเนาต้นทางไปรษณีย์ที่หนังสือฉบับนี้ส่งไปยังหน่วยงานของท่าน เพื่อป้องกันการถูกแอบอ้างและแสดงความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า และขอให้มีการสืบสวนสอบสวนเอาผิดทางวินัยและกฎหมายกับบุคคลที่ดัดแปลง/ปลอมแปลงหนังสือเพื่อกลั่นแกล้งข้าพเจ้าและชาวบ้านให้ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีดังกล่าว   ๘ กันยายน ๒๕๕๙ มีหนังสือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร ๐๑๐๕.๐๒/๔๖๗๘๑ ลงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙ ส่งถึงนายวีระพงษ์ ส่านสิงห์ (ไปดูวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙)   ๙ กันยายน ๒๕๕๙ หนังสือกลุ่มฮักบ้านฮั่นแน้ว ที่ ฮ ๐๙-๐๙-๕๙(๑) ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๙ ส่งถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องขอชี้แจ้งข้อเท็จจริง ตามที่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือตามอ้างถึง ส่งถึงนายวีรพงษ์ส้านสิงห์ โดยระบุว่าได้ทำหนังสือร้องเรียน ขอให้ตรวจสอบการบุกรุกทำประโยชน์ในพื้นที่ป่า อำเภอปากชม จังหวัดเลย กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี นั้น ราษฎรบ้านคอนสา หมู่ ๔ และบ้านสาธร หมู่ ๑๐ ในนามกลุ่มฮักบ้านฮั่นแน้ว ขอชี้แจ้งข้อเท็จ ดังนี้ ในพื้นที่บ้านคอนสา หมู่ ๔ และบ้านสาธร หมู่ ๑๐ ได้มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งยื่นคำขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ซึ่งได้ทำการรังวัดปักหมุดและจัดทำแผนที่ประกอบการยื่นคำขอประทานบัตรในที่ดินทำกินของราษฎรทั้งสองหมู่บ้านโดยพลการ ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ทำการแจ้งและขออนุญาตใช้พื้นที่จากเจ้าของที่ดินแต่อย่างใด และในที่ดินดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๕๐ (๒๕๑๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ (ป่าภูเขาแก้วและป่าดงปากชม) แต่ก็ได้รับความอะลุ่มอล่วยจากหน่วยงานราชการ ให้ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านทำกินในที่ดินได้ดังเดิม เพราะเห็นว่าชาวบ้านอยู่กินกันมานาน ก่อนการประกาศใช้กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านก็ทำกินในที่ดินดังกล่าวโดยสงบ ไม่เคยมีข้อเดือดร้อนหรือข้อขัดแย้ง หรือข้อกล่าวหาว่ามีความผิดทางกฎหมายใดๆ และในวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙ ชาวบ้านคอนสา หมู่ ๔ และบ้านสาธร หมู่ ๑๐ และผู้ใหญ่บ้านทั้งสองหมู่บ้านได้จัดเวทีประชาคมหมู่บ้าน เรื่องการลงมติเกี่ยวกับการขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่จากบริษัทต่าง ๆ ในพื้นที่ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย ขึ้น และได้เชิญหน่วยงานราชการเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในเวทีประชาคมดังกล่าว ซึ่งได้ขอความร่วมมือนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคอนสา เดินทางไปส่งหนังสือเชิญให้แก่หน่วยงานราชการในจังหวัดเลยให้รับทราบและเข้าร่วมในเวทีประชาคม ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ซึ่งเป็นหนังสือขอเรียนเชิญเข้าร่วมเป็นสักขีพยานเวทีประชาคมหมู่บ้านและการลงมติเกี่ยวกับการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวกับการขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหินดังกล่าว ซึ่งคาดว่าอาจมีการดัดแปลง/ปลอมแปลงเอกสารหนังสือดังกล่าวส่งไปยังหน่วยงานของท่าน เพื่อกลั่นแกล้งชาวบ้านให้ได้รับความเดือนร้อน และทำให้ผู้นำหมู่บ้านเกิดความแตกแยกกันกับชาวบ้านในพื้นที่   ๙ กันยายน ๒๕๕๙ หนังสือนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ เขียนที่ ๑๘๖ หมู่ ๔ บ้านคอนสา ต.เชียงกลม อ.ปากชม จ.เลย ส่งถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องขอชี้แจ้งข้อเท็จจริงและขอสำเนาหนังสือที่เกี่ยวข้อง ตามที่มีหนังสือแจ้งว่าเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ โดยระบุว่าข้าพเจ้าได้ทำหนังสือร้องเรียนกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้ตรวจสอบการบุกรุกทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าอำเภอปากชม จังหวัดเลย นั้น ข้าพเจ้า นายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ขอชี้แจ้งข้อเท็จจริงว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่องราวในหนังสือใด ๆ ทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับการกล่าวอ้างว่า ข้าพเจ้าได้ทำหนังสือร้องเรียนลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ ขอให้ตรวจสอบการบุกรุกทำประโยชน์ในพื้นที่ป่า อำเภอปากชม จังหวัดเลย ต่อท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจเป็นการแอบอ้างในการใช้ชื่อส่งหนังสือไปยังหน่วยงานของท่าน ซึ่งหนังสือที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปส่งยังหน่วยต่างๆ ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายอำเภอปากชม อุตสาหกรรมจังหวัดเลย หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.๑๑ (ชมน้อย) ผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่น และผู้นำหมู่บ้านในตำบลเชียงกลม เพื่อขอเรียนเชิญเข้าร่วมเป็นสักขีพยานเวทีประชาคมหมู่บ้านและการลงมติเกี่ยวกับการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ ซึ่งลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ เช่นกัน ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๒ ซึ่งราษฎรบ้านคอนสา หมู่ ๔ และบ้านสาธร หมู่ ๑๐ และผู้ใหญ่บ้านทั้งสองหมู่บ้านได้ประสานให้ข้าพเจ้าเดินทางไปส่งหนังสือให้แก่หน่วยงานดังกล่าวเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในเวทีประชาคมหมู่บ้านเนื่องจากในพื้นที่ทั้งสองหมู่บ้านได้มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งยื่นคำขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ซึ่งได้ทำการรังวัดปักหมุดและจัดทำแผนที่ประกอบการยื่นคำขอประทานบัตรในที่ดินทำกินของราษฎรทั้งสองหมู่บ้านโดยพลการ ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ทำการแจ้งและขออนุญาตใช้พื้นที่จากเจ้าของที่ดินแต่อย่างใด และในที่ดินดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๕๐ (๒๕๑๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ (ป่าภูเขาแก้วและป่าดงปากชม) แต่ก็ได้รับความอะลุ่มอล่วยจากหน่วยงานราชการให้ชาวบ้านทำกินในที่ดินได้ เพราะเห็นว่าชาวบ้านอยู่กินกันมานาน ก่อนการประกาศใช้กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านก็ทำกินในที่ดินดังกล่าวโดยสงบ ไม่เคยมีข้อเดือดร้อนหรือข้อขัดแย้ง หรือข้อกล่าวหาว่ามีความผิดทางกฎหมายใดๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีความเกี่ยวข้องกับการขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ดังกล่าว คาดว่าอาจจะมีการดัดแปลง/ปลอมแปลงหนังสือเพื่อกลั่นแกล้งข้าพเจ้าให้ได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในพื้นที่ และทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ซึ่งเป็นการกระทำที่จงใจทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าจึงขอแจ้งกับทางหน่วยงานของท่านว่าไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้นในหนังสือที่กล่าวอ้างมาข้างต้น และเกิดข้อสงสัยว่าหนังสือที่ส่งไปนั้นมีเนื้อความในหนังสือและลายเซ็นต์ในหนังสือนำส่งเป็นของข้าพเจ้าจริงหรือไม่ซึ่งในฐานะที่ข้าพเจ้าถูกแอบอ้างในหนังสือ จึงขอคัดลอกสำเนาหนังสือร้องเรียนดังกล่าว และขอสำเนาต้นทางไปรษณีย์ที่หนังสือฉบับนี้ได้ส่งไปยังหน่วยงานของท่าน เพื่อป้องกันการถูกแอบอ้างและแสดงความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า   ๙ กันยายน ๒๕๕๙ ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านและนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ เดินทางไปพูดคุยกับหัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ ลย.๑๑ ชมน้อย เรื่องการขออนุญาตการใช้พื้นที่ป่าไม้ของ หจก. ไทยเจริญไมนิ่ง ว่าได้เข้ามาขออนุญาตจากทางหน่วยงานหรือไม่ และขอเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งชาวบ้านมีความสงสัยว่าหน่วยงานอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว จึงได้เดินทางมาสอบถามข้อมูลและพูดคุยในเรื่องดังกล่าว และส่วนนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ ได้เข้าไปพูดคุยและชี้แจงกรณีการถูกแอบอ้างชื่อส่งหนังสือร้องเรียนถึงปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้มีการพาดพิงถึงหน่วยงานทำให้ได้รับความเสียหาย   ๙ กันยายน ๒๕๕๙ หนังสือนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ เขียนที่ ๑๘๖ หมู่ ๔ บ้านคอนสา ต.เชียงกลม อ.ปากชม จ.เลย ส่งถึงหัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.๑๑ (ชมน้อย) เรื่องขอชี้แจ้งข้อเท็จจริงและขอสำเนาหนังสือที่เกี่ยวข้อง ตามที่มีหนังสือแจ้งว่าเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ โดยระบุว่าข้าพเจ้าได้ทำหนังสือส่งถึงปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่อง การแจ้งเบาะแสการบุกรุกป่าและการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A เพื่อปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ในพื้นที่ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ นั้น ข้าพเจ้า นายวีรพงษ์ส้านสิงห์ขอชี้แจ้งข้อเท็จจริงว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่องราวในหนังสือใด ๆ ทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับการกล่าวอ้างว่า ข้าพเจ้าได้ทำการแจ้งเบาะแสการบุกรุกพื้นที่ป่าและการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A ต่อปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นการแอบอ้างในการใช้ชื่อส่งหนังสือไปยังหน่วยงานของท่าน ซึ่งหนังสือที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปส่งยังหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.๑๑ (ชมน้อย) เป็นเพียงหนังสือขอเรียนเชิญเข้าร่วมเป็นสักขีพยานเวทีประชาคมหมู่บ้านและการลงมติเกี่ยวกับการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่เท่านั้น ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๒ ซึ่งราษฎรบ้านคอนสา หมู่ ๔ และบ้านสาธร หมู่ ๑๐ และผู้ใหญ่บ้านทั้งสองหมู่บ้านได้ประสานให้ข้าพเจ้าเดินทางไปส่งหนังสือให้แก่หน่วยงานดังกล่าวเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในเวทีประชาคมหมู่บ้าน เนื่องจากในพื้นที่ทั้งสองหมู่บ้านได้มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งยื่นคำขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ซึ่งได้ทำการรังวัดปักหมุดและจัดทำแผนที่ประกอบการยื่นคำขอประทานบัตรในที่ดินทำกินของราษฎรทั้งสองหมู่บ้านโดยพลการ ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ทำการแจ้งและขออนุญาตใช้พื้นที่จากเจ้าของที่ดินแต่อย่างใด และในที่ดินดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๕๐ (๒๕๑๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ (ป่าภูเขาแก้วและป่าดงปากชม) แต่ก็ได้รับความอะลุ่มอล่วยจากหน่วยงานราชการให้ชาวบ้านทำกินในที่ดินได้ เพราะเห็นว่าชาวบ้านอยู่กินกันมานาน ก่อนการประกาศใช้กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านก็ทำกินในที่ดินดังกล่าวโดยสงบ ไม่เคยมีข้อเดือดร้อนหรือข้อขัดแย้ง หรือข้อกล่าวหาว่ามีความผิดทางกฎหมายใดๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีความเกี่ยวข้องกับการขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ดังกล่าว คาดว่าอาจจะเป็นการกลั่นแกล้งให้ข้าพเจ้าได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่จงใจทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าจึงขอออกมาแก้ไขข้อมูลว่าไม่ได้ดำเนินการใดๆทั้งสิ้นในหนังสือที่กล่าวอ้างมาข้างต้น และเกิดข้อสงสัยว่าหนังสือที่ส่งไปนั้นเนื้อความในหนังสือและลายเซ็นต์ในหนังสือนำส่งเป็นของข้าพเจ้าจริงหรือไม่ซึ่งมีข้อพิรุธหลายประการ คือ ๑.ชื่อและนามสกุลไม่ถูกต้อง๒.ที่อยู่ไม่ถูกต้อง ๓.รหัสไปรษณีย์ไม่ถูกต้อง ในฐานะที่ข้าพเจ้าซึ่งถูกแอบอ้างในหนังสือจึงขอสำเนาหนังสือที่ส่งในการแจ้งเบาะแสการบุกรุกดังกล่าว และขอสำเนาต้นทางไปรษณีย์ที่หนังสือฉบับนี้ส่งไปยังหน่วยงานของท่าน เพื่อป้องกันการถูกแอบอ้างและแสดงความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า และขอให้มีการสืบสวนสอบสวนเอาผิดทางวินัยและกฎหมายกับบุคคลที่ดัดแปลง/ปลอมแปลงหนังสือเพื่อกลั่นแกล้งข้าพเจ้าและชาวบ้านให้ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีดังกล่าว   ๑๙ กันยายน ๒๕๕๙ หนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ทส ๐๒๐๖.๒/๕๘๓๗ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๙ ส่งถึงนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ เนื้อหาว่า ตามที่ท่านได้มีหนังสือลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๙ ถึงสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อชี้แจงว่า ท่านไม่ได้มีหนังสือแจ้งเบาะแสการบุกรุกพื้นที่ป่าและการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑A ตามที่สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีหนังสือ ลับ ที่ ทส ๐๒๐๖.๒/๕๕๒ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ แจ้งผลการดำเนินการให้ท่านทราบแต่อย่างใด โดยท่านเกรงว่า หนังสือร้องเรียนฉบับดังกล่าวเป็นการแอบอ้างชื่อท่านเพื่อกลั่นแกล้ง ทำให้ท่านได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงต้องการสร้างความแตกแยกภายในหมู่บ้าน ซึ่งท่านเห็นว่า การกระทำดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาพิพาทจากการยื่นขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัทเอกชน เนื่องจากผู้นำหมู่บ้านได้มีการจัดประชาคมหมู่บ้านและการลงมติเกี่ยวกับการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ของบริษัทดังกล่าว โดยมีท่านเดินทางไปส่งหนังสือเชิญหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.๑๑ (ชมน้อย) เพื่อขอให้เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน นั้น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้พิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า เพื่อเป็นการแสดงการยืนยันตัวตน จึงขอให้ท่านส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมทั้งรับรองสำเนาถูกต้องมาให้สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อจะได้นำมาใช้ในการประกอบการพิจารณาต่อไป          จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา   ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ หนังสือนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ เขียนที่ ๑๘๖ หมู่ ๔ บ้านคอนสา ต.เชียงกลม อ.ปากชม จ.เลย ส่งถึงสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องขอชี้แจ้งข้อเท็จจริงและขอสำเนาหนังสือที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาว่า ตามที่สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๙ ส่งถึงข้าพเจ้า แจ้งว่าสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทำการพิจารณาแล้ว เรียนว่า เพื่อเป็นการแสดงการยืนยันตัวตน จึงขอให้ข้าพเจ้าส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องให้แก่สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อจะได้นำมาใช้ในการประกอบการพิจารณาต่อไป นั้น ข้าพเจ้า นายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ ได้ส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องมายังหน่วยงาน และขอเรียนถามข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ ๑. การที่หน่วยงานได้มีหนังสือขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของข้าพเจ้านั้น เหตุใด ทำไมจึงต้องการสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งต้องการใช้เป็นหลักฐานในเรื่องใด ๒. ตามที่มีการปลอมแปลงเอกสารและแอบอ้างชื่อของข้าพเจ้า ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงาน ข้าพเจ้าขอทราบว่าหนังสือที่ท่านได้รับฉบับดังกล่าว ได้มีการส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปพร้อมกันด้วยหรือไม่ ซึ่งการที่หน่วยงานได้ขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อนำไปเทียบเคียงหรือไม่ อย่างไร จ

Recent posts