Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ขบวนการยึดที่ดินป่าไม้เพื่อนำไปออกประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินที่ปากชม

ขบวนการยึดที่ดินป่าไม้เพื่อนำไปออกประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินที่ปากชม

14 May 2017

1873

  เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ การขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินที่บ้านคอนสา หมู่ ๔และบ้านสาธร หมู่ ๑๐ ต.เชียงกลม อ.ปากชม จ.เลย  ของ หจก.ไทยเจริญไมนิ่ง  และบริษัท ซี.เอส.เอ็น ไมนิ่ง จำกัด  เป็นปัญหาขึ้นมาตั้งแต่รอบปีที่ผ่านมาก็เนื่องมาจากการลุกขึ้นมาต่อต้านคัดค้านของชาวบ้านในนาม ‘กลุ่มฮักบ้านฮั่นแน้ว’  เหตุก็เพราะหน่วยงานราชการร่วมมือกับผู้ประกอบการเข้ามาปักป้ายเขตคำขอประทานบัตรในที่ดินทำกินของชาวบ้าน   แต่การเดินหน้าเพื่อขอประทานบัตรก็มีอุปสรรคพอสมควร  เนื่องจากว่ากระบวนการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่โดยทั่วไปต้องแสดงข้อมูลให้เห็นว่าในพื้นที่คำขอประทานบัตรนั้นเป็นที่ดินประเภทใดบ้าง เช่น  ที่ดินทำกินของประชาชนทั้งที่มีเอกสารสิทธิ์หรือมีเพียงแค่สิทธิถือครอง  ที่ดินเขตปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.  ที่ดินป่าไม้ประเภทต่าง ๆ  พื้นที่ต้นน้ำลำธาร  พื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ  แหล่งโบราณวัตถุโบราณสถาน  แหล่งซากดึกดำบรรพ์ (ฟอสซิล)  แหล่งทรัพยากรธรณีที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์  และพื้นที่หวงห้ามการใช้ประโยชน์ตามกฎหมายฉบับอื่น  เป็นต้น  ทั้งนี้  เพื่อที่อุตสาหกรรมจังหวัดเลยจะต้องสั่งให้ผู้ประกอบการแสดงเอกสารหรือหลักฐานในการยินยอมให้ใช้ประโยชน์ที่ดินเหล่านั้นเพื่อทำเหมืองแร่ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้ง  มิเช่นนั้นแล้วจะทำให้กระบวนการขอประทานบัตรเดินหน้าไปต่อไม่ได้หรือสะดุดหยุดชะงักลง   ด้วยเหตุนี้เองที่ผู้ประกอบการและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการขอประทานบัตรพยายามข่มขู่คุกคามชาวบ้านที่โดนปักป้ายเขตคำขอประทานบัตรในที่ดินทำกินให้หวาดกลัวว่าอย่าได้พยายามโต้แย้งสิทธิในที่ดินทำกิน  มิฉะนั้นจะโดนเล่นงานเอาคืนว่าที่ดินทำกินที่ชาวบ้านถือครองสิทธินั้นเป็นการได้มาจากการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้  จึงทำให้ชาวบ้านกล้า ๆ กลัว ๆ  เนื่องจากว่าปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านที่นี่ก็ไม่ต่างจากที่อื่น ๆ ในประเทศนี้ที่มีความเปราะบางจากการอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ตามการบังคับใช้ของกฎหมายป่าไม้ฉบับต่าง ๆ ที่มองเห็นชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นเป็นศัตรูต่อพื้นที่ป่าไม้ตลอดมา   แต่ครั้นจะไม่ให้ต่อสู้คัดค้านก็จะทำให้สูญเสียที่ดินทำกินไปอย่างน่าเวทนา  เนื่องจากที่ดินคือปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่สำคัญที่สุด  และส่วนใหญ่ของชุมชนหมู่บ้านที่นี่ก็ตั้งรกรากมาก่อนการประกาศใช้กฎหมายป่าไม้ฉบับต่าง ๆ เกือบทั้งสิ้น  จึงเห็นความจำเป็นและความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นให้ต้องลุกขึ้นต่อสู้คัดค้าน  ก็เพราะคำขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินของผู้ประกอบการจำนวน ๔ แปลง ๆ ละประมาณ ๓๐๐ ไร่  รวมทั้งสิ้นประมาณ ๑,๒๐๐ ไร่  ทับซ้อนลงไปในที่ดินทำกินของชาวบ้านทั้งหมด  หากมีการทำเหมืองก็จะทำให้ที่ดินทำกินของชาวบ้านกลายเป็นบ่อเหมืองใหญ่และลึกมาก  รวมถึงความหวั่นเกรงต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น  แม้บางรายจะไม่มีที่ดินอยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินก็ตาม  แต่ก็กังวลเรื่องผลกระทบที่อาจแพร่กระจายมาถึงที่ดินของตนเองที่อยู่รายรอบใกล้ ๆ   เพราะการทำเหมืองถ่านหินที่นี่ต้องขุดลึกไม่ต่ำกว่า ๒๕๐ เมตร  เข้าไปในชั้นแร่ถ่านหินบิทูมินัส  ก็จะส่งผลทำให้ที่ดินทำกินที่อยู่รายรอบใกล้ ๆ เสียหายจากการที่บ่อเหมืองใหญ่และลึกได้ตัดการไหลของระบบน้ำใต้ดินและผิวดินที่เชื่อมต่อกันให้เสียหาย  ส่งผลให้ต้องขาดแคลนน้ำสำหรับทำนาและการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นได้   รวมถึงถนนดินซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลักเส้นทางเดียวระหว่างหมู่บ้านเข้าไปยังที่ดินทำกินที่ไม่สะดวกต่อการสัญจรในฤดูฝนยังจะต้องหลบหลีกให้กับรถพ่วงบรรทุกแร่ขนาดใหญ่ขนาด ๔๐ ตัน วิ่งไปมาวันละเกือบร้อยเที่ยวอีกด้วย   เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านจึงตัดสินใจว่าจะต้องรวมพลังกันต่อสู้คัดค้านเหมืองขึ้นมา  แม้จะถูกข่มขู่คุกคามให้หวาดกลัวจากผู้ประกอบการและผู้นำหมู่บ้านบางคนว่าจะถูกเล่นงานด้วยการถูกจับฟ้องคดีว่าบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ก็ตาม  เริ่มด้วยการปฎิเสธความช่วยเหลือจากผู้ประกอบการด้วยการกดดันให้ผู้ใหญ่บ้านทั้งสองหมู่บ้านส่งคืนทรัพย์สินที่ได้รับมอบมาเมื่อครั้งงานทำบุญล้างป่าช้าในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๙  ได้แก่  เต็นท์สนามผ้าใบหมู่บ้านละ ๒ เต็นท์ แก้วน้ำหมู่บ้านละ ๒๐๐ ใบโต๊ะยาวหมู่บ้านละ ๔ ตัว เก้าอี้พลาสติกหมู่บ้านละ ๒๐๐ ตัว เครื่องเสียงพร้อมไมโครโฟนกระเป๋าหิ้วหมู่บ้านละ ๑ ตัว ห้องส้วมใหม่ที่เมรุเผาศพ ๒ ห้อง  และปรับปรุงซ่อมแซมห้องส้วมเดิม สร้างบันไดขึ้นศาลาฌาปากิจสถาน  รวมทั้งเงินค่าใช้จ่ายในการทำบุญล้างป่าช้าทั้งหมด  โดยส่งคืนไปเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๙   ต่อด้วยการทำประชาคมหมู่บ้านในวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙ เรื่องการลงมติการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ในพื้นที่  โดยมีมติเป็นเอกฉันท์จากผู้เข้าร่วมทั้งสองหมู่บ้าน ๑,๓๐๐ คน  ว่า  (๑) ไม่เห็นชอบกับการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น  (๒) ไม่อนุญาตให้เอกชนหรือหน่วยงานของรัฐเข้ามากระทำการใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ในพื้นที่โดยเด็ดขาด และ (๓) ให้กันพื้นที่ทำกินของชาวบ้านออกจากป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าภูเขาแก้ว-ป่าดงปากชม) พร้อมทั้งให้ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้แก่ชาวบ้านอย่างถูกต้องตามกฎหมาย   หลังประชาคมหมู่บ้านดังกล่าวความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการที่เข้ามาขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินกับชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ  โดยชาวบ้านพยายามช่วยกันสอดส่องดูแลการเข้ามาในพื้นที่ของคนแปลกหน้า  ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้ามาในพื้นที่ด้วยความสะดวกง่ายดายเหมือนแต่ก่อนได้อีก  เพราะชาวบ้านจะคอยไล่ออกและไม่ยอมเจรจาพูดคุยด้วย  จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านถูกกลั่นแกล้งจากมือที่มองไม่เห็นด้วยการทำจดหมายปลอมแปลงลายมือชื่อของนายวีระพงษ์ ส้านสิงห์  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านคอนสาที่ร่วมคัดค้านการขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินร่วมกับชาวบ้าน  ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ ส่งถึงนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีเนื้อหาโดยสรุปใจความกล่าวโทษชาวบ้านว่า  ขอให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารเข้ามาปฎิบัติการทวงคืนผืนป่าในหมู่บ้านคอนสาและสาธรโดยเร่งด่วน  เพราะมีการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ เอ ตลอดแนวซ้าย-ขวาของแผนที่มากกว่า ๔,๐๐๐ ไร่  เพื่อปลูกยางพารา  มันสำปะหลังและข้าวโพด   ในเนื้อหาจดหมายปลอมแปลงยังระบุด้วยว่า “สองหมู่บ้านนี้มี ๔๒๓ หลังคาเรือน แต่มีรถไถหรือฟาร์มแทรกเตอร์เกือบ ๒๐๐ คัน ส่วนใหญ่ซื้อได้ประมาณ ๑-๒ ปี กำลังผ่อนส่งอยู่  เนื่องจากราคายางพาราไม่ดีจึงจำเป็นต้องบุกรุกพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  สองหมู่บ้านนี้จึงเป็นพื้นที่อันตราย”   แม้นายวีรพงษ์ ส้านสิงห์  จะทำหนังสือร้องเรียนกลับไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและได้รับหนังสือตอบกลับมาว่าได้ยุติเรื่องร้องเรียนตามจดหมายปลอมแปลงฉบับดังกล่าวแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๙  แต่เรื่องก็ยังไม่จบเพียงแค่นี้  ต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๐ มีการร้องเรียนจากราษฎรนิรนามในตำบลเชียงกลมว่าชาวบ้านในหมู่บ้านคอนสาและสาธรและนายวีรพงษ์ ส้านสิงห์ได้ทำการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าภูเขาแก้ว-ดงปากชม) ทำการปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดและตัดไม้ใหญ่นำไปก่อสร้างที่พักอาศัยให้ผู้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งอยู่ในที่ว่าการอำเภอปากชม  ตามลำดับ  จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารจากหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย ๑๑ จุดชมน้อย  อุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม (เตรียมการ)  และเจ้าหน้าที่่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จังหวัดเลย  ลงตรวจสอบพื้นที่เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๐  นับแต่นั้นมา  จุดเริ่่มต้นในการชงเรื่องให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารเข้ามาในพื้นที่เพื่อเริ่มปฎิบัติการทวงคืนผืนป่าจึงเริ่มขึ้น   เป้าหมายก็เพื่อทำให้ความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องที่ดินทำกินเกิดขึ้นในหมู่บ้านทั้งสองจนสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านไม่กล้าออกมาแสดงสิทธิถือครองที่ดินทำกินที่อยู่ในพื้นที่ป่าไม้ให้ได้  เมื่อไม่กล้าแสดงสิทธิถือครองที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าไม้ก็จะทำให้การขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินไม่มีปัญหาต้องรับฟังเสียงของชาวบ้านอีกต่อไป   และเพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อการดำเนินการขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินว่าจะไม่เกิดอุปสรรคติดขัดใด ๆ อีกต่อไป  เนื่องจากว่ายังมีข้อห่วงกังวลอีกเรื่องหนึ่ง  นั่นคือ  ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ก็คือพื้นที่คำขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินทั้งหมดตามที่ได้กล่าวไว้แล้วเป็นที่ดินทำกินของชาวบ้านสาธรและคอนสาทั้งหมดแม้จะอยู่ในเขตป่าสงวนฯก็ตาม  ดังนั้น  ถึงแม้ผู้ประกอบการจะเข้าไปตีสนิทกับผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่บ้านโพนทอง หมู่ที่่ ๓  ที่เป็นหมู่บ้านติดกันได้ก็ไม่สามารถจัดเวทีรับฟังความเห็นหรือทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อขอประทานบัตรกับชาวบ้านในหมู่บ้านโพนทองแทนชาวบ้านจากหมู่บ้านคอนสาและสาธรได้  เพราะเป็นการทำประชาคมหมู่บ้านแบบผิดฝาผิดตัว  เป็นการกระทำความผิดที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายแร่ที่กำหนดให้ต้องรับฟังความเห็นหรือทำประชาคมหมู่บ้านจากชาวบ้านในหมู่บ้านที่เป็นพื้นที่ตั้งคำขอประทานบัตรเป็นหลัก  ไม่ใช่รับฟังความเห็นหรือทำประชาคมหมู่บ้านจากชาวบ้านในหมู่บ้านที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ตั้งของคำขอประทานบัตร  หรือหากจะให้รอบคอบครบถ้วนโดยคำนึงถึงการแพร่กระจายของผลกระทบเป็นสำคัญ  แม้หมู่บ้านที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งของคำขอประทานบัตรก็สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความเห็นหรือทำประชาคมหมู่บ้านดังกล่าวได้  แต่ต้องรับฟังความเห็นหรือทำประชาคมหมู่บ้านร่วมกันระหว่างชาวบ้านในหมู่บ้านที่เป็นพื้นที่ตั้งของคำขอประทานบัตรและชาวบ้านในหมู่บ้านนอกพื้นที่ตั้งของคำขอประทานบัตร   แต่เมื่อการร้องเรียนว่าที่ดินทำกินของชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านเป็นพื้นที่ป่าที่ถูกชาวบ้านบุกรุกป่าสงวนฯไม่ส่งผลให้ชาวบ้านกลัวจนไม่กล้าออกมาแสดงสิทธิการถือครองที่ดินที่คำขอประทานบัตรทับซ้อนอยู่ตามที่คาดการณ์ไว้  ประกอบกับข้อเท็จจริงตามกฎหมายแร่ที่ระบุให้ต้องคำนึงถึงการจัดเวทีรับฟังความเห็นหรือทำประชาคมหมู่บ้านในหมู่บ้านที่คำขอประทานบัตรตั้งอยู่เป็นหลัก  ในกรณีนี้  วิธีที่ดีที่สุดเพื่อขจัดเสี้ยนหนามให้เด็ดขาด  จึงเหลืออยู่อีกวิธีเดียวเท่านั้นที่จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการดำเนินการขอประทานบัตรตามขั้นตอนต่อ ๆ ไปได้  นั่นก็คือต้องหาวิธีการเปลี่ยนที่ดินทำกินของชาวบ้านในเขตพื้นที่ป่าไม้ตามบังคับของกฎหมายป่าสงวนฯที่ได้ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าภูเขาแก้ว-ดงปากชม) ให้เป็นเขตพื้นที่ป่าไม้ตามบังคับของกฎหมายอุทยานฯแทนให้ได้  ก็เพราะว่าหากที่ดินทำกินของชาวบ้านที่มีคำขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินทับซ้อนยังอยู่ในสภาพบังคับของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗  ก็จะต้องดำเนินการรับฟังความเห็นหรือทำประชาคมหมู่บ้านตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๘  ที่ระบุไว้ชัดเจนในข้อ ๘ (๕) ว่า  “พื้นที่ที่จะพิจารณาอนุญาตได้  ต้องไม่มีปัญหากับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง  และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลท้องที่ที่ป่านั้นตั้งอยู่”  แต่ถ้าถูกเปลี่ยนสภาพไปอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔  กระบวนการรับฟังความเห็นหรือทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อประกอบการขอประทานบัตรตามระเบียบฯดังกล่าวจะถูกตัดออกทั้งหมด  เหลืออยู่เพียงแค่การเดินเรื่องประสานงานระหว่างผู้ประกอบการกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพรรณพืชโดยตรงเท่านั้น  ไม่ต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใดอีกต่อไป   ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุที่มาที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารกำลังปฎิบัติการทวงคืนผืนป่าในหมู่บ้านทั้งสองอยู่ในขณะนี้  ด้วยความขลาดเขลาของผู้นำหมู่บ้านบางคนที่ตกเป็นเครื่องมือของปฏิบัติการดังกล่าวคอยข่มขวัญชาวบ้านไม่ให้แสดงตัวคัดค้านต่อต้านการยึดที่ดินทำกินของเจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหาร  เพราะมิเช่นนั้นอาจจะถูกจับดำเนินคดีได้  และให้ชาวบ้านยอมรับที่ดินทำกินเฉพาะ ‘หน้าป้าย’ ที่มีการกันเขตเอาไว้เป็นที่ดินทำกินของชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าภูเขาแก้ว-ดงปากชม) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๒ แล้วเท่านั้น  ส่วนที่ดินทำกิน ‘หลังป้าย’ ที่ชาวบ้านบุกเบิกเพิ่มเติมตามการขยายตัวของประชากรและครัวเรือนในหมู่บ้านทั้งสอง  ที่พื้นที่กว่าร้อยละ ๖๐ ของคำขอประทานบัตรเหมืองถ่านหินทับซ้อนอยู่นั้น  ห้ามเข้าไปใช้เป็นที่ดินทำกินอีกต่อไปโดยเด็ดขาด   แต่เขตที่ดินทำกิน ‘หน้าป้าย’ ที่จัดสรรให้ชาวบ้านตั้งแต่ปี ๒๕๕๒  มีข้อบกพร่องสองประการ  ดังนี้ (๑) เกินร้อยละ ๕๐  ของชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านดังกล่าวขาดแคลนที่ดินทำกินหากพื้นที่หลังป้ายถูกยึดคืน (๒) พื้นที่คำขอประทานบัตรเหมืองถ่านหินทั้งสี่แปลงดังที่ได้กล่าวไว้แล้วทับซ้อนอยู่กับที่ดินทำกินทั้งในส่วนของหน้าป้ายและหลังป้าย  ประมาณร้อยละ ๖๐ ทับซ้อนอยู่ในที่ดินทำกินในส่วนที่เป็นหลังป้าย  ชาวบ้านจึงหวั่นเกรงว่าปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าครั้งนี้มีความจงใจยึดที่ดินทำกินในส่วนของหลังป้ายไปทั้งหมด  ไม่ใช่เพราะเหตุผลต้องการนำที่ดินทำกินหลังป้ายของชาวบ้านไปฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด  แต่มีเจตนาแอบแฝงเพื่อต้องการเปลี่ยนสภาพที่ดินหลังป้ายไปอยู่ในบังคับของกฎหมายอุทยานฯโดยยึดคืนให้เป็นป่าเตรีียมการประกาศจัดตั้งเป็นป่าอุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม  เพื่อรอให้ผู้ประกอบการมาดำเนินการขอประทานบัตรเหมืองถ่านหินเสียมากกว่า   ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า  หนึ่ง-หากจะปฎิบัติการทวงคืนผืนป่าตามคำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗  และ ๖๖/๒๕๕๗  ให้เกิดความยุติธรรม  ไม่เลืือกปฎิบัติ  ทำไมไม่ทำทั้งตำบลเชียงกลม  หรือทำทั้งอำเภอปากชม  หรือทำทั้งจังหวัดเลย  ซึ่งมีสภาพการถือครองที่ดินไม่แตกต่างกัน  นั่นคือ  ชุมชนส่วนใหญ่ตั้งรกรากเป็นบ้านเรือนอยู่มาก่อนการประกาศใช้กฎหมายป่าไม้ฉบับต่าง ๆ ทั้งสิ้น  ทำไมถึงเฉพาะเจาะจงยึดคืนที่ดินทำกินของชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านในส่วนของหลังป้ายเท่านั้น  มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร ?   สอง-เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาสงสัยว่าปฎิบัติการทวงคืนผืนป่าครั้งนี้มีความไม่ชอบธรรม  ดังนั้น  ถ้าจะยึดที่ดินทำกินของชาวบ้านในส่วนของหลังป้ายทั้งหมดให้ได้  ก็น่าที่จะต้องเพิกถอนคำขอประทานบัตรเหมืองถ่านหินทั้งหมดของผู้ประกอบการที่ทับซ้อนอยู่ในที่ดินทำกินชาวบ้านในส่วนของหลังป้ายออกด้วย  และประกาศให้ที่ดินทำกินหลังป้ายที่ถูกยึดคืนไปเป็นพื้นที่พิเศษที่ห้้ามมิให้มีการขอสัมปทานเพื่อขอสำรวจและทำเหมืองแร่ชนิดใด ๆ อีกต่อไป  จึงจะยุติธรรม   สาม-นโยบายรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. ตามคำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗  และ ๖๖/๒๕๕๗[[1]]  พิจารณาตามตัวอักษรแล้วเหมือนว่าจะเป็นผลดีต่อชาวบ้าน  คนยากคนจนและคนเล็กคนน้อยในสังคม  ซึ่งในกรณีปฎิบัติการทวงคืนผืนป่าโดยยึดที่ดินทำกินหลังป้ายของชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านน่าจะใช้คำสั่ง คสช. มาเป็นเกณฑ์พิจารณาสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินหลังป้ายซึ่งเป็นการบุกเบิกเพิ่มเติมหลังปี ๒๕๕๒ ได้  เพราะชาวบ้านได้อาศัยทำกินอยู่ในพื้นที่เดิมก่อนคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับจะประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๕๗  ดังนั้น  จึงควรใช้หลักเกณฑ์พิจารณาจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านจนถึงปี ๒๕๕๗ ก่อนคำสั่ง คสช. ประกาศใช้เป็นหลัก  โดยมุ่งคำนึงถึงการดําเนินการใด ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่ดินทํากิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นท่ีเดิมน้ัน ๆ ก่อนคําสั่งน้ีมีผลบังคับใช้   แน่นอนว่าเป็นเรื่องยากที่จะกล่าวหาเจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารในพื้นที่ว่ามีเอี่ยวกับการกลั่นแกล้งชาวบ้านเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้การขอประทานบัตรเหมืองถ่านหินดำเนินต่อไปได้โดยไม่ติดขัดต่ออุปสรรคปัญหาจากการที่ต้องเสียเวลามาจัดเวทีรับฟังความเห็นหรือทำประชาคมหมู่บ้านอีกต่อไป  เพราะขาดหลักฐานที่จะเอาผิดเจ้าหน้าที่เหล่านั้น  แต่การใช้กฎหมายที่เข้มงวดและเฉพาะเจาะจงเพื่อทวงคืนผืนป่ากับชาวบ้านเพียงแค่สองหมู่บ้านซึ่งมีที่ดินทำกินทับซ้อนกับคำขอประทานบัตรเหมืองถ่านหินอยู่พอดี  โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่นำร่อง  ต่างจากชาวบ้านในหมู่บ้านที่เหลืออยู่อีก ๘ หมู่บ้านในตำบลเดียวกันซึ่งสิทธิสภาพการถือครองที่ดินทำกินไม่แตกต่างจากชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งสองแต่อย่างใด  เพราะมีการตั้งรกรากเป็นชุมชนอยู่มาก่อนกฎหมายป่าไม้ฉบับต่าง ๆ จะถูกประกาศใช้  จึงทำให้ที่ดินทำกินถูกกฎหมายป่าไม้ฉบับต่าง ๆ ประกาศทับทั้งสิ้น  แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารหน่วยใดไปปฎิบัติการทวงคืนผืนป่าในหมู่บ้านที่เหลือเหล่านั้นเหมือนที่ทำกับชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งสอง  จึงเห็นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่ามีการจงใจปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฎิบัติหน้าที่โดยไม่สมควรแก่เหตุ  ครั้นจะบอกว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารในพื้นที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดูจะไร้เดียงสาไปสักหน่อย  ไม่สมควรแก่ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งและหน้าที่การงานของตน  ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นการสมรู้ร่วมคิดเพื่อกลั่นแกล้งชาวบ้านไปโดยปริยาย   หรือหากให้ความเป็นธรรมสักหน่อยก็อาจจะพูดให้ดูดีขึ้นได้ว่าปฎิบัติการทวงคืนผืนป่าครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารในพื้นที่ถูกผู้ประกอบการหลอกใช้หรือยืมมือมากลั่นแกล้งชาวบ้าน                                                                   [[1]] คำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗  เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้  ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๗  และคำสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗  เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน  ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๗

Recent posts